โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

[รีวิว] Deliver Us From Evil: ชื่นชม ปนเสียดาย หวนไห้หนังไทยยุคแอ็กชันครองเมือง

BT Beartai

อัพเดต 29 ก.ย 2563 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2563 เวลา 16.56 น.
[รีวิว] Deliver Us From Evil: ชื่นชม ปนเสียดาย หวนไห้หนังไทยยุคแอ็กชันครองเมือง

Deliver Us From Evilจุดเด่นใครโหยหาหนังแอ็กชันดิบ ๆ สไตล์เอเชีย ที่เมื่อก่อนหนังฮ่องกงตลอดจนไทยเคยรุ่งเรืองมาก ๆ น่าจะชอบเรื่องนี้เลย นอกจากโพรดักชันเด่น นักแสดงยังช่วยบิ้วเรื่องได้เท่ ดุ เข้ม โหด ขึ้นมากทีเดียว จุดสังเกตช่วงก่อนไคลแม็กซ์หนังอืดลงไปหน่อยเพื่อเดินอารมณ์ฝั่งดราม่า ซึ่งจริง ๆ ดราม่าปูตอนต้นก็เพียงพอมากแล้ว ถ้ารักษากราฟความเดือดจากหลางเรื่องไปตลอดเรื่องจนจบได้จะเยี่ยมมาก ๆ กว่านี้อีกมีภาพเมืองไทยที่ทำร้ายจิตใจต่อคนไทยหัวใจใส ๆ ไม่คิดว่ามีเรื่องไม่ดีอยู่เหมือนกัน ทั้งการค้ามนุษย์ การค้าบริการทางเพศ แก๊งอันธพาล ยาเสพติด และนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ8.9

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ: อินนัม (ฮวังจองมิน) นักฆ่าฝีมือดีพบว่าคนรักเก่าของเขาถูกคนฆ่าตายในประเทศไทย จึงเดินทางมาเพื่อตามหาความจริง ในขณะที่ เรย์ (อีจุงแจ) ก็ถูกอินนัมฆ่าพี่น้องร่วมสาบานของเขาตาย ก็ได้เดินทางมาไทยเพื่อหวังจะล้างแค้นเช่นกัน เกมไล่ล่าสุดอันตรายของ อินนัม กับ เรย์ จึงเปิดฉากขึ้น และทั้งคู่ต้องสะสางให้มันจบที่นรก!

หนังเกาหลีสายแอ็กชันที่เปิดหัวมาด้วยสถิติสุดสวยจากการขายตั๋วได้ถึง 2 ล้านใบภายใน 5 วันที่เกาหลี เอาชนะหนังมาแรงแห่งปีอย่าง Peninsula (ภาคต่อ Train to Busan) ไปได้เป็นที่ประหลาดใจหลายคน แถมขึ้นแท่นหนังแอ็กชันที่ดีที่สุดแห่งปีของเกาหลีจากนักวิจารณ์เกาหลีบางสำนักด้วย

แต่สำหรับคอหนังเกาหลีสายดิบ ความน่าสนใจจะอยู่ที่ว่าหลังจากห่างหายไปกว่า 5 ปี ผู้กำกับฮงวอนชานเขาไปอัปฝีมือมามากขนาดไหนมากกว่า โดยเขาเป็นมือเขียนบทหนังเด่น ๆ ของผู้กำกับ นาฮงจิน มาแล้วทั้ง The Chaser (2007) และ The Yellow Sea (2010) แล้วยังเคยร่วมเขียนบทหนังรางวัลบทยอดเยี่ยมเรื่อง Confession of Murder (2012) ของผู้กำกับ จังเบียงกิล อีกด้วย

หนังเรื่องแรกที่เขาทั้งเขียนบทและกำกับเองอย่าง Office (2015) เองก็ได้รับเลือกไปชิงในสาขา Golden Camera ที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ด้วย ซึ่งใครได้ดูหนัง Office มาแล้วก็น่าจะจำได้ดีถึงฝีมือการขยี้วัฒนธรรมเกาหลีที่เป็นส่วนสากลอย่างการทำงานในออฟฟิศ ออกมาได้น่าตื่นเต้น เย้ยหยันและปวดใจได้ขนาดไหน การกลับมาหลังจากบ่มไอเดียนานถึง 5 ปีของเขาใน Deliver Us From Evil ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย

ซึ่งในครั้งนี้แม้ความคมคายในบทหนังอาจไม่ได้มีมากอย่างที่เราหวัง แต่มันก็เข้มในแนวทางของหนังบู๊ที่หยิบยืมหัวใจของหนังแอ็กชันฮ่องกง หรือหนังแอ็กชันเอเชียอาคเนย์ทั้งจากบ้านเราและอินโดนีเซีย มาผสานกันได้สนุก จะว่าไป ฮงวอนชาน ก็เป็นสายบทหนังธริลเลอร์เข้ม ๆ ดาร์ก ๆ ตัวพ่อเหมือนกันและทำการบ้านมาได้ดีมาก ๆ จึงทำให้ตลอดเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงของ Deliver Us From Evil เต็มไปด้วยความเท่ ความดาร์ก และเรื่องราวที่ปูมาสำหรับแอ็กชันได้ลุ้นสุด มันสุด เช่นกัน

ว่ากันตามตรงพลอตของหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใหม่อะไรเลย หนังจา พนม หนังบู๊ไทย หรือหนังฮ่องกงเมื่อไม่นานนี้ก็กลิ่นอายแบบเดียวกันเลย แต่ความที่ฮงวอนชานทำการบ้านหนังแอ็กชันโซนนี้มาดีมาก มันจึงตกตะกอนเป็นหนังที่มีไอเดียแตกต่าง ใช้ความชั่วหลายฝักฝ่ายไล่ล่ากันแบบตะลุมบอน โดยมีเด็กน้อยตาใสที่แค่ฉากแรกโผล่มาเราก็ตกหลุมรักอยากเอาใจช่วยอยู่กลางสมรภูมิที่ผู้ใหญ่เลว ๆ ห้ำหั่นกัน

และการเสริมพื้นด้านดราม่าของตัวละครก็เป็นงานถนัดฝั่งเกาหลีที่ีมาเติมเต็มจุดอ่อนของหนังบู๊แบบบ้านเราได้พอดิบพอดี ทำให้เรารู้สึกจริงจังขึงขังกับมันได้มาก แม้บางฉากแอ็กชันจะแฟนซีไม่แพ้หนังไทยยุคเวอร์ ๆ ก็ตาม (ระเบิดรถหมุนสามตลบงี้) แต่ด้วยความสร้างสรรค์มันเลยไม่เด๋อแต่กลายเป็นความเท่มาก ๆ ไปแทน

ยิ่งได้ดาราเบอร์ใหญ่ของหนังเกาหลีอย่าง ฮวังจุงมิน ที่บ้านเราอาจคุ้นหน้าจากหนัง The Battleship Island และ Asura: The City of Madness หรือหนัง The Wailing ก็ด้วย ซึ่งรับประกันฝีมือด้วยรางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเวที Blue Dragon Film Awards มาถึง 2 ตัว และเมื่อมาประชันบทกับ อีจุงแจ ซึ่งก็คุ้นหน้าดีจากหนังใหญ่อย่าง The Housemaid (2010) และ Along With the Gods: The Two Worlds (2017) ซึ่งทั้งสองคนนี้ยังเป็นการกลับมาชนกันในหนังอีกครั้งหลังจากเคยขับเคี่ยวกันมาแล้วในNew World (2013) ด้วย

ฮวังจุงมิน ที่ใส่สูทดำเท่ ๆ แบบนักฆ่า มาขับรถกระบะโตโยต้าบ้าน ๆ แบบไทยตามหาคน คิดว่าจะไปหาดูได้จากที่ไหนครับ
อีแจจุงพอมาอยุ่ในไทยชวนให้นึกถึง บีคิง แรปเปอร์สายโหดขึ้นมาซะงั้น แต่เรื่องนี้พี่แกเล่นได้เหี้ยมสะใจดีจริง ๆ ล่ะ

และที่น่าพูดถึงอีกคนคือ พักจองมิน ที่สลัดภาพหนุ่มซื่อหนีตายในหนัง Time to Hunt (2020) มาเป็นเลดี้บอยเมืองไทยได้อย่างน่าจดจำ และตัวละครนี้ก็เป็นดอกไม้ของเรื่องที่น่าสนใจมาก ฉากที่เขาคุยเรื่องลูก กับพระเอกทำให้มิติตัวละครนี้ลึกและน่าสนใจขึ้นมาทันที

พักจองมิน คือโคตรแห่งการขโมยซีนในฐานะดาราสมทบ

หนังโชคดีทีเดียวที่เริ่มถ่ายทำตั้งแต่ปลายปีก่อนและปิดกล้องเรียบร้อยในเดือนมกราคมของปีนี้ จึงทำให้รอดจากปัญหาโควิด-19ไปได้อย่างหวุดหวิด เพราะหนังใช้ฉากหลังถ่ายทำกันถึง 3 ประเทศคือ เกาหลี ญี่ปุ่น และไทย และการที่เลือกไทยเป็นที่ให้ตัวละครมาจบบัญชีแค้นกันก็ชาญฉลาดมาก ๆ เพราะ หนึ่ง มันจะได้ภาพความเอ็กโซติกที่ไม่ซ้ำใครแน่ ๆ สอง มันจะได้ใช้บริการของทีมงานไทยที่ว่ากันไม่อวย สายแอ็กชันนี่คือบ้านเราอันดับต้น ๆ ของโลกจริง แค่ทุนถึงเถอะ ฉากแอ็กชันมัน ๆ ชวนติดตามาได้ทุกเม็ดจริง ๆ อันนี้ไม่เชื่อลองดูหนังอย่างExtraction ของพี่ธอร์เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ และในหนังเกาหลีเรื่องนี้ก็มาจัดหนักเช่นเดิมไม่ว่าจะฉากบู๊ในทางเดินแคบ ๆ ตามชั้นบันได ยาวไปถึงบนท้องถนน

และที่ต้องพูดตามหัวเรื่องเลยคือ ตลอดเวลาที่ดูมันเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียดาย เห็นฉากหลังเป็นเมืองไทย เห็นตัวละครประกอบเป็นดาราไทย เห็นโปรดักชันส่วนแอ็กชันที่รู้ว่างานไทยประดิษฐ์ แล้วมันจุกอก เราเชื่อจริง ๆ ว่าหนังไทยมันทำแบบนี้ได้ ถึงมันจะไม่ใช่หนังที่ดีเลิศไปชิงออสการ์แต่มันเป็นหนังบันเทิงสินค้าส่งออกที่เราเคยทำอยู่มือมาก ๆ แล้วเรื่องนี้ทำให้รู้เลยว่าถ้ามีทุน มีการสนับสนุนดี ๆ จากรัฐ และวิสัยทัศน์ผู้สร้างกับบทที่ดีหน่อย หนังบู๊ไทยยังไปได้อีกไกลมาก เสียดายจริง ๆ ที่จิตวิญญาณหนังบู๊ไทยในวันนี้ต้องไปยืมร่างหนังเกาหลีเขาให้มีตัวตนอยู่เสียแล้ว

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

[รีวิว] Deliver Us From Evil: ชื่นชม ปนเสียดาย หวนไห้หนังไทยยุคแอ็กชันครองเมือง
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...