โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ก้าวไปข้างหน้า "ดุสิตธานี" ชู 3 H ก้าวสู่สากล

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 13 ม.ค. 2564 เวลา 11.29 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2564 เวลา 02.04 น.

ถึงวันนี้คงต้องยอมรับกันว่า วิทยาลัยดุสิตธานี เดินทางมาจนจะถึงปีที่ 28 ในเดือนมิถุนายน 2564 ซึ่งนับว่าเป็นเส้นทางที่ยาวนานนับจากก่อตั้งโรงเรียนการโรงแรมในปี 2536 กระทั่งเปลี่ยนมาเป็นวิทยาลัยดุสิตธานี ในปี 2539

ซึ่งมีหลักสูตรเปิดสอนในระดับปริญญาตรี ภาษาไทย และนานาชาติ, หลักสูตรปริญญาโท รวมไปถึงหลักสูตรระยะสั้น สำหรับบุคคลทั่วไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการโรงแรม, การบริการ, ศิลปะการประกอบอาหาร, สปา รวมไปถึงการท่องเที่ยว

โดยมุ่งเน้นทางด้านการจัดการการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ทั้งในส่วนของภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบัน วิทยาลัยดุสิตธานี มีนักศึกษาอยู่ประมาณ 2,800 คน และมีบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบอยู่ประมาณ 300 คน ที่ครอบคลุมพื้นที่การศึกษาทั้ง 2 แห่ง คือ วิทยาลัยดุสิตธานี กรุงเทพฯ และศูนย์การศึกษาเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

แม้ผ่านมา วิทยาลัยดุสิตธานีจะผจญกับมหันตภัยไวรัสร้ายโควิด-19 จนทำให้ภาคธุรกิจการท่องเที่ยวต้องหยุดชะงัก หลายโรงแรมประสบปัญหา และบุคลากรทางภาคบริการการท่องเที่ยว และโรงแรม ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อต้องอยู่ให้รอดในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ในส่วนของภาคการผลิตบุคลากรที่ต้องป้อนให้กับภาคธุรกิจดังกล่าว แทบไม่มีผลกระทบเท่าใดเลย

เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ถูกสอนให้ยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง จนสามารถผ่านวิกฤตครั้งนั้นมาได้ รวมถึงครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะจากงานเปิดตัววิทยาลัยเมื่อไม่นานผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Dusit Thani College…Moving Forward” จึงทำให้มองเห็นวิสัยทัศน์ของผู้บริหารอย่างมีนัยสำคัญ

“ศิรเดช โทณวณิก” กรรมการผู้จัดการ ASAI Hotels รองประธานฝ่ายพัฒาธุรกิจ และโครงการดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล และรักษาการกรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจการศึกษา บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ต้องบอกว่าไม่มีโรงแรมไหนในเอเชียที่ลงทุน และให้ความสำคัญต่อการศึกษามากเท่าเรา ทั้งยังมีวิชั่นที่แข็งแรงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ด้วยเหตุนี้ เราจึงดึงจุดแข็งที่อยู่ภายใต้แบรนด์ของเรากว่า 300 พร็อพเพอร์ตี้ที่เราบริหารอยู่ทั่วโลกมาทำการศึกษาทั้งในเรื่องทฤษฎี และปฏิบัติ พร้อม ๆ กับลงทุนในเรื่องวิจัย เพื่อนำมาพัฒนาโรงแรมในเครือ ที่สำคัญ เรามีพาร์ตเนอร์กับโรงเรียนชั้นนำของโลกหลายแห่ง ดังนั้น นักศึกษาของเราหลังจากจบมาจึงไม่ได้ทำงานโรงแรมในเครือเพียงอย่างเดียว หากยังทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องในไลน์การบริการอื่น ๆ ด้วย พูดง่าย ๆ คือเราจะเน้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมบริการมากกว่า”

“ตอนนี้เรามีนักศึกษาอยู่ประมาณ 2,800 คน และบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบอีกประมาณ 300 คน ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาจบมาประมาณ 97% กว่า ๆ จะมีงานทำทันที ถือว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก ๆ ส่วนอีก 2-3% ที่เหลือ พวกเขาจะนำความรู้เหล่านี้ไปบริหารธุรกิจของครอบครัว หรือไปสร้างธุรกิจของตัวเอง และตลอดเวลา 3 ปีผ่านมา เราลงทุนในการสร้างและพัฒนาวิทยาลัยประมาณ 300 กว่าล้านบาท ถือว่าเยอะพอสมควร”

“ฉะนั้น กลยุทธ์การเติบโตของเราจึงมองมาที่คอนเทนต์เป็นสำคัญ เพราะเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ยิ่งเมื่อเจอไวรัสโควิด-19 เราก็มีแผนในการเปลี่ยนแปลงตลอด เราจะไม่หยุดอยู่กับที่ ที่สำคัญ เราต้องสอนให้นักศึกษายืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง นอกจากนั้น เราคงต้องออกไปหาโปรดักต์ใหม่ ๆ อาจต้องลงทุนด้วยการสร้างแพลตฟอร์มใหม่ ๆ เพื่อให้นักศึกษาสะดวกในการเรียนรู้มากขึ้น และง่ายขึ้นด้วย”

ขณะที่ “ฟราวเกอะ เกอร์เบนส์” อธิการบดีวิทยาลัยดุสิตธานี กล่าวเสริมว่า ภารกิจของเราต่อจากนี้ไปจะทำ 3 เรื่องหลัก ๆ ตามกลยุทธ์ 3 H คือ

หนึ่ง hand การลงมือปฏิบัติ

สอง head การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา

สาม heart การบริการด้วยหัวใจ

“เรามุ่งมั่นผลิตบุคลากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสู่อุตสาหกรรมการบริการ และการท่องเที่ยว ด้วยการให้นักศึกษาเรียนรู้ภาคปฏิบัติจากคณาจารย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อให้นักศึกษาสามารถลงมือทำได้จริงด้วยการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าเป้าหมาย”

“เพราะฉะนั้น กลยุทธ์ 3 H จึงถูกนำมาสอดแทรกในเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จนทำให้การันตีได้ว่านักศึกษาของเราหลังจากจบออกไปมักมีงานทำทุกคน แต่ถึงกระนั้นภายในสถานการณ์ดังกล่าวก็ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยี และรูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไป”

“เพราะความต้องการของผู้เรียนในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไปด้วย เราจึงพยายามตั้งเป้าหมายให้นักศึกษามีความก้าวหน้าในอาชีพ มีศักยภาพ และมีชื่อเสียงทางด้านฮอสพิทาลิตี้ในภูมิภาคนี้มากที่สุด ที่สำคัญ เราตั้งเป้าหมายสู่ความยั่งยืนทางด้านทรัพยากรทางด้านการศึกษา และภาคธุรกิจ เพื่อที่จะนำเราก้าวไปสู่สากล”

สำหรับ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า จริง ๆ เรามองเรื่องของวิกฤตไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสด้วยซ้ำ และผลจากรีเสิร์ชปรากฏว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ธุรกิจบริการปรับตัวไปกับวิถีชีวิตใหม่ 3 เรื่อง คือ

หนึ่ง ธุรกิจโรงแรม การอยู่รอดในธุรกิจโรงแรมเราจะทำตัวเหมือนเดิมอีกไม่ได้แล้ว เราต้องมีดาต้า มีโปรไฟล์ลูกค้าว่าต้องการอะไรแบบไหน และเราจะมอบประสบการณ์ตรงให้ลูกค้าได้อย่างไร สำหรับในส่วนนี้เทคโนโลยีเอไอจะเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ได้ โดยเฉพาะเรื่องพฤติกรรมของลูกค้า, เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน

สอง อาหาร ธุรกิจอาหารในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านก็ได้ ถ้าขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย แม้แต่ในครัวก็ต้องมีคลาวด์คิตเช่น ฉะนั้น ต่อไปการปรุงอาหารทุกอย่าง เราจะดูข้อมูลว่าใช้สูตรอาหารอะไรบ้าง เราก็ใส่ลงไปได้เลยอาหารจะได้คุณภาพมาตรฐาน ทั้งยังสดใหม่ด้วย แต่กระนั้น จะต้องมีเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปัน, สุขภาพ และเทคโนโลยี

สาม การศึกษา เนื่องจากผู้เรียนในปัจจุบันจะไม่ทนเรียน 4 ปีอีกต่อไปแล้ว และจะไม่เรียนต่อในระดับปริญญาโท-เอก แต่เขาจะเรียนอะไรที่ตัวเองต้องการรู้และชอบจริง ๆ ดังนั้น รูปแบบการเรียนการสอนต้องมีความหลากหลายมากขึ้น และจะต้องตอบโจทย์ผู้เรียนจริง ๆ แม้แต่การเก็บเครดิตจากประสบการณ์ของพวกเขา เพื่อดีไซน์หลักสูตรให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า

ซึ่งล้วนเป็นบริบทการศึกษาในวิถีชีวิตใหม่นับจากนี้เป็นต้นไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...