Yield Curve Control ปลุกลงทุน ดอกเบี้ย 0% กระตุ้นเศรษฐกิจภาคบริโภค
คอลัมน์ ดุลยธรรม โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ
ข้อเสนอการใช้นโยบายการเงิน yield curve control กระตุ้นภาคการลงทุนและนโยบายดอกเบี้ย 0% กระตุ้นเศรษฐกิจภาคบริโภค มีความจำเป็นเพิ่มขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้กระเตื้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นตามลำดับ
แนวทางในการใช้นโยบายการเงิน yield curve control ดำเนินการได้โดยแบงก์ชาติต้องกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางหรือระยะยาว จากนั้นจะเข้าทำการซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อรักษาเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ และขอเสนอให้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายพันธบัตรระยะกลางอายุ 3-4 ปี ที่ 0.75-1.25% และอายุ 7-10 ปี ไม่เกิน 2-2.50% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 1-2 ปี ควรปรับลงมาไม่ให้เกิน 0.50%
ให้ต้นทุนทางการเงินสินเชื่อระยะ 3-10 ปีของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลดต่ำลง โดยเฉพาะต้นทุนเงินกู้ซื้อบ้านและรถยนต์จะลดลง ส่งผลกระตุ้นเชิงบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งยังคงหดตัว การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซาให้กระเตื้องขึ้นได้ระดับหนึ่ง และจะช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงาน
นอกจากนี้ yield curve control ควรจะส่งผลให้ราคาทรัพย์สินทางการเงินโดยเฉพาะราคาหุ้น ค่าเงินบาท ปรับไปในทิศทางที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยราคาหุ้นน่าจะปรับตัวสูงขึ้น เกิดผลบวกต่อความมั่งคั่ง (wealth effect) ไปกระตุ้นภาคการบริโภคและภาคการลงทุนอีกทอดหนึ่ง
ผลของการทำ yield curve control ที่มีประสิทธิภาพ ควรทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง กระตุ้นการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งโดยไม่ต้องกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะเงินฝืดและมีเงินเฟ้อติดลบอยู่ อย่างไรก็ตาม หากธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจจะทำ yield curve control ขอแนะนำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้ 0% หรือ 0% เสียก่อน
ทั้งนี้ ธนาคารกลางบางประเทศได้เริ่มใช้นโยบาย yield curve control ควบคู่กับนโยบายดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เช่น ธนาคารกลางออสเตรเลีย ธนาคารกลางอินเดีย และมีรายงานผลในทางบวกของนโยบายดังกล่าว โดยมีงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินของ Brookings Institution และ Huchins Center on Fiscal & Monetary Policy ยืนยันว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ย 0% หรือใกล้ 0% ควบคู่กับการควบคุมให้อัตราดอกเบี้ยระยะกลางและระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ(yield curve control) จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น แต่อาจจะมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น หรือภาวะฟองสบู่ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินนโยบาย yield curve control ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในการดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้
นอกจากข้อเสนอข้างต้นช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวการเปิดเผยเอกสารการทำธุรกรรมของธนาคารทั่วโลก กับข่าวการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจอุตสาหกรรมบางแห่ง ประเด็นแรกกรณีผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เปิดเผยเอกสารการทำธุรกรรมของธนาคารทั่วโลกที่มีข้อสงสัยฟอกเงินโดยมี 4 ธนาคารของไทยอยู่ด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงินไทยได้
หลังวิกฤตปี 2540 เป็นต้นมา ธปท.เรียกขอรายงานข้อมูลธนาคารพาณิชย์แบบรายสัญญาเฉพาะธุรกรรมสินเชื่อเท่านั้น เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงินและดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการดำเนินการได้เป็นอย่างดีตลอด ไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนธุรกรรมการโอนเงิน ยังไม่ได้เรียกบันทึกข้อมูลเป็นรายธุรกรรมในขณะนี้ แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเป็นผู้กำกับดูแลและวิเคราะห์ความเสี่ยงเมื่อพบธุรกรรมการโอนเงินที่เข้าข่ายน่าสงสัย เช่น มีการโอนเงินปริมาณสูงมากกว่าปกติมาก ๆ บ่อย ๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป
ธุรกรรมที่น่าสงสัยว่าอาจพัวพันการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับประเทศหรือระหว่างประเทศได้ อย่างเช่น แม้สถาบันการเงินไทยไม่ได้ร่วมในขบวนการฟอกเงิน แต่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินของกลุ่มทุจริตกองทุน 1 MDB ของมาเลเซีย หรือการทุจริตคอร์รัปชั่นกรณีอื่น ๆ หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์หรือค้ายาเสพติดได้เสมอ
ขณะที่เรื่องการเพิ่มทุนบางแห่งของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ มองว่ามีความจำเป็นและอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน หลายกิจการไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มเติมได้แล้วและจำเป็นต้องเพิ่มทุน
หากพิจารณาในมุมของเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้ามาเพิ่มทุนให้กับธนาคารรัฐบางแห่ง เพิ่มทุนให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมบางส่วน โดยการเพิ่มทุนต้องมีขนาดใหญ่พอและกว้างขวางพอจึงจะฟื้นเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเอกชนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ
แนวทางดำเนินการคือ เมื่อได้รับการเพิ่มทุนแล้วต้องโอนกิจการมาเป็นของรัฐชั่วคราว เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจึงค่อยลดขนาดการถือหุ้นของรัฐหรือลดความเป็นเจ้าของ ของรัฐ หรือแปรรูปกิจการดังกล่าวให้เป็นเอกชนผ่านกลไกตลาด