โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

Day of the Dead วันแห่งความตายฉบับเม็กซิกัน สานต่อความเชื่อโบราณชาวแอซเท็ก

Sarakadee Lite

อัพเดต 02 พ.ย. 2567 เวลา 08.46 น. • เผยแพร่ 02 พ.ย. 2567 เวลา 08.25 น. • ทศพร กลิ่นหอม

ตุลาคม เป็นเดือนที่ตรงกับรอยต่อของฤดูกาลจากเพาะปลูกไปยังฤดูเก็บเกี่ยว และเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่รอยต่อระหว่างโลกคนเป็นและโลกหลังความตายถูกเปิดออก ไม่ว่าซีกโลกตะวันตกหรือตะวันออกก็มีประเพณีสำคัญเกี่ยวโยงกับโลกหลังความตายในเดือนนี้ ไม่ว่าจะเป็นสารทเดือนสิบ ฮาโลวีน และส่งท้ายด้วย Dia de los Muertos หรือ Day of the Dead เทศกาลที่หลายคนให้นิยามว่าเป็นเช็งเม้งสไตล์เม็กซิกัน เป็นเทศกาลที่คนเป็นจัดงานรำลึกถึงคนตาย โดย Day of the Dead ไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลสำคัญของประเทศเม็กซิโก แต่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนจาก UNESCO ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติอีกด้วย

พิธีรำลึกถึงคนตายที่จัดในสุสาน (ภาพ : © Pedro Hiriart / INI )

จากความเชื่อโบราณชาวแอซท็ก สู่เทศกาลระดับโลก

เดิมที Day of the Dead เป็นงานเฉลิมฉลองรับดวงวิญญานกลับบ้านที่จัดยาวนานเป็นเดือน ต่อมาหลังจากสเปนเข้ามาปกครองเม็กซิโกในยุคล่าอาณานิคม ก็ได้ปรับเปลี่ยนเทศกาลนี้ไปจัดในช่วงปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงวันที่ 1-2 พฤศจิกายนของทุกปีเพื่อให้เข้ากับความเชื่อทางศาสนาคริสตโรมันคาธอลิก โดยกำหนดวัน Day of the Dead ให้ตรงกับวัน All Saints’ Day คือวันที่ 1 พฤศจิกายน และวัน All Souls’ Day ตรงกับวันที่ 2 พฤศจิกายน

สำหรับพิธีกรรมของ Day of the Dead นั้นในแต่ละครอบครัวก็จะมีการตั้งแท่นบูชาต้อนรับผู้ล่วงลับ ทำความสะอาดสุสาน สมาชิกครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะกลับมาร้องเพลงรำลึกถึงดวงวิญญานของญาติมิตรหรือคนรักที่ล่วงลับ เป็นวันที่คนตายและคนเป็นจะได้อยู่รวมกันในทางจิตวิญญานอีกครั้งเพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และสายสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกัน พร้อมทั้งตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ดวงวิญญานคนตายไม่เคยหายไป แต่ยังสถิตอยู่กับคนที่รักเสมอ

พิธีรำลึกถึงคนตายที่จัดในสุสาน (ภาพ : © Subdirección de Etnografía / Museo Nacional de Antropología)

ทั้งนี้วันแห่งความตายเป็นประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดจากความเชื่อยุคอาณาจักรแอซเท็ก (Aztec) ซึ่งมีการบูชาเทพีแห่งความตายที่ชื่อ Mictecacihuatl องค์ประกอบสำคัญของงานนี้คือการจัดแท่นระลึกถึงคนตาย บนแท่นมีของสำคัญ 5 สิ่ง คือ ภาพถ่ายของคนตาย หัวกระโหลกตกแต่งเขียนสี อาหารโปรดของคนตาย เทียน และดอกดาวเรืองบางพื้นที่อย่างในแถบชนบทของเม็กซิโก อาจจัดแท่นของเซ่นไว้ที่สุสานหรือหลุมฝังศพคนตาย หรือใหญ่ขึ้นมาหน่อยก็เป็นการจัดเป็นแท่นบูชาคนตายส่วนกลางของชุมชน ไปจนถึงงานเทศกาลระดับชาติจัดแท่นของเซ่นวิญญาณขนาดมหึมาซึ่งได้กลายเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวระดับโลกในปัจจุบัน โดยในงานจะมีขบวนพาเหรดยิ่งใหญ่ตกแต่งด้วยดอกดาวเรืองผู้คนสวมหน้ากากไม้แกะสลักเป็นรูปหัวกระโหลกที่เรียกว่า Calaveras ซึ่งได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่จะขาดไม่ได้ของงานนี้

แท่นบูชาแบบดั้งเดิมที่จัดทำขึ้นในบ้าน (ภาพ : © Subdirección de Etnografía/Museo Nacional de Antropología)

จากงานรำลึกคนตายที่จัดขึ้นภายในครอบครัว ชุมชนตอนนี้ Day of the Dead ได้กลายเป็นเทศกาลใหญ่ของเม็กซิโก จัดขึ้นที่เม็กซิโก ซิตี้ เมืองหลวง ในวันที่ 2 พฤศจิกายนของทุกปี โดดเด่นด้วยพาเหรดในชุดประจำชาติ งานประติมากรรมหลากสีสันจากตำนานเทพในท้องถิ่นของเม็กซิโก รวมถึงภาพล้อตกแต่งสีสันภาพแหัวกระโหลก โครงกระดูก คนสวมหน้ากากเขียนลายหัวกะโหลกต่างๆ ยกขบวนแห่จาก ประตูปูเอร์ตา เด ลอส เลโอเนส (ทางเข้าสวนสาธารณะ Chapultepec Park) ผ่านถนนสายหลักต่างๆของเมืองหลวงไปจบที่จตุรัส โซกาโล Zócalo ศูนย์กลางของเมือง

ในขบวนพาเหรดมักมีการแต่งตัวที่ได้แรงบันดาลใจจากเทพี

เทพีแห่งความตาย Lady of the Dead

อย่างที่กล่าวว่าวันเช็งเม้งสไตล์เม็กซิกันนี้สืบทอดความเชื่อจากอารยธรรมโบราณยุคอาณาจักรแอซเท็กซึ่งมีพิธีกรรมบูชาเทพีแห่งความตายที่ชื่อ Mictecacihuatl ทำหน้าที่นำดวงวิญญานจากร่างคนตายในหลุมฝังศพกลับคืนสู่บ้านและครอบครัว หลักฐานความเชื่อนี้ปรากฎอยู่ในศิลปะโบราณยุคแอซเท็กเป็นภาพเทพีแห่งความตายที่มีใบหน้าเป็นรูปกระโหลก ปากอ้ากว้าง เห็นโครงของกระดูกบนใบหน้าชัดเจน อกทั้งสองข้างห้อย และสวมกระโปรงทำจากงู

หัวกะโหลกที่ใช้เป็นสัญลักษณ์ของงาน

ปัจจุบันรูปทรงลายเส้นโครงกระดูกและใบหน้ากะโหลกเยี่ยงเทพี Mictecacihuatl ยังคงปรากฏให้เห็นในงานศิลปะที่เป็นสัญลักษณ์ประจำเทศกาล เช่น หัวกะโหลก Calaveras นอกจากนี้ยังมี Calavera de Azucar เป็นหัวกะโหลกจากน้ำตาล ตกแต่งสีสันสวยงามสามารถกินได้ อีกทั้งยังถูกใช้เป็น 1 ใน 5 ของสำคัญในชุดเครื่องเซ่นบนแท่นบูชาวิญญานญาติมิตรผู้ล่วงลับหรือที่เรียกว่า Ofrendas

ดาวเรืองและแท่นบูชาดวงวิญญาณผู้เป็นที่รัก

Ofrendaหรือแท่นบูชา เป็นอีกองค์ประกอบที่จะขาดไม่ได้ในเทศกาลรำลึกถึงคนตายสไตล์เม็กซิกัน ซึ่งจัดไว้ทั้งที่บ้าน และชุมชน องค์ประกอบสำคัญของแท่นบูชาวิญญานมี 5 อย่าง คือ ภาพถ่ายของผู้ล่วงลับ ข้อความรำลึกถึง เทียน ดอกดาวเรือง และ อาหาร เครื่องดื่ม

สำหรับความหมายของการตั้งแท่นบูชานั้นต้องการสื่อสารให้ดวงวิญญานผู้ล่วงลับรับรู้ว่า คนเป็นยังไม่ลืมเลือนคนตาย และคนตายยังคงสำคัญเสมอ สำหรับการเลือกใช้ดอกดาวเรืองนั้นนอกจากจะเป็นดอกไม้พื้นเมืองประจำถิ่นของเม็กซิโก ก็ยังมีความเชื่อว่าสีที่สดใส กลิ่นหอมของดอกดาวเรือง บวกด้วยแสงเทียนสว่างไสวที่จุดอยู่ที่แท่นบูชาจะช่วยนำทางวิญญาณให้กลับบ้านมาร่วมเฉลิมฉลองกับครอบครัวอีกครั้ง ส่วนอาหารเครื่องดื่มที่เตรียมไว้บนแท่นบูชามักเป็นของโปรดของผู้ตาย ตั้งไว้รอรับดวงวิญญานที่เดินทางกลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย

นอกจากดาวเรืองจะถูกใช้ประดับแท่นบูชาแล้วก็ยังเป็นเหมือนดอกไม้ประจำเทศกาลที่ประดับตกแต่งไปทั่วเมือง ร่วมกับดอกไม้สีสันสดใสอื่นๆ เช่น ดอกเบญจมาศ ดอกซ่อนกลิ่นฝรั่ง (แกลดิโอลัส) และดอกหงอนไก่ เรียกว่าเป็นงานรำลึกถึงคนตายที่ตกแต่งอย่างสดใส ให้คนเป็นและคนตายได้เฉลิมฉลองในช่วงเวลาที่เชื่อว่าบานประตูเชื่อมทั้งสองโลกถูกเปิดออกให้ทั้งสองโลกกลับมาเชื่อมโยงกันอีกครั้ง

ภาพ La Catrina หรือ La Calavera Catrina (ภาพ : The Grace Museum)

La Calavera Catrina ศิลปะที่ใช้ความตายเสียดสีสังคม

นอกจากสัญลักษณ์หัวกะโหลกตกแต่งแฟนซีแล้ว เทศกาลแห่งความตายยังก่อให้เกิดผลงานศิลปะชิ้นเยี่ยมที่เรียกว่า La Catrina หรือ La Calavera Catrina เป็นภาพพิมพ์ล้อการเมืองรูปหัวกระโหลกสวมหมวกดอกไม้สไตล์ยุโรป ผลงานการสร้างสรรค์ของ José Guadalupe Posada โดยภาพนี้เล่าเรื่องราวสะท้อนสังคมและเสียดสีการเมืองที่มีการคอรัปชั่นสูงในยุคนั้น และถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางในสิ่งพิมพ์ต่างๆ ทั่วประเทศเม็กซิโกช่วง ค.ศ. 1910 จากนั้นถูกนำไปเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในภาพเขียนอันโด่งดัง Dream of a Sunday Afternoon in Alameda Park (ค.ศ. 1947) โดย Diego Rivera(สามีของ ฟรีดา คาโลห์) เป็นภาพวาดขนาดใหญ่บนกำแพงศูนย์ประวัติศาสตร์ของเมืองเม็กซิโก เป็นรูปใบหน้าหัวกะโหลกยืนเด่นอยู่ตรงกลางภาพสวมใส่ชุดสตรีชั้นสูงและสวมหมวกหรูหราสไตล์ยุโรปเหมือนผลงาน La Catrina ทว่าแตกต่างที่ภาพนี้แวดล้อมด้วยหมู่มวลคนดัง บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เม็กซิโก รวมถึง ภรรยาและลูกสาวของนายพลดิอาซ ผู้นำที่ถูกประชาชนเม็กซิกันลุกขึ้นมาปฏิวัติก็ถูกวาดอยู่ในภาพประวัติศาสตร์นี้ด้วย

Dream of a Sunday Afternoon in Alameda Park (ภาพ : The Grace Museum)

ภาพล้อหัวกระโหลกสวมหมวกตกแต่งบรรเจิดที่ศิลปินตั้งชื่อว่า La Catrina หรือ La Calavera Catrina มาจากคำว่า กาตริน (‘catrin) ศัพท์สแลงของเม็กซิกัน หมายถึง “คนแต่งตัวดี” เสียดสีสังคมไฮโซ หรือชนชั้นสูงในเม็กซิโกที่ลุ่มหลงกับขนบธรรมเนียมแบบชาวยุโรปซึ่งตรงกับยุคของนายพลปอร์ฟิริโอ ดิอาซ (José de la Cruz Porfirio Díaz Mori ) วีรบุรุษกู้ชาติจากฝรั่งเศสผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเม็กซิโก 3 สมัยยาวนานถึง 35 ปี เป็นยุคแห่งการคอรัปชันโกงกินจนนำไปสู่การลุกฮือของประชาชนและเกิดปฏิวัติครั้งใหญ่ของเม็กซิโก (Mexican Revolution)

หลังจากที่งานภาพล้อการเมืองรูปหัวกระโหลกที่เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมถูกนำมาใช้สื่อสารเรื่องราวความคิดเสียดสีสังคมการเมืองก็ส่งผลให้ José Guadalupe Posada ศิลปินนักวาดภาพประกอบและช่างแกะภาพพิมพ์หินชาวเม็กซิกันโด่งดังและมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการศิลปะเม็กซิโกยุคหลัง โดยเฉพาะนักวาดการ์ตูนล้อและงานศิลปะวิพากษ์สังคม ราวกับว่า La Catrina ใบหน้าหัวกะโหลกใส่หมวกติดดอกไม้ รับไม้ต่อจากภาพของเทพีแห่งความตายในยุคอาณาจักรโบราณแอซเทค กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลแห่งความตายที่เชื่อมสังคมแมกซิโกปัจจุบันไว้ได้อย่างแนบเนียน

อ้างอิง

The post Day of the Dead วันแห่งความตายฉบับเม็กซิกัน สานต่อความเชื่อโบราณชาวแอซเท็ก appeared first on SARAKADEE LITE.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...