เมื่อนกแร้งในอินเดียหายไป คนก็เสียชีวิต 'ครึ่งล้าน' ใน 5 ปี
การหายไปของนกแร้งในอินเดีย ทำให้มนุษย์เสียชีวิตครึ่งล้านคน การค้นพบดังกล่าวเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการอนุรักษ์สายพันธุ์ท้องถิ่น
แร้ง หรือ Vulture เป็นนกสายพันธุ์ที่ดูไม่น่ารักน่ากอดสักเท่าไหร่ พวกมันเป็นสัตว์กินซากซึ่งมนุษย์มักมองเป็นสัญลักษณ์ของความตายที่น่ารังเกียจ ดังนั้นหลายคนจึงเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่แร้งหายไปจากอินเดียในช่วงทศวรรษที่ 1990 ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะมี ‘หายนะ’ ตามมา
การวิเคราะห์จากหลายสถาบันในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรซึ่งมีกำหนดตีพิมพ์ในวารสาร American Economic Review ได้ชี้ให้เห็นว่า การหายไปของสัตว์ชนิดนี้ทำให้มนุษย์ต้องทุกข์ทรมานเพียงใด และเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตกว่า 500,000 คนในระหว่างปี 2000 ถึง 2005
พร้อมกับทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกประมาณ 2,500 ล้านบาท แต่เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และแร้งมีความเกี่ยวข้องยังไงกับสุขภาพมนุษย์?
แร้งนั้นเป็นสัตว์กินของเน่าที่พิถีพิถันมาก พวกมันจะทำความสะอาดซากสัตว์ละเอียดไปจนกระดูกเกลี้ยง พวกมันสามารถจัดการกับวัวทั้งตัวได้ภายใน 40 นาที ซึ่งเป็นประโยชน์กับระบบนิเวศอย่างมาก เนื่องจากซากเหล่านี้หากปล่อยให้เน่าเปื่อย ก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธ์ุเชื้อโรคอันตรายหลายชนิด
ขณะเดียวกันกับที่ปศุสัตว์ของอินเดียกำลังอยู่ในช่วงเฟื้องฟู ชาวบ้านได้ใช้ยาไดโคลฟีแนคกับวัวที่พวกเขาเลี้ยง เพื่อรักษาอาการปวดและการอักเสบซึ่งมักจะได้ผลดี แต่บางครั้งวัวบางตัวก็ป่วยจนไม่อาจรักษาได้ ชาวบ้านจึงนำซากไปทิ้งโดยไม่ได้กำจัดแบบเผาเนื่องจากมีราคาแพง
ในเวลาเพียง 10 ปีนับจากการใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1994 ยาไดโคลฟีแนค ก็ได้ปนเปื้อนเข้าสู่สิ่งแวดล้อม และทำให้แร้งที่กินซากของวัวที่ได้รับยาเสียชีวิตไปมากจาก 50 ล้านตัวเหลือเพียงไม่กี่พันตัว ซึ่งถือว่าเป็นการล่มสลายของประชากรนกที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
“ลดลงอย่างมากถึง 99.9%” Bird Guides ระบุ ผลกระทบดังกล่าวทำให้ซากวัวถูกทิ้งอย่างเน่าเปื่อย แล้วกลายเป็นแหล่งอาหารของสุนัขและหนู ซึ่งทั้งสองชนิดต่างเป็นพานะนำโรคได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ช้า อินเดียก็พบว่าพวกเขาประสบปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าระบาดอย่างหนัก
นักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม Eyal Frank จากมหาวิทยาลัยชิคาโก และ Anant Sudarshan จากมหาวิทยาลัย Warwick ในสหราชอาณาจักร มุ่งมั่นที่จะหาจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติทางระบบนิเวศนี้ แทนที่จะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนแร้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ทีมงานได้ใช้ข้อมูลหลายชั้นเกี่ยวกับแหล่งที่อยู่อาศัยของแร้งจาก BirdLife International การใช้ยาในอินเดียระหว่างปี 1991 ถึง 2003 โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนไดโคลฟีแนคและโรคพิษสุนัขบ้า รวมเข้ากับผลลัพธ์ด้านสุขภาพของมนุษย์ และการสำรวจประชากรปศุสัตว์
พวกเขาพบว่าตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2005 เขตพื้นที่ที่นกแร้งหายไปนั้น มีมนุษย์เสียชีวิตเพิ่มขึ้นจากทุกสาเหตุ 4.7% ซึ่งคิดเป็น 104,386 ราย เมื่อรวมทั้งหมด 5 ปีก็มีคนตายไปแล้วกว่าครึ่งล้านจากการหายไปของนกแร้ง กลับกันพื้นที่ที่มีแร้งอยู่ ไม่พบผลกระทบดังกล่าว อีกทั้งรัฐต้องจ่ายเงินค่าการแพทย์ไปมากกว่า 2,500 ล้านบาทต่อปีเพื่อจัดการกับเหตุการณ์นี้
“ผลลัพธ์ของเราชี้ให้เห็นว่าคุณค่าของการดำรงอยู่ในเชิงอัตนัย (เขาหมายถึงสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ไม่สูญพันธุ์ แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก) เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการกำหนดนโยบายด้านการอนุรักษ์” Frank และ Sudarshan เขียน
แม้จะมีการห้ามใช้ไดโคลฟีแนคเมื่อปี 2006 ในอินเดีย ปากีสถาน และเนปาล แต่จำนวนนกแร้งก็ยังคงน่าเป็นห่วงและไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ในระดับเดิม
นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกร้องว่า ผู้กำหนดนโยบาย บริษัทเอกชน และผู้คนทั่วไปจะสามารถตระหนักได้ถึงความสำคัญของระบบนิเวศท้องถิ่นที่มีสายพันธุ์พื้นเมืองอาศัยอยู่ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเป็นสายพันธุ์สำคัญที่ค้ำจุนประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับพื้นที่รวมถึงการอยู่รอดของมนุษย์
การปล่อยให้สายพันธุ์รุกรานหรือสัตว์ท้องถิ่นสูญหายไป จะสร้างผลกระทบที่ไม่อาจคาดเดาได้ตามมาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นโยบายและมาตราการอนุรักษ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ระบบนิเวศดำรงอยู่ได้อย่างมีเสถียรภาพ
“หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า โลกกำลังเข้าสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์” Frank และ Sudarshan กล่าว “การประเมินต้นทุนทางสังคมจากการสูญเสียสายพันธุ์ที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการกับความหลากหลายทางชีวภาพ และกำหนดเป้าหมายทรัพยากรในการอนุรักษ์”
“สัตว์เหล่านั้นควรได้รับความสำคัญอันดับแรก ๆ ในการอนุรักษ์ แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่น่ารักน่ากอดก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง”
ที่มา
https://bfi.uchicago.edu/working-paper/2022-165/
https://www.sciencealert.com/shift-in-indias-vulture…
https://theweek.com/…/loss-of-vultures-half-a-million…
Photo : Yann Forget / Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0