โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผู้หญิงแข็งแกร่ง ไม่จำเป็นต้องเฟียร์สแซ่บเสมอไป ‘พรชีวา’ ตัวละครหญิงผู้น่าประทับใจ ท่ามกลางความน่าเสียดายของละคร ‘พรชีวัน’

Mirror Thailand

อัพเดต 02 ก.ย 2567 เวลา 06.30 น. • เผยแพร่ 02 ก.ย 2567 เวลา 06.30 น.
ภาพไฮไลต์

จบลงไปแล้ว สำหรับ ‘พรชีวัน’ ละครลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นชิ้นปิดจบละครชุด ‘ดวงใจเทวพรหม’ ที่แม้จะเริ่มต้นมาอย่างดี หลายคนรอคอยที่จะชมละครเรื่องนี้เพราะแคสต์นักแสดงได้ตรงบท และหลายคนก็อยากเห็นฉากแฮปปี้เอนดิ้งและการกลับมารวมตัวกันของอีกหลายๆ ตัวละครในจักรวาลจุฑาเทพ-เทวพรหม แต่ใครที่ติดตามก็น่าจะได้เห็นว่าผลตอบรับในช่วงท้ายๆ ของเรื่องค่อนข้างเป็นไปในทางลบ โดยเฉพาะเรื่องของ ‘บท’ ที่นอกจากจะปรับจากนิยายต้นฉบับแบบหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว ยังเต็มไปด้วยความไม่สมเหตุสมผลในตัวของมันเองด้วย

เรื่องราวในอีพีหลังๆ ของละครพรชีวัน ชวนให้คนดูตั้งคำถามกับการกระทำของตัวละครแทบทั้งหมด รวมถึงเส้นเรื่องต่างๆ ที่ถูกเพิ่มเข้ามาหรือบางส่วนที่ไม่ได้ใส่เข้ามา ซึ่งล้วนแต่สะท้อนให้เห็นว่าทีมงานยังติดอยู่กับข้อจำกัดหลายๆ อย่าง ทั้งยังติดอยู่กับขนบของดราม่าและขนบคอมเมดี้แบบละครไทย จนทำให้ในหลายฉาก ตัวละครหลายตัวดูไร้กาลเทศะ ตรรกะประหลาด หรือกระทั่งตัดสินใจได้ไม่ฉลาดจนน่าใจหาย

แต่ท่ามกลางความน่าเสียดายของพรชีวันเวอร์ชั่นละคร มีตัวละครหนึ่งที่น่าประทับใจมากๆ นั่นก็คือ ‘พรชีวา’ ซึ่งแม้เส้นเรื่องของเธอในช่วงท้ายๆ จะมีจุดที่ทำให้คนดูรู้สึกอิหยังวะได้ไม่แพ้ตัวละครอื่นๆ แต่ถ้ามองตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว เธอคือตัวละครหญิงที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งโดยเรื่องราวที่เธอต้องเผชิญ คาแรกเตอร์และบทพูดของเธอ รวมถึงการแสดงที่โดดเด่น กลมกล่อม ซึ่งเป็นผลงานของ ‘ครีมมี่’ พลอยปภัส อิสระพงศ์พร อดีตเด็กฝึกค่ายกามิกาเซ่ที่ได้พิสูจน์ฝีมือในการแสดงเป็นที่เรียบร้อยกับบทบาทนี้

‘พรชีวา’ คือหญิงสาวที่ดูเรียบร้อย นุ่มละมุน ไม่ได้แต่งตัวเก่งหรือมีบุคลิกฉูดฉาด ชัดเจนว่าเป็นอินโทรเวิร์ต แต่เธอคือหนึ่งในตัวละครหญิงที่แข็งแกร่งมากๆ คนหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมาพร้อมกับบุคลิกแรงๆ เฟียร์สๆ ฟาดๆ ที่กลายเป็นอีกหนึ่งแพคเกจยอดฮิตของตัวละครหญิงแกร่งในละครไทยทุกวันนี้ ไม่เพียงเท่านั้น ความเป็นเพื่อนหญิงพลังหญิงของเธอและชีวันก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ชุบชูใจมากๆ สำหรับละครเรื่องนี้

พรชีวาคือลูกสาวของหม่อมหลวงเกศรา เทวพรหม และชินกร เจ้าสัวร้านทองผู้มั่งคั่ง เธอเรียนเก่งตั้งแต่เด็ก และแบกความหวังของพ่อแม่เอาไว้ด้วยการมีถ้วยรางวัลเรียงเต็มตู้ที่บ้าน และกำลังมีอนาคตที่สวยงามเมื่อเธอไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์พร้อมกับชีวัน แต่แล้วเธอก็พลาดตั้งท้องขึ้นมาโดยที่ยังไม่พร้อม จังหวะเดียวกันนั้นเธอก็ต้องย้ายกลับเมืองไทยเนื่องจากที่บ้านได้รับผลกระทบจากภาวะต้มยำกุ้ง เธอจึงต้องกลับมาเผชิญความเครียดต่างๆ นานาที่ไทยเพียงลำพังเพราะยังไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร ประเด็นใหญ่ของเธอคือความกลัวจะทำให้ที่บ้านต้องผิดหวัง เนื่องจากบริบทสังคมในยุคนั้น การตั้งท้องในวัยเรียนแถมยังเป็นท้องไม่มีพ่อ จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสียมากแน่ๆ

ความผิดพลาดของเธอและคู่คือเรื่องการป้องกันเมื่อมีเซ็กซ์ ซึ่งหากพิจารณาว่าเป็นช่วงเวลาเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ที่หลายคนจะยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้นัก โดยเฉพาะเด็กสาวที่เติบโตมาท่ามกลางครอบครัวที่เพียบพร้อมได้รับการทะนุถนอมมาอย่างดี เรียนโรงเรียนในระบบที่ไม่ได้เปิดกว้างกับวิชาเพศศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น และยังเป็นครั้งแรกที่ได้คบหากับใครสักคน จึงไม่แปลกที่เธอจะทำพลาดในครั้งนี้ ซึ่งเธอได้บอกเป็นนัยๆ ในฉากหลังๆ ที่เธอเข้าไปเตือนชีวันกับเพื่อนชายอย่างนภ ว่าคนรักของพรชีวาในตอนนั้น “รอไม่ได้” และเธอเองก็ “ไม่ใจแข็งพอ”

แต่ถึงจะพลาดไปแล้ว พรชีวาก็รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรหรือไม่อยากทำอะไร และพร้อมจะตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเองอย่างเด็ดเดี่ยว หลังจากที่ประวิงเวลามาระยะหนึ่งและอยู่กับความอ่อนแอมาครู่ใหญ่ สิ่งที่พรชีวาเลือกทำคือการยุติการตั้งครรภ์ด้วยยา 2 เม็ดที่ไปรับมาจากคลินิก ซึ่งนั่นคือสิทธิในร่างกายของเธอ 100% และนับว่ากล้าหาญมากๆ สำหรับคนยุคนั้นที่การทำแท้งยังถือเป็นตราบาปใหญ่ในชีวิต (ท้ายที่สุดเธอทำไม่สำเร็จ เพราะบทส่งให้ตัวละครรณภูมิมาห้ามไว้ทันเสียก่อน)

กระทั่งเมื่อเธอถูกเปิดโปงเรื่องท้องแล้ว ขณะที่ครอบครัวพยายามปกป้องเธอจากการไปเผชิญกับวงสังคม พรชีวาเองกลับเป็นคนที่ยืนยันว่าเธอจะไม่หนี อย่างที่เธอบอกว่า “คนเราจะหนีไปได้นานแค่ไหนคะ หนีทั้งสังคม หนีทั้งความจริง ทำไมเราต้องทำตัวให้น่าสงสารขนาดนั้น”

และแม้จะต้องเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แต่เธอก็ไม่คิดว่าจะต้องรีบหาคนมารับเป็นพ่อหรือเข้ามาดูแล อย่างที่เธอบอกกับรณภูมิ เพื่อนของพี่ชายเธอ ที่เข้ามาอาสาเป็นพ่อเด็กให้ โดยที่ก่อนหน้านี้ สรุจ พระเอกของเรื่องก็ยื่นข้อเสนอนี้ให้เธอเช่นกัน เธอจึงตอกกลับว่า “มาอีกคนละ ชีวาดูแลตัวเองกับลูกได้ค่ะ ไม่ได้ต้องการความสงสารจากใคร” และ “ที่น่าตลกคืออะไรรู้มั้ยคะ ตอนเด็กคนนี้ไม่มีพ่อ ทุกคนโวยวายเหมือนโลกจะแตก แต่พอพี่สรุจมารับเป็นพ่อเด็กเท่านั้นแหละ ทุกคนก็โล่งอก เหมือนกันปัญหามันหายวับไป” ซึ่งแม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ การที่ทุกคนมองว่าตัวเธอในฐานะแม่เด็กไม่ได้มีศักยภาพในตัวเองมากพอ และต้องการการรับผิดชอบจากคนที่เข้ามาทำหน้าที่พ่อเท่านั้นไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหา นั่นแหละคือเรื่องตลกสำหรับเธอ

พรชีวาอาจจะได้เปรียบกว่าเด็กสาวอีกหลายๆ คน ที่เธอมีครอบครัวร่ำรวย โชคดีอีกอย่างที่เธอมีพ่อแม่ที่พร้อมจะเข้าใจ (หม่อมหลวงเกศราเคยเอ่ยปากกับลูกว่า “ลูกไม่อยากบอกว่าใครเป็นพ่อของเด็กในท้องก็ไม่เป็นไร แต่แม่ขอถามแค่อย่างเดียว เขาเป็นแฟนลูกใช่มั้ย เขาได้ใช้กำลังบังคับลูกหรือเปล่า” ส่วนชินกรไม่ได้โกรธที่เธอตั้งท้อง แต่โกรธปนเสียใจที่เธอไม่ได้เข้ามาปรึกษาปัญหาใหญ่นี้กับครอบครัวตั้งแต่ต้น) ซึ่งแง่หนึ่งก็น่าคิดว่าหากพรชีวาไม่ได้เกิดมาในบ้านหลังนี้ การตัดสินใจของเธอจะเหมือนเดิมหรือไม่ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความแข็งแกร่งของเธอนั้นก็ควรได้รับการ respect เพราะมันมาจากการได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นจากความพลั้งพลาดของตัวเองและพาตัวเองผ่านพ้นความทุกข์ทรมานมาได้อย่างน่าชื่นชม

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตัวละครพรชีวานั้นน่าประทับใจซึ่งเป็นความตั้งใจของทีมงาน แต่ก็มีส่วนที่น่าเสียดายในเส้นเรื่องของเธอเช่นกัน และประเด็นที่เราจำเป็นต้องพูดถึงคือการลดทอนความรุนแรงของการคุกคามทางเพศ โดยในอีพีแรกๆ มีการเล่าเรื่องชัดเจนว่า ‘นัทสฤษดิ์’ อันธพาลที่เป็นลูกชายนักการเมืองใหญ่ ชได้ลงมือคุกคามทางเพศพรชีวาหลายครั้ง ทั้งด้วยคำพูดคำจา การพุ่งเข้ามากอดปล้ำเธอในสวนที่สวิตเซอร์แลนด์ พยายามใส่ยาเสพติดในเครื่องดื่มให้เธอมึนเมา หรือกระทั่งพาพวกมาฉุดเธอขึ้นรถเพื่อบังคับให้เธอไปค้างด้วย

สิ่งที่นัทสฤษดิ์ทำ นับว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และอันตรายเอามากๆ แต่เมื่อกลับเมืองไทย กลับมีฉากที่นัทมาเยี่ยมพรชีวาที่บ้าน ทั้งสองยิ้มทักทายกันเป็นอย่างดี พรชีวายังถึงขั้นชวนให้นัทร่วมโต๊ะกินข้าวกับครอบครัวของเธอด้วย เห็นได้ชัดว่าซีนนี้เกิดขึ้นจากความไม่ใส่ใจของทีมงาน จนทำให้การคุกคามทางเพศกลายเป็นเพียงเครื่องมือในการผลักดันให้มีฮีโร่ที่เข้ามาช่วยเธอเท่านั้น โดยที่ตัวละครพรชีวันไม่รู้สึกว่าควรต้องจัดการอะไรกับเรื่องนี้หรือกระทั่งรู้สึกเดือดร้อนกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ทั้งที่ในความเป็นจริงการกระทำเหล่านี้อาจทำให้ใครบางคนเกิดบาดแผลไปอีกยาวนานทีเดียว

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของละครพรชีวัน และแม้เราจะชอบตัวละครพรชีวาขนาดไหน แต่ก็คงต้องบอกว่าจริงๆ แล้วพรชีวาสามารถถูกเล่าให้น่าสนใจได้กว่านี้อีกมากๆ ไม่ใช่ในฐานะตัวละครที่ woke แต่ในฐานะตัวละครที่เป็นมนุษย์ และละครเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญของคนทำละครไทยที่ควรเรียนรู้ได้แล้วว่าคนดูยุคใหม่ซึ่งก็เป็นอีกส่วนใหญ่ไม่แพ้คนดูเจเนอเรชั่นก่อนๆ ไม่ได้ต้องการละครตามขนบแบบเดิมๆ และการให้ความสำคัญกับบทก็เป็นสิ่งที่คนดูอยากเห็นจากละครไทย โดยไม่ต้องไปคอยมองหาจากผลงานต่างประเทศอยู่อย่างเดียว

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...