โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

นิติเวชศาสตร์ : “ฟาร์มศพ” คืออะไรและเหตุใดมันจึงจุดประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์

Khaosod

อัพเดต 26 มิ.ย. 2562 เวลา 15.44 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2562 เวลา 15.44 น.
IFAAS/USF

นิติเวชศาสตร์ : “ฟาร์มศพ” คืออะไรและเหตุใดมันจึงจุดประเด็นถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์ – BBCไทย

คำเตือน : บทความนี้มีภาพและเนื้อหาที่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายใจ

หากมองจากระยะไกล ทุ่งโล่งอันเขียวขจีแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ ดูเหมือนสถานที่อันงดงามสำหรับการเดินเล่นชมธรรมชาติ แต่หากเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็จะเข้าใจว่าเหตุใดต้นไม้ใบหญ้าในแถบนี้ถึงได้เจริญงอกงามเป็นอย่างดี

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพืชบริเวณนี้ได้รับสารอาหารจากร่างอันเน่าเปื่อยของมนุษย์นั่นเอง

ยิ่งในวันที่แสงแดดเจิดจ้า และอากาศร้อนชื้นนั้น เมื่อคุณเดินเข้าไปในทุ่งแห่งนี้ก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นสาบอันรุนแรงจนทำให้น้ำตาเอ่อท้นขึ้นมา

ในทุ่งขนาดประมาณ 6 ไร่แห่งนี้ มีศพมนุษย์ 15 ศพกระจายอยู่โดยรอบบริเวณ ทั้งหมดไม่สวมเสื้อผ้า บางศพอยู่ในกรงเหล็ก ขณะที่บางศพถูกห่อด้วยพลาสติกสีฟ้า และบางศพถูกฝังอยู่ในหลุมตื้น ๆ แต่ส่วนมากจะถูกวางไว้ในที่โล่งท่ามกลางสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ

ดร.เอริน คิมเมิร์ล เชื่อว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาศพที่กำลังเน่าเปื่อยในขณะที่กระบวนการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น และในสภาพแวดล้อมจริง

ที่นี่คือห้องปฏิบัติการกลางแจ้งทางนิติมานุษยวิทยา (Forensic Anthropology) ของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลนอกเมืองแทมปา ไม่ห่างจากเรือนจำของเมือง

แม้บางคนจะเรียกสถานที่แบบนี้ว่า “ฟาร์มศพ” แต่บรรดานักวิทยาศาสตร์มักเรียกว่า “สุสานทางนิติเวชศาสตร์” หรือแม้แต่ “ห้องปฏิบัติการซากดึกดำบรรพ์” (Taphonomy ) เพราะเป็นสถานที่ที่พวกเขาศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตหลังจากได้ตายไปแล้ว

มันคือสถานที่ทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าสิ่งที่เกิดกับร่างอันไร้วิญญาณของมนุษย์เหล่านี้จะสวนทางกับพิธีกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับความตายก็ตาม

“ฟาร์ม” แห่งนี้ เปิดขึ้นเมื่อปี 2017 โดยที่เดิมทีมีแผนจะไปตั้งในเมืองฮิลล์โบโรห์ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ถูกคัดค้านจากชาวเมืองที่เกรงว่ามันจะดึงดูดสัตว์ที่กินซากสัตว์อื่นเป็นอาหาร และก่อกลิ่นเหม็นรบกวน ซึ่งจะทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ลดลง

ไม่ใช่แค่ชาวบ้านเท่านั้นที่รู้สึกไม่สบายใจ และไม่เห็นด้วยกับการมีศพคนนอนเรียงรายในที่เปิดโล่งใกล้ชุมชน แต่นักวิทยาศาสตร์ด้านนิติเวชศาสตร์บางคนก็แสดงความกังขาในประโยชน์ของฟาร์มศพลักษณะนี้ ว่าเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

ศพที่เน่าเปื่อย

บางศพถูกเก็บไว้ในกรงเพื่อป้องกันสัตว์กินซากต่าง ๆ

ฟาร์มศพของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาแห่งนี้ไม่ใช่แห่งเดียวในสหรัฐฯ ทว่ายังมีฟาร์มลักษณะเดียวกันอีก 6 แห่งในสหรัฐฯ ขณะที่ประเทศออสเตรเลีย แคนาดา และสหราชอาณาจักรก็เตรียมเปิดสถานที่แบบเดียวกันภายในปีนี้

ศพส่วนใหญ่ที่ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการบริจาคเพื่อการศึกษาทางวิทยาศาสตร์จากทั้งตัวเจ้าของเองก่อนที่พวกเขาจะเสียชีวิต และจากครอบครัวของพวกเขา

จุดประสงค์หลักของฟาร์มศพที่นี่คือ การศึกษาทำความเข้าใจกระบวนการเน่าสลายของศพ และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบศพ

นักวิทยาศาสตร์หวังว่า ข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้ต่อยอดในการไขคดีฆาตกรรม และช่วยยกระดับเทคนิคทางนิติเวชศาสตร์ในการระบุอัตลักษณ์บุคคล

ข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์บันทึกไว้จะถูกนำมาใช้ในการระบุอัตลักษณ์ของศพในภายหลัง

“เมื่อคนตาย จะมีอะไรหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน” ดร.เอริน คิมเมิร์ล ผู้อำนวยการสถาบันนิติมานุษยวิทยา ของมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา กล่าวกับบีบีซี “ตั้งแต่กระบวนการเน่าสลายตามธรรมชาติ ไปจนถึงการมีแมลงไปไต่ตอมศพ และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศโดยรอบ”

ดร.คิมเมิร์ล และทีมงานเชื่อว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาศพที่กำลังเน่าเปื่อยในขณะที่กระบวนการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้น และในสภาพแวดล้อมจริง

เข้าใจกระบวนการเน่าสลายของศพ

ดร.คิมเมิร์ล ระบุว่า การเน่าเปื่อยของศพมนุษย์โดยทั่วไปมีระยะดังต่อไปนี้ :

  • สด : ระยะนี้เริ่มขึ้นทันทีที่หัวใจหยุดเต้น อุณหภูมิร่างกายจะตก โลหิตหยุดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย และเริ่มจับตัวในบางจุด
  • ขึ้นอืด : แบคทีเรียเริ่มกินเนื้อเยื่อของร่างกาย และสีผิวเริ่มเปลี่ยนจนสังเกตเห็นได้ เริ่มเกิดก๊าซขึ้น ทำให้ร่างกายเริ่มอืดบวมจนเนื้อเยื่อปริออก
  • เน่าสลายระยะแรก : เป็นระยะที่เกิดการเสื่อมสลายมากที่สุด เนื้อเยื่ออ่อนส่วนใหญ่อาจถูกหนอนแมลงวันชอนไชกิน หรือเริ่มมีของเหลวไหลออกจากร่างกาย
  • เน่าสลายระยะสุดท้าย : เนื้อเยื่ออ่อนส่วนใหญ่ถูกกิน จำนวนแบคทีเรีย หนอน หรือแมลงที่มากินศพเริ่มลดลง โดยหากศพอยู่บนดิน พืชโดยรอบจะตาย และระดับความเป็นกรดของดินจะเปลี่ยนไป
  • ศพแห้ง : ซากศพที่เหลืออยู่จะเริ่มมีสภาพเหมือนโครงกระดูก โดยระบวนการนี้จะเริ่มปรากฏชัดที่ใบหน้า มือ และเท้า
เมื่อศพเน่าสลายจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ

หากสภาพอากาศบริเวณนั้นมีความชื้น ศพจะเริ่มกลายสภาพเป็นมัมมี่ พืชที่อยู่บริเวณโดยรอบจะเริ่มโตขึ้นอีกครั้งเพราะได้รับสารอาหารจากศพ

อย่างไรก็ตาม ระยะนี้มีความไน่แน่นอน และแปรผันได้ง่ายตามสิ่งแวดล้อมที่ศพอยู่

ด้วยเหตุนี้ ดร.คิมเมิร์ล และนักวิทยาศาสตร์ด้านนิติเวชศาสตร์คนอื่น ๆ จึงสนใจทำงานวิจัยที่นี่

ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

เพื่อให้สามารถศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับศพในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์จึงเก็บศพบางส่วนไว้ในกรงเหล็ก ขณะที่อีกส่วนปล่อยให้อยู่ในที่เปิดโล่งตามธรรมชาติ

ด้วยวิธีนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเฝ้าสังเกตกระบวนการเน่าสลายของศพ ทั้งการที่หนอนแมลงวันชอนไชเข้าไปกินเนื้อเยื่ออ่อน แล้วเหลือทิ้งไว้เพียงผิวหนังและกระดูก

แต่ศพที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ในที่เปิดโล่งตามธรรมชาติจะดึงดูดสัตว์กินซากต่าง ๆ เช่น นกแร้ง หมาป่าไคโยตี สัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก และตัวโอพอสซัม

บางครั้งสัตว์กินซากเหล่านี้จะมากันเป็นฝูง แล้วกัดแทะกินเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ หรือแม้แต่พลิกกลับศพเพื่อกินร่างกายส่วนที่เหลือ

เพื่อให้สามารถศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับศพในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงเก็บศพบางส่วนไว้ในกรงเหล็ก ขณะที่อีกส่วนปล่อยให้อยู่ในที่เปิดโล่งตามธรรมชาติ

“เราพยายามเก็บข้อมูลของศพในสภาพต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด” ดร.คิมเมิร์ล กล่าว

เพื่อเฝ้าสังเกตกระบวนการเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์จะไปที่ฟาร์มทุกวัน เพื่อบันทึกข้อมูลศพแต่ละร่าง โดยการถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ สังเกตดู และจดบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เช่น ท่าที่ศพถูกวาง ตำแหน่งของศพว่าอยู่ใกล้น้ำ หรืออยู่ใต้ดิน อยู่ในกรง หรืออยู่ในที่เปิดโล่ง เป็นต้น

นักธรณีวิทยา และนักธรณีฟิสิกส์ จะเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ อากาศ และพืช ที่อยู่รอบศพ เพื่อหาว่าสิ่งที่ไหลออกจากร่างกายมนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อยจะส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร

เมื่อศพกลายสภาพเป็นโครงกระดูก ก็จะถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้ที่ “แล็บแห้ง” ซึ่งที่ห้องปฏิบัติการนี้จะมีการนำกระดูกมาทำความสะอาดและเก็บรักษาไว้ให้นักศึกษาและนักวิจัยได้ใช้งานต่อไป

คดีที่ยังปิดไม่ลง

นักธรณีวิทยา และนักธรณีฟิสิกส์ จะเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้นกับดิน น้ำ อากาศ และพืช ที่อยู่รอบศพ

ข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์เก็บรวบรวมมาได้นั้นจะเป็นประโยชน์ในการสืบสวนคดีทางนิติเวชศาสตร์

การเก็บข้อมูลอย่างละเอียดของกระบวนการเน่าสลายของศพจะช่วยให้ทราบว่า ศพนี้เสียชีวิตมาแล้วนานเท่าใด และอยู่ในจุดที่พบเป็นระยะเวลาเท่าใด หรือแม้แต่ศพได้ถูกเคลื่อนย้าย หรือถูกนำไปฝังเมื่อใด

นอกจากนี้ยังช่วยให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวเจ้าของศพเอง ซึ่งจะนำไปใช้ประกอบกับข้อมูลจากการวิเคราะห์ด้านพันธุกรรมและกระดูก ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนและไขคดีฆาตกรรมได้

ความท้าทายในการทำงานกับศพ

คนส่วนใหญ่อาจรู้สึกว่านี่คืองานที่น่ากลัว แต่ ดร.คิมเมิร์ล ระบุว่า เธอไม่รู้สึกลำบากใจในการทำงานนี้เลย เพราะ “ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ และการทำงานเป็นมืออาชีพ คุณเรียนรู้ที่จะเว้นระยะห่างของตัวเอง” ซึ่งเธอหมายถึงการปิดกั้นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองจากสิ่งที่ผู้คนหวาดกลัวอย่างความตาย

เธอบอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดของงานนี้คือการได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวตนของศพที่เธอต้องศึกษา

“เรามักร่วมงานในการสืบสวนคดีฆาตกรรม และสิ่งท้าทายที่สุดก็คือการได้รับรู้เรื่องที่น่าเศร้าสลดใจมาก ๆ”

“สิ่งที่แย่ที่สุดคือการได้เห็นมนุษย์คนหนึ่งสามารถทำอะไรต่อมนุษย์คนอื่นได้บ้าง”

บางครั้ง ดร.คิมเมิร์ล และเพื่อนร่วมงานของเธอต้องพูดคุยกับครอบครัวที่สูญเสียลูกไปเมื่อ 20 หรือ 30 ปีก่อน แต่ยังหาศพของพวกเขาไม่เจอ

เธอบอกว่างานของเธอคุ้มค่ากับการทุ่มเทแรงกายและแรงใจในการทำงาน เพราะอาจช่วยไขคดีฆาตกรรมที่ยังปิดไม่ลงเกือบ 250,000 คดีในสหรัฐฯ

นับแต่เปิดทำการเมื่อเดือน ต.ค.ปี 2017 ฟาร์มศพที่นี่ได้รับบริจาคศพเพื่อการศึกษาแล้ว 50 ศพ และมีคนอีก 180 รายที่ตัดสินใจบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษาเมื่อพวกเขาเสียชีวิตลง

ผู้บริจาคส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่ในวัยชรา และวางแผนสำหรับช่วงสุดท้ายในชีวิต อย่างไรก็ตาม ฟาร์มแห่งนี้ไม่รับศพของผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อรุนแรง

ศาสตร์ใหม่ และข้อถกเถียงด้านจริยธรรม

ฟาร์มศพ อาจให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องการนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้งาน

นายแพทริก แรนดอล์ฟ-ควินนีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาและนิติมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยเซ็นทรัลแลงคาเชียร์ ในสหราชอาณาจักร บอกว่า “ยังมีปัญหาเกี่ยวกับการศึกษาเกี่ยวกับการเน่าสลายของศพในที่เปิดโล่งแบบนี้”

แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วเขาจะชอบการศึกษาแบบที่ฟาร์มศพลักษณะนี้ แต่นี่ยังถือเป็นศาสตร์ใหม่ เพราะ “ยังมีตัวแปรมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ในการศึกษาและเฝ้าสังเกต จึงทำให้ผลลัพธ์ที่ได้นำมาตีความได้ยากลำบาก” แรนดอล์ฟ-ควินนีย์ กล่าว

เขาคิดว่า ความท้าทายของการศึกษาลักษณะนี้คือการนำข้อมูลที่ได้มาทำให้เป็นมาตรฐานและสามารถแบ่งปันกันในแวดวงวิทยาศาสตร์ได้

ขณะที่ ดร.ซู แบล็ก จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ ในสหราชอาณาจักร ก็วิจารณ์ฟาร์มศพและตั้งคำถามถึงคุณค่าของงานวิจัยลักษณะนี้ ซึ่งเธอชี้ว่าอาจทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่แม่นยำจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็ก และผลลัพธ์ที่มีความผันแปรสูง

นอกจากนี้เธอยังแสดงความกังวลในด้านจริยธรรมด้วย “ฉันมองว่าแนวคิดในการศึกษาลักษณะนี้ทั้งน่ากลัวและน่าสยดสยอง…ฉันรู้สึกไม่สบายใจมากตอนที่ถูกเชิญไปดูหนึ่งในฟาร์มลักษณะนี้ราวกับมันเป็นสถานที่ท่องเที่ยว”

อย่างไรก็ตาม ดร.คิมเมิร์ล มองว่าห้องศึกษาลักษณะนี้มีความสำคัญและกำลังได้รับความสนใจขึ้นทุกขณะ

“คนที่เข้าใจงานวิจัยลักษณะนี้และประโยชน์ในการใช้งานจริงก็จะตระหนักว่าฟาร์มศพมีความจำเป็นอย่างไร”

DO NOT DELETE OR TRANSLATE! Digihub tracker for [48675935]

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...