โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Yield Curve Control ปลุกลงทุน ดอกเบี้ย 0% กระตุ้นเศรษฐกิจภาคบริโภค

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 10 ต.ค. 2563 เวลา 02.07 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2563 เวลา 02.07 น.

คอลัมน์ ดุลยธรรม โดย ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ

ข้อเสนอการใช้นโยบายการเงิน yield curve control กระตุ้นภาคการลงทุนและนโยบายดอกเบี้ย 0% กระตุ้นเศรษฐกิจภาคบริโภค มีความจำเป็นเพิ่มขึ้นในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้กระเตื้อง เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นตามลำดับ

แนวทางในการใช้นโยบายการเงิน yield curve control ดำเนินการได้โดยแบงก์ชาติต้องกำหนดเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลระยะกลางหรือระยะยาว จากนั้นจะเข้าทำการซื้อหรือขายพันธบัตรเพื่อรักษาเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ และขอเสนอให้มีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป้าหมายพันธบัตรระยะกลางอายุ 3-4 ปี ที่ 0.75-1.25% และอายุ 7-10 ปี ไม่เกิน 2-2.50% ส่วนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรอายุ 1-2 ปี ควรปรับลงมาไม่ให้เกิน 0.50%

ให้ต้นทุนทางการเงินสินเชื่อระยะ 3-10 ปีของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจลดต่ำลง โดยเฉพาะต้นทุนเงินกู้ซื้อบ้านและรถยนต์จะลดลง ส่งผลกระตุ้นเชิงบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งยังคงหดตัว การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนที่ซบเซาให้กระเตื้องขึ้นได้ระดับหนึ่ง และจะช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงาน

นอกจากนี้ yield curve control ควรจะส่งผลให้ราคาทรัพย์สินทางการเงินโดยเฉพาะราคาหุ้น ค่าเงินบาท ปรับไปในทิศทางที่สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น โดยราคาหุ้นน่าจะปรับตัวสูงขึ้น เกิดผลบวกต่อความมั่งคั่ง (wealth effect) ไปกระตุ้นภาคการบริโภคและภาคการลงทุนอีกทอดหนึ่ง

ผลของการทำ yield curve control ที่มีประสิทธิภาพ ควรทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง กระตุ้นการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวอีกทางหนึ่งโดยไม่ต้องกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในภาวะเงินฝืดและมีเงินเฟ้อติดลบอยู่ อย่างไรก็ตาม หากธนาคารแห่งประเทศไทยตัดสินใจจะทำ yield curve control ขอแนะนำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ใกล้ 0% หรือ 0% เสียก่อน

ทั้งนี้ ธนาคารกลางบางประเทศได้เริ่มใช้นโยบาย yield curve control ควบคู่กับนโยบายดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เช่น ธนาคารกลางออสเตรเลีย ธนาคารกลางอินเดีย และมีรายงานผลในทางบวกของนโยบายดังกล่าว โดยมีงานวิจัยทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินของ Brookings Institution และ Huchins Center on Fiscal & Monetary Policy ยืนยันว่า การใช้นโยบายดอกเบี้ย 0% หรือใกล้ 0% ควบคู่กับการควบคุมให้อัตราดอกเบี้ยระยะกลางและระยะยาวอยู่ในระดับต่ำ(yield curve control) จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น แต่อาจจะมีความเสี่ยงเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น หรือภาวะฟองสบู่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินนโยบาย yield curve control ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในการดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดเอาไว้

นอกจากข้อเสนอข้างต้นช่วงที่ผ่านมามีกระแสข่าวการเปิดเผยเอกสารการทำธุรกรรมของธนาคารทั่วโลก กับข่าวการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจอุตสาหกรรมบางแห่ง ประเด็นแรกกรณีผู้สื่อข่าวสืบสวนสอบสวนนานาชาติ (ICIJ) เปิดเผยเอกสารการทำธุรกรรมของธนาคารทั่วโลกที่มีข้อสงสัยฟอกเงินโดยมี 4 ธนาคารของไทยอยู่ด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องดำเนินการตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อระบบสถาบันการเงินไทยได้

หลังวิกฤตปี 2540 เป็นต้นมา ธปท.เรียกขอรายงานข้อมูลธนาคารพาณิชย์แบบรายสัญญาเฉพาะธุรกรรมสินเชื่อเท่านั้น เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยงในระบบสถาบันการเงินและดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีการดำเนินการได้เป็นอย่างดีตลอด ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนธุรกรรมการโอนเงิน ยังไม่ได้เรียกบันทึกข้อมูลเป็นรายธุรกรรมในขณะนี้ แต่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ต้องเป็นผู้กำกับดูแลและวิเคราะห์ความเสี่ยงเมื่อพบธุรกรรมการโอนเงินที่เข้าข่ายน่าสงสัย เช่น มีการโอนเงินปริมาณสูงมากกว่าปกติมาก ๆ บ่อย ๆ โดยไม่มีที่มาที่ไป

ธุรกรรมที่น่าสงสัยว่าอาจพัวพันการทุจริตคอร์รัปชั่นในระดับประเทศหรือระหว่างประเทศได้ อย่างเช่น แม้สถาบันการเงินไทยไม่ได้ร่วมในขบวนการฟอกเงิน แต่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินของกลุ่มทุจริตกองทุน 1 MDB ของมาเลเซีย หรือการทุจริตคอร์รัปชั่นกรณีอื่น ๆ หรือการทำธุรกิจผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์หรือค้ายาเสพติดได้เสมอ

ขณะที่เรื่องการเพิ่มทุนบางแห่งของธนาคารพาณิชย์และธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ มองว่ามีความจำเป็นและอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีหรือต้นปีหน้า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ต้องเตรียมรับมือกับปัญหาหนี้เสียที่พุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้เป็นต้นไป ขณะเดียวกัน หลายกิจการไม่สามารถก่อหนี้เพิ่มเติมได้แล้วและจำเป็นต้องเพิ่มทุน

หากพิจารณาในมุมของเศรษฐกิจมหภาค รัฐบาลอาจจำเป็นต้องเข้ามาเพิ่มทุนให้กับธนาคารรัฐบางแห่ง เพิ่มทุนให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมบางส่วน โดยการเพิ่มทุนต้องมีขนาดใหญ่พอและกว้างขวางพอจึงจะฟื้นเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะเอกชนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ

แนวทางดำเนินการคือ เมื่อได้รับการเพิ่มทุนแล้วต้องโอนกิจการมาเป็นของรัฐชั่วคราว เมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจึงค่อยลดขนาดการถือหุ้นของรัฐหรือลดความเป็นเจ้าของ ของรัฐ หรือแปรรูปกิจการดังกล่าวให้เป็นเอกชนผ่านกลไกตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...