หวนคืนอีกครา ไม่ขอเป็นพระชายาที่โง่เขลา Ver.02
ข้อมูลเบื้องต้น
แจ้งก่อนอ่าน
ตอนที่ 1 - 3 ดำเนินเรื่องเหมือนกับ Version.01 ค่ะ
เรื่องราวจะเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ตอนที่ 4 เป็นต้นไปค่ะ
เวอร์ชั่นนี้เป็นคนละเรื่องราวกับเวอร์ชั่นที่ 1 นะคะ
เรื่องราวจะเปลี่ยนไปหลังจากที่นางเอกของเราย้อนเวลามาเกิดใหม่อีกครั้ง
ส่วนจะแตกต่างจากเวอร์ชั่นแรกอย่างไรนั้น…. ฝากกดติดตามไร้ต์ด้วยนะคะ
ตัวอย่างบางส่วนค่ะ
“เป็นอะไรไป ข้าทำเจ้าตกใจงั้นหรือ”
“เปล่าเพคะพระองค์ทรงมีสิ่งใดจะตรัสหรือเพคะ หม่อมฉันออกมานานแล้วท่านแม่คงจะ….”
“เล่อชุนหลัน เจ้าคิดเช่นไรเรื่องข่าวลือว่าเจ้าจะเป็นผู้ถูกเลือกให้อภิเษกกับข้า”
(อะไรนะ จู่ ๆ ทำไมเขาถามเช่นนี้)
เล่อชุนหลันเรียบเรียงความคิดไม่ถูกเมื่อจู่ ๆ ท่านอ๋องก็ตรัสถามขึ้นมา นางจำได้ว่าชาติก่อนไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนี้และคนอย่างหยางอี้เหรินไม่มีทางเดินเข้ามาสนทนากับนางก่อน แต่นางตัดสินใจมาแล้วว่าจะไม่ย้อนกลับแม้ว่าใบหน้าและสายตาของเขาจะยังทำให้นางใจสั่นอยู่มากก็ตาม
“ท่านอ๋องอย่าได้ทรงกังวลพระทัย หม่อมฉันจะไม่ยอมอภิเษกกับพระองค์และจะไม่ทำให้พระองค์รู้สึกอึดอัดพระทัยเพราะถูกบีบคั้นเป็นอันขาดเพคะ ท่านอ๋องไม่ต้องเป็นห่วงหม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์… เอ่อ…”
นางเงยหน้ามองเขาด้วยความรู้สึกมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะพอใจแต่คาดไม่ถึงว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าทำท่าราวกับถูกนางเอาไม้ตีแสกหน้าเขา สีพระพักตร์ที่เริ่มกัดกรามแน่นและมองนางด้วยความโมโหช่างไม่แตกต่างกับเมื่อตอนอยู่ในตำหนักที่เยือกเย็นนั่น นางคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้ของเขาดีบัดนี้นางจึงไม่กลัวอีกต่อไป
“หม่อมฉันคิดว่าพระองค์คงอยากจะตรัสเรื่องนี้เพราะไม่อยากถูกกดดัน ไม่ต้องห่วงนะเพคะหม่อมฉันและสกุลเล่อจะไม่บีบบังคับพระองค์เพียงเพราะข่าวลือเหล่านั้นอย่างแน่นอนเพคะ”
“นี่เจ้ากำลังพูดเรื่องบ้าอะไรอยู่!!”
เล่อชุนหลันตกใจเสียงที่เขาตะคอกขึ้นมาอีกครั้ง แม้นางจะคุ้นเคยแต่ทุกครั้งที่โดนเช่นนี้นางก็ยังคงกลัวไม่เปลี่ยน เขาหันมามองหน้านางที่ตกใจเมื่อถูกเขาตะคอกใส่จึงค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง
“หม่อมฉัน…พูดสิ่งใดระคายพระทัยหรือเพคะ หม่อมฉันทราบดีว่าพระองค์มิได้มีใจชอบพอ และหากพระองค์มีสตรีอื่นในพระทัยแล้วก็ควรจะอภิเษกกับนางดีกว่าฝืนใจแต่งกับคนที่พระองค์มิได้รักเพคะ”
“กดดัน บังคับ สตรีในใจอะไรนี่เจ้ากำลังพูดเหลวไหลเรื่องอันใดกัน หากข้าไม่ยินยอมมีหรือที่ผู้ใดจะมาบังคับข้าได้”
“เช่นนั้นที่ทรงเรียกหม่อมฉันไว้ พระองค์ทรงหมายจะคุยเรื่องใดกันแน่เพคะ”
“เจ้าเอาแต่ปฏิเสธข้าเช่นนี้คงมิใช่เพราะขุนนางหนุ่มหน้าอ่อนที่พึ่งได้รับการแต่งตั้งคนเมื่อครู่นี้หรอกกระมัง หรือว่าเจ้ากับเขา… ชอบพอกันอยู่”
“เพคะ?? พระองค์ทรงตรัสว่าอย่างไรนะเพคะ?”
“เล่อชุนหลัน”
“ทิ้งอาวุธไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่านาง”
“เจ้าขู่ผู้ใดกัน เจ้ามองไม่เห็นหรือว่าตรงหน้าเจ้าคือผู้ใด”
“อย่าพูดมาก”
“นี่ ข้าจะบอกอะไรให้เจ้ารู้ไว้นะ ข้ากับเขาเป็นศัตรูกัน เจ้าจับผิดคนเสียแล้วล่ะ”
“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้านังตัวดี”
“ไม่เชื่อหรือ มองสายตาเขาสิ เขาสนใจใครที่ไหนกันเจ้ามองดูดี ๆ เจ้ารู้จักเขานี่ ชินหยางอ๋องผู้นี้มีหัวใจด้วยหรือข้ามิใช่สตรีของเขา และเขาก็เกลียดข้ามากหากข้าตาย… เขาคงจะดีใจมากกว่าพวกเจ้าเสียอีก”
หยางอี้เหรินไม่รู้ว่านางพูดอะไรกับคนร้าย แต่เขารู้สึกว่ามันกำลังฟังนางอย่างตั้งใจซึ่งเขาไม่ชอบและไม่อยากให้มันแตะต้องแม้แต่ปลายเส้นผมของนาง
“เจ้าพูดจริงหรือ”
“ไม่อย่างนั้นเขาจะปล่อยให้เจ้าจับข้าได้งั้นหรือ ข้านี่มันอาภัพนักดันไปรักคนที่ไม่สมควรรัก”
“ไร้ประโยชน์ เช่นนี้จะเก็บเจ้าไว้ทำไม”
“เก็บไว้เป็นแม่เจ้าอย่างไรเล่า!!”
พระชายาแต่ในนาม
ตำหนักชินหยางอ๋อง / เหลียงโจว
“ท่านอ๋อง!! หากพระองค์ไม่เคยรู้สึก…รักหม่อมฉันเลยสักนิด เหตุใดจึงไม่…”
“เหตุใดจึงไม่ปฏิเสธเจ้างั้นหรือ!! เจ้าเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจ เจ้าใช้ฐานะสตรีสูงศักดิ์และบุตรีเสนาบดีเล่อมาบีบบังคับข้า และหากข้าไม่ยอมแต่งงานนั่นก็เท่ากับว่าขัดพระทัยเสด็จพ่อ เจ้ามันร้ายกาจมากแผนการยิ่งกว่าที่ข้าคิดเอาไว้ มาตอนนี้ยังต้องการสิ่งใดอีก”
“หยางอี้เหริน” ชินหยางอ๋องแห่งเหลียงโจวมองมายังพระชายาที่เขาพึ่งจะแต่งตั้งเข้ามาในตำหนักเพียงสามวันด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก เขากับนางมิได้รักกันแต่เพราะความกดดันในสถานการณ์และการบีบคั้นรอบด้านในราชสำนักทำให้เขาต้องแต่งพระชายาเช่นนางเข้ามาโดยไม่เต็มใจ
“ท่านจะเข้าหอกับนางแต่ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะ…. คืนที่เราอภิเษกกันท่านไม่เข้าแม้แต่พิธีรับตัวเจ้าสาว!!”
“แต่ตอนนี้เจ้าก็เป็นพระชายาแล้วมิใช่หรือ จากนี้ก็จงทำตัวให้ดี ดูแลตำหนักหลังตามหน้าที่ที่เจ้าควรจะทำ เจ้าอยากเข้ามาที่นี่เพื่อสิ่งนี้มิใช่หรืออย่างไรเล่อชุนหลัน”
“หากรู้ว่าท่านมิได้มีใจ ข้าคงไม่คิดจะฝืนใจท่าน”
ท่านอ๋องหนุ่มกำหมัดแน่น กรามเขาตึงจนขึ้นสันเมื่อได้ยินนางเอ่ยถ้อยคำนี้ออกมา “หากรู้ว่า…” งั้นหรือ
“เจ้ามาพูดเรื่องนี้ในตอนนี้เพื่อสิ่งใดกัน เจ้าก็รู้ว่ามันไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตนเถอะ”
นางค่อย ๆ หลับตาเพื่อไล่น้ำตาของตนออกไป ตอนนี้เองที่ท่านอ๋องพึ่งจะรู้สึกปวดหนึบที่กลางดวงพระทัยราวกับทำบางสิ่งพลาดไป แต่สตรีตรงหน้าเขามากเล่ห์เจ้าแผนการจนเขาแทบจะมองนางดี ๆ ไม่ได้เลยสักครั้ง ทำให้เขาแสดงออกกับนางเช่นนี้
“เล่อชุนหลัน” ได้ชื่อว่าเป็นพระชายาท่านอ๋อง ตำแหน่งนี้เป็นสิ่งที่นางเคยใฝ่ฝันมาโดยตลอดตั้งแต่นางพบเขาเมื่อหลายปีก่อน เวลานั้นท่านอ๋องพึ่งมาปกครองเมืองเหลียงโจวตามบัญชาของฝ่าบาทและพึ่งชนะศึกแคว้นหว่านยงกลับมา ตั้งแต่ครั้งนั้นนางที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสาวงามอันดับหนึ่งและเป็นบุตรีของเสนาบดีผู้เรืองอำนาจก็มิเคยชายตามองบุรุษอื่นนอกจากเขา เพราะตำแหน่งของบิดาที่มิอาจปฏิเสธทำให้ท่านอ๋องต้องยอมรับนางเข้ามาเป็นพระชายา
“เอาล่ะ เจ้ารีบกลับไปที่ตำหนักของตนเองเถอะ ส่วนเรื่องพิธีการคงไม่ต้องรบกวนเจ้า เพราะข้าสั่งคนจัดการให้เรียบร้อยแล้ว”
เมื่อตรัสเสร็จแล้วท่านอ๋องก็หันเดินจากไปทันที หลังจากนั้นนางก็มิได้ออกมายุ่งวุ่นวายในพิธีของเขาแต่กลับมีเรื่องเกิดขึ้นเมื่อพิธีส่งตัวถูกคนก่อกวนและแน่นอนว่าเป้าหมายที่จะถูกเพ่งเล็งย่อมไม่พ้นนาง
“ข้าเตือนเจ้าแล้วนะเล่อชุนหลัน!! ว่าอย่าก่อเรื่อง”
เล่อชุนหลันวางจอกชาในมือลงที่โต๊ะด้วยความตกใจเพราะนางกำลังจะเข้านอนแต่กลับได้ยินเสียงโวยวายด้านนอก ท่านอ๋องในชุดเจ้าบ่าวสีแดงสดซึ่งนางไม่เคยเห็นในวันที่นางแต่งเข้ามาที่นี่ยืนอยู่ตรงหน้านาง
“ท่านว่าอะไรนะ ข้า…อ๊ะ!!”
เขาผลักนางลงไปที่เตียงและหันไปตะคอกนางอีกครั้ง
“เป็นเจ้าสินะที่แอบเอายาถ่ายใส่ในน้ำชาของจินเซียน แล้วยังสั่งให้คนจุดประทัดก่อกวน!!”
“อะไรนะ!! หม่อมฉัน…!!”
“เจ้ามันร้ายกาจเกินคาดเดาเหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้ การรับนางเข้ามาข้าก็บอกกล่าวเจ้าก่อนแล้ว แต่เจ้ากลับยังหาเรื่องนางไม่เลิก!!”
เล่อชุนหลันตั้งสติได้ถึงกับนั่งหัวเราะตัวโยนเมื่อหันมามองเขาที่โกรธจนตกใจเมื่อเห็นสีหน้าของนางในตอนนี้
“นี่เจ้าเป็นบ้าไปแล้วอย่างนั้นหรือ หรือว่าเจ้ากำลังยอมรับงั้นหรือ”
“หึ ท่านอ๋องต่อให้หม่อมฉันไม่ยอมรับพระองค์ก็โยนความผิดนี้มาให้หม่อมฉันอยู่ดีมิใช่หรือเพคะ เช่นนั้นมันจะแตกต่างอันใด ทำหรือไม่ทำพระองค์ก็ทรงตัดสินโทษหม่อมฉันไปแล้ว”
“เจ้า!!”
“ออกไปเถิดเพคะ รีบไปทำพิธีให้เสร็จเถิดอย่าได้มายุ่งกับหม่อมฉันอีกเลยหม่อมฉัน…จะเข้านอนแล้ว”
“เล่อชุนหลันนี่เจ้า…”
“หรือพระองค์อยากจะค้างกับหม่อมฉันในคืนนี้เพคะ พอดีเลยเพราะหม่อมฉันยังไม่เคยเห็นพระองค์แต่งกายในชุดเจ้าบ่าวเลยสักครั้ง”
“เล่อชุนหลัน อย่าให้ข้าสืบรู้ว่าเจ้าอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
คนพูดไม่ได้สนใจความรู้สึกของผู้ฟังเลยสักนิด เมื่อพูดเสร็จเขาก็เดินโมโหออกไปจากตำหนัก ทิ้งให้นางรู้สึกเจ็บและผิดหวังอยู่ในนั้นเพียงคนเดียว
“พระชายาเพคะ เป็นอะไรหรือไม่เพคะ”
“ข้าน่ะหรือ…จะเป็นอะไรได้เล่า ก็เป็นคนที่เขาไม่รักน่ะสิ ข้ามันโง่เองที่รักเขาจนหลงลืมคำเตือนของคนรอบกายไปหมดสิ้น”
นางสิ้นหวังกับรักที่มีเพียงหนึ่งเดียวกับหยางอี้เหริน และเริ่มเหนื่อยเหลือเกินแล้วที่ต้องอยู่อย่างไร้ความหมายเช่นนี้
“ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าเขาจะเกลียดข้าได้ถึงเพียงไหน เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในงานสมรส”
“ได้ข่าวว่าพระชายารองถูกวางยาในสุรามงคลเพคะ แต่นั่นเป็นยาถ่าย ตอนนี้นางจึง….”
“หึ ฮ่า ๆ ๆ ใครหนอช่างทำเสียจริง เขาไม่คิดจะสงสัยผู้อื่นเลยช่างน่าสมเพชตัวเองยิ่งนัก”
คิดว่าเรื่องราวจะจบเพียงเท่านั้น แม้ว่าหลังจากนั้นจะไม่มีเรื่องใดร้ายแรงแต่ขอเพียงแค่มีเล่อชุนหลันอยู่ใกล้ ๆ พระชายารองที่เขาพึ่งรับเข้าจวนมาก็พร้อมที่จะกล่าวโทษนางทันที
“ท่านพี่ ช่วยไม่ได้นะเพคะก็ท่านไม่ควรจะทำให้สำรับของท่านอ๋องตกเช่นนั้นเลย คืนนี้ก็นอนในห้องเก็บฟืนไปนะ ปิดประตูแล้วเฝ้าเอาไว้อย่าให้ผู้ใดแอบนำอาหารมาให้นางได้เล่า”
สามเดือนถัดมา
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เล่อชุนหลันตกเป็นเหยื่อ จนสามเดือนถัดมา ที่ เมืองชุ่นเกิดกบฏ ท่านอ๋องต้องจัดทัพไปออกศึกหลังจากที่พระชายารับโทษมาหลายต่อหลายครั้งโดยที่ไม่เคยปริปากบ่น ไม่โมโหและหากจะพูดตามความเป็นจริงคือ นางแทบจะไม่พูดสิ่งใดอีกเลยจนก่อนที่เขาจะออกทัพอีกสองวัน ท่านอ๋องจึงมาเสวยอาหารเย็นกับนางที่ตำหนักเป็นครั้งแรก
“ข้าคงไปไม่นาน เรื่องในตำหนักก็ฝากเจ้าดูแลด้วย”
“เพคะ”
“เจ้าไม่สบายงั้นหรือเหตุใดดูซูบลงไป”
“ท่านอ๋องตรัสถามเช่นนี้ ไม่ทราบจริง ๆ หรือเพคะว่า…”
“จินถิง”
พระชายาเรียกนางเอาไว้เพื่อไม่ให้นางพูดสิ่งใดที่ระคายพระกรรณท่านอ๋องเพราะเขากำลังจะออกศึกสำคัญไม่ควรต้องมากังวลใจเรื่องเล็กน้อยที่นางพบเจอในจวนอ๋องที่โหดร้ายแห่งนี้
“พระชายา บ่าว…”
“เจ้าไปเอาห่อยาที่ข้าเตรียมเอาไว้มาให้ท่านอ๋องติดตัวไปในกองทัพ แล้วก็ผ้าห่มที่เรา… พึ่งซื้อมานั่นด้วย”
“เพคะพระชายา”
“เจ้าไม่น่าลำบาก นี่เจ้าออกไปซื้อ…”
เมื่อเขาถามแล้วหันไปมองที่นิ้วมือของสตรีที่มักจะพูดว่านางร้ายกาจ และเป็นสตรีน่ารังเกียจที่บีบบังคับเขาทางอ้อมเพื่อให้แต่งนางเข้ามาก็ต้องตกใจอีกครั้ง เพราะนิ้วของนางเกือบทุกนิ้วมีแต่บาดแผลซึ่งเกิดจากมีดหรือเข็มเขาก็ไม่แน่ใจนัก เมื่อชามน้ำแกงถูกวางลงเขาหมายจะเอื้อมออกไปดึงมาดูแต่นางกลับรีบดึงมันกลับทำราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ตอนนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว ควรจะต้องหาผ้าห่มไปเพิ่มให้มากหน่อยเพคะ”
“อ่อ ใช่ ขอบใจเจ้ามาก แล้วช่วงนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“สบายดีทุกอย่างเพคะ”
เขาไม่เคยคิดจะถามเรื่องนี้แต่เกือบหกเดือนที่นางมาอยู่ที่นี่แม้ว่าเขาจะเคยรับฟังเรื่องที่นางกลั่นแกล้งชายารองแต่ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเพราะเรื่องตำหนักหลังเขามอบให้นางดูแลแต่เท่าที่ดูจากสภาพนางในตอนนี้ ทั้งผอมซูบและขอบตาคล้ำอีกทั้งสุขภาพที่ดูอ่อนแอลง เขาคงจะละเลยนางไปมากจริง ๆ
“มือของเจ้า…”
“หม่อมฉันชอบปอกเม็ดเกาลัดไม่ทันระวังก็เลยมีแผลโปรดอย่าทรงกังวลเพคะ”
“เล่อชุนหลัน”
“ท่านอ๋องเพคะ นี่ก็ค่ำแล้วจินถิงเองก็ยกของไปที่ตำหนักกลางให้พระองค์แล้ว เสด็จกลับไปพักผ่อนเถอะเพคะ”
“แต่…”
“หม่อมฉันมีเรื่องอื่นที่ต้องทำคงไม่ไปส่งนะเพคะ”
นางโค้งคำนับให้เขาหลังจากที่เดินมาส่งเพียงหน้าตำหนักและรีบปิดประตูทันที ท่านอ๋องรู้สึกจุกที่ลำคอทั้ง ๆ ที่พึ่งกินอาหารมาเต็มท้อง เขาไม่รู้เลยว่าช่วงระยะเวลาไม่นาน พระชายาของเขาจะเปลี่ยนไปเช่นนี้แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาใส่ใจเรื่องนี้ การศึกอยู่ตรงหน้าเขาต้องรีบจัดการเสียก่อน
“พระชายาเพคะ!!”
“รีบไปเอากระโถนมา ฮึก!!”
นางกระอักเลือดออกมาไม่น้อยเมื่อพยายามอัดอั้นเอาไว้รอให้ท่านอ๋องกลับไปและรีบกลับเข้ามา แม้นว่าเขาจะไม่ค่อยใส่ใจนางแต่ในช่วงเวลานี้ที่กำลังจะออกศึกสำคัญเช่นนี้นางไม่อยากให้เขาต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ถึงท่านอ๋องจะไม่เคยคิดเป็นห่วงนางเลยก็ตาม
“พระชายาเพคะหม่อมฉันคิดว่าควรบอกเรื่องนี้ให้ท่านอ๋องทรงทราบนะเพคะ”
“อย่าโวยวาย เจ้าอย่าร้องไห้เงียบ ๆ เอาไว้ข้าไม่เป็นไร พิษแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอกรีบไปเอายามาให้ข้า”
“เพคะ”
แม้ไม่ต้องเดานางก็รู้ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คือผู้ใด เพื่อตำแหน่งใหญ่ในราชสำนักเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่ยังว่างอยู่ ท่านอ๋องยังมิได้ตัดสินพระทัยแต่งตั้งผู้ใด บุตรขุนนางขั้นสองอย่างลี่จินเซียนต้องทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยบิดานางอยู่แล้ว ขอเพียงขึ้นเป็นพระชายาได้ ตำแหน่งเสนาบดีของพ่อนางก็ไม่เกินเอื้อม แต่ต้องกำจัดผู้ที่ขวางนางเสียก่อน
“ช่างชั่วช้ายิ่งนัก ข้าจะทำเช่นไรดี ฮือ…”
“จินถิงอย่าเสียงดัง ท่านอ๋องกำลังจะออกศึกสำคัญเจ้าอย่าได้ให้เรื่องนี้หลุดรอดออกไป พิษนั้นเรื่องเล็กบ้านเมืองเรื่องใหญ่ต่อให้เขาไม่เคยรักข้าเลยแต่เราจะยอมให้เขามีกังวลเรื่องในจวน…ไม่ได้”
“เพคะ หม่อมฉันทราบแล้ว”
สองวันถัดมา
ท่านอ๋องจัดกองทัพเพื่อเตรียมจะเดินทางไปเมืองชุ่น ห่อยาที่นางให้ไปวันก่อนอยู่ในมือของเขา
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
“เจ้าเห็นพระชายาบ้างหรือไม่”
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันมาส่งพระองค์เพคะนี่เป็นเครื่องรางที่วัดหย่งไท่ซือ หม่อมฉัน…”
“อืม ขอบใจเจ้าสุขภาพไม่ค่อยดี พวกเจ้าพาชายารองเข้าไปพักเถอะ”
“เพคะท่านอ๋อง”
“เช่นนั้นหม่อมฉันขออวยพรให้พระองค์โชคดีนำชัยชนะกลับมาเหลียงโจวเพคะ”
ชายารองหันไปแล้วแต่เสียงที่ท่านอ๋องเอ่ยถามองครักษ์ประจำกายนั้นดังขึ้นมาตามหลังซึ่งนางได้ยินเต็มสองหู
“เจ้าไม่ได้แจ้งพระชายาหรอกหรือว่าข้าจะออกศึกในวันนี้ เหตุใดนางจึงไม่ออกมาส่งข้า”
“ลี่จินเซียน” กำหมัดแน่นเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางเดินกลับไปที่ตำหนักทันทีพร้อมกับสอบถามสาวใช้
“แน่ใจแล้วใช่หรือไม่ว่ามันจะลุกขึ้นมาไม่ได้”
“เพคะพระชายารองหม่อมฉันมั่นใจเพคะ”
“ดี จากนี้ยังไม่ต้องวางยามัน ปล่อยไปก่อนถ้ามันตายช่วงที่ท่านอ๋องไม่อยู่จวนจะยิ่งน่าสงสัย”
“เพคะ บ่าวทราบแล้ว”
ท่านอ๋องที่พะว้าพะวังเมื่อมองไปยังด้านหลังทางเข้าตำหนักของนาง เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเมื่อใดที่เขามักจะมองไปที่นั่นเสมอ แต่ก็ยังไม่มีเงาของเล่อชุนหลัน
“หรือนางจะไม่สบาย ข้าจะไปดูหน่อย!!”
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ จวนจะได้เวลาแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ว่านาง…”
“ท่านอ๋องเพคะ”
“เล่อชุนหลัน!! เหตุใดเจ้าเดินมาจากทางนี้”
ชุนหลันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อนางแอบเห็นแววตาดีใจของเขาแวบหนึ่งแต่ก็คิดว่าตาฝาดเพราะหลังจากนั้นท่าทีของบุรุษหนุ่มในชุดเกราะสีขาวนั้นก็นิ่งเฉยไปอีกครั้ง
“เหตุใดเจ้าจึงมาช้านัก”
“หม่อมฉันตื่นมาทำขนมเอาไว้ให้พระองค์ ตอนเดินทางจะได้ไม่หิวเพคะ จินถิงเอาออกมา”
สาวใช้ยื่นห่อขนมไปให้องครักษ์ของท่านอ๋องอย่างไม่เต็มใจจนเสิ่นกงนึกแปลกใจกับท่าทีนั้น แต่ท่านอ๋องกลับคว้าห่อผ้าในมือเสิ่นกงขึ้นมาเก็บเอาไว้เอง
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ ห่อนั้นยังร้อนอยู่”
“ขอบใจเจ้ามากนะพระชายา ข้าไม่อยู่เจ้าเองก็…. ดูแลตัวเองด้วย รอข้ากลับมา”
เล่อชุนหลันเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง แต่สายตาของนางที่มองเขารู้สึกว่าจะเปลี่ยนไปมากแม้จะยังยิ้มแต่เป็นรอยยิ้มที่อ่อนแรงเต็มที หรือว่านางจะป่วยจริง ๆ โดยที่เขาไม่รู้มาก่อน
“เพคะ หม่อมฉันขออวยพรให้พระองค์นำชัยชนะกลับมาเหลียงโจวโดยเร็วนะเพคะ"
ความเจ็บปวดฝังลึก
หกเดือนผ่านไป
ศึกชายแดนยืดเยื้อกว่าที่คิดมากนัก จนในที่สุดในตอนเที่ยงของวันที่ฝนกำลังจะหยุดตก ราชสำนักก็ได้รับข่าวดีว่าท่านอ๋องทรงชนะศึกและกำลังเดินทางกลับเมืองเหลียงโจว
“พระชายาเพคะ พระองค์ยังเป็นหวัดอยู่ไม่ต้องออกไปรับเสด็จก็ได้กระมังเพคะ”
“ไม่ได้ ท่านอ๋องกลับมาพร้อมชัยชนะ ข้าในฐานะพระชายาหากว่าไม่ไปเจ้าคิดว่าผู้อื่นจะคิดเช่นไรกับสกุลเล่อ เหล่าขุนนางจะคิดเช่นไรกับท่านพ่อของข้า ในตอนนี้มีแต่ผู้ที่ต้องการให้บิดาของลี่จินเซียน…รับตำแหน่ง….”
“พระชายาเพคะ”
“ช่างเถอะ ไข้หวัดเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเป็นกันอยู่แล้วรีบแต่งตัวให้ข้าเถอะ วันนี้อากาศดีฝนพึ่งหยุดตกช่างเป็นวันที่ดียิ่งนัก”
เล่อชุนหันได้ยินเสียงแตรที่ให้สัญญาณเมื่อกองทัพและเหล่าอาชาศึกค่อย ๆ เคลื่อนพลเข้ามา รอยยิ้มที่ไม่ได้เห็นมาหลายเดือนเริ่มฉายแววมากขึ้นเมื่อกองทัพเริ่มเคลื่อนขบวนพร้อมกับธงที่โบกสะบัดอยู่ในมือขุนศึกผู้กล้า แต่เมื่อกองทัพเคลื่อนเข้ามา รอยยิ้มที่มีก็เริ่มลดลงจนกลายเป็นคิดไม่ถึง
“อะไรกัน นางคือผู้ใดกัน!!”
สตรีในชุดสีขาวที่มากับท่านอ๋อง นางนั่งม้าตัวเดียวกันกับเขาเคลื่อนเข้ามาจนถึงด้านหน้าและค่อย ๆ เคลื่อนมายังตำหนักท่านอ๋อง
“แม้แต่ในยามนี้ท่านก็ยังทำร้ายจิตใจข้าไม่หยุดยั้ง หยางอี้เหรินข้ารู้สึกเหนื่อยเหลือเกินแล้ว”
เล่อชุนหลันรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ เมื่อนางเห็นว่ามีสตรีอยู่บนหลังม้านั่งมากับเขาท่ามกลางความยินดีของเหล่าชาวเมืองเหลียงโจว
“จินถิงข้าเหนื่อยแล้ว อยากกลับเข้าไปพักผ่อน”
“ท่านพี่!! นี่ท่านจะมองอยู่เฉย ๆ เช่นนี้น่ะหรือเพคะ!!”
เสียงที่โกรธจัดของพระชายารองลี่จินเซียนแผดขึ้นทำให้ชุนหลันยิ่งปวดหัวหนักกว่าเดิม แต่นางไม่ต้องการเห็นไม่อยากรับฟังและได้ยินอะไรอีกแล้ว จินถิงและสาวใช้ในตำหนักค่อย ๆ พยุงนางกลับไปที่ตำหนัก
ท่านอ๋องที่มองเห็นรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่พระชายาไม่ทันจะต้อนรับเขาก็เดินกลับเข้าไป มีเพียงชายารองที่ยืนปั้นหน้าด้วยยิ้มท่าทางประหลาดเต็มทีอยู่หน้าตำหนักเพื่อรอเขา
“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ ยินดีด้วยที่ชนะการศึกกลับมาเพคะ”
“อืม ขอแนะนำ ผู้นี้คือแม่นาง “หวังเจียวเมิ่ง” นางเป็นหมอที่เก่งกาจมากและตอนทำศึกครั้งนี้นางได้ช่วยกองทัพเอาไว้หลายครั้งดังนั้น…”
“ท่านอ๋องเพคะ พระองค์ทรงเหนื่อยแล้วรีบกลับเข้า…”
“ชายารองเจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดงั้นหรือ เจ้ากล้าดีเช่นไรพูดขัดจังหวะข้า!!”
ลี่จินเซียนถึงกับตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของท่านอ๋องที่กล้าตำหนินางต่อหน้าเหล่าทหารและกองทัพ อีกทั้งสตรีที่พึ่งมากับเขาก็เห็นได้ชัดว่านางผู้นั้นลอบยิ้มอย่างพอใจอยู่ด้านหลังท่านอ๋อง
“หม่อมฉันขอประทานอภัยเพคะ แต่ว่า…”
“หึ พระชายาไปไหนเหตุใดยังไม่ทันได้มาต้อนรับก็กลับเข้าไปในตำหนัก”
“นะ…นาง…ช่วงนี้พระชายาเป็นไข้หวัดเพคะ หม่อมฉันเองก็เตือนท่านพี่แล้วว่าอย่าได้ออกมาจะได้…สุดท้ายนางก็ทนยืนไม่ไหวก็เลย….”
“เอาล่ะ ท่านหมอหวังข้าคงต้องรบกวนให้ท่านพักที่นี่ก่อน เสิ่นปา เสิ่นกง ให้คนจัดหาที่พักให้นางด้วย”
""พ่ะย่ะค่ะ""
“อะไรนะเพคะท่านอ๋อง ให้นางพักที่นี่งั้นหรือเพคะนางจะมาพักนานหรือไม่แล้วนางมาในฐานะอันใดเพคะ”
ท่านอ๋องหันไปด้วยสายตาที่ดุดัน เหี้ยมเกรียมที่ไม่เคยใช้มองนางมาก่อนเมื่อนางกล้าถามเขาเช่นนี้
“ข้าไม่จำเป็นต้องรายงานเรื่องนี้กับเจ้าทุกเรื่อง ทหาร!! ตามข้าเข้าวัง!!”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ชุนหลันได้รับข่าวจากเสิ่นปา องครักษ์ส่วนพระองค์ของท่านอ๋องแล้วว่าจะมีแขกมาพักด้วยนางเป็นท่านหมอหญิงที่ช่วยเหลือกองทัพที่ช่วยท่านอ๋องและเหล่าทหารเอาไว้
“รู้แล้ว ข้าจะสั่งให้คนจัดที่พักให้นางตามคำสั่งท่านอ๋อง”
“พระชายาเพคะ แต่ว่าพระองค์…ยังไม่หายดี”
“แขกของท่านอ๋องต้องดูแลนางให้ดี”
“พระชายา…”
“เจ้าไปเอาเสื้อคลุมมาให้ข้าแล้วรีบตามมา”
จินถิงส่งสายตาโกรธมาให้องครักษ์หนุ่มข้างกายท่านอ๋อง นางไม่พอใจอย่างที่สุด เสิ่นปาและเสิ่นกงนั้นคุ้นเคยกับสายตาของสาวใช้ผู้นี้ดี และพวกเขาต่างก็เข้าใจที่นางจะโกรธด้วย
เรือนรับรองแขก
“หวังเจียวเมิ่งถวายบังคมพระชายาเพคะ”
“ท่านหมอตามสบายเถิด ข้าจัดที่พักให้แล้วถ้าเจ้ามีสิ่งใดที่ต้องการเพิ่มก็แจ้งสาวใช้ได้ หากว่าไม่สะดวกสิ่งใดก็ให้คนมาแจ้งข้าส่วนรถม้าและองครักษ์ข้าจะให้เสิ่นปาจัดการให้เจ้าหากเจ้ามีธุระจะออกไปนอกจวน”
“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ พระองค์สีหน้าไม่สู้ดีให้หม่อมฉันตรวจพระอาการให้สักหน่อยดีหรือไม่เพคะ”
“ไม่รบกวนท่านหมอ ท่านเดินทางมาไกลพักผ่อนเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะพระชายา”
นางยิ้มให้หมอหญิงอย่างรวยรินเต็มทีและเดินกลับมาที่ตำหนักทั้งความโกรธและไม่พอใจของจินถิงที่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระชายาต้องไปดูแลหมอหญิงผู้นั้นด้วย
“เจ้าอย่าได้โกรธไปเลย เรามีหน้าที่ต้องดูแลในฐานะที่นางเป็นแขกของท่านอ๋อง”
“แต่ว่าท่านก็ป่วยอยู่นะเพคะ”
“ตัวข้าน่ะแทบจะไม่มีความรู้สึกเจ็บอะไรแล้ว รู้สึกราวกับว่ามันเจ็บซ้ำ ๆ จนแทบจะไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป บางทีนี่อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เขาได้ในฐานะพระชายา”
“ไม่นะเพคะพระชายาอย่าทรงตรัสเช่นนี้เลยนะเพคะ พระองค์จะต้องหายดีในเร็ววันนะเพคะ เพียงแค่ไข้หวัดเท่านั้นมิอาจจะทำร้ายพระองค์ได้หรอกเพคะ”
ชุนหลันหันมายิ้มและลูบศีรษะสาวใช้เคียงกายด้วยความเอ็นดูอีกครั้ง นางเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดชุนหลันที่สุดทุกเวลา แต่ในยามนี้นางรู้แล้วว่าต่อให้ทำดีเพียงใด ผู้ที่ไม่รักทำอย่างไรก็มิอาจรักนางได้
“ไข้ของข้าเป็นไข้ใจที่ไม่มีหมอคนใดสามารถรักษาให้หายได้หรอกจินถิง และข้า…ก็จะไม่เสียเวลาที่จะรักษามันอีกต่อไปแล้ว”
“เจ้าบอกว่าท่านอ๋องไปพักที่เรือนพักของหมอหวังทุกคืนงั้นหรือ”
“เพคะ ตอนนี้พระชายารองก็กำลังจะไปที่นั่นเพคะ”
“ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องของข้าเสียหน่อย เขามีชายารองได้หนึ่งคนจะมีอนุเพิ่มอีกสักคนก็ไม่เห็นแปลก ก่อนหน้านี้พวกเขาก็อยู่ในกองทัพมาด้วยกัน”
“พระชายาเพคะ หรือเราจะกลับจวนสกุลเล่อดีเพคะ”
“ไม่ได้ เจ้าคิดว่าหากข้ากลับจวนในตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่จะคิดเช่นไรกับท่านอ๋อง”
“พระชายาเพคะ!! ท่านอ๋องไม่แม้แต่จะใส่พระทัยท่านเลยสักนิด กลับจากกองทัพมาเกือบเจ็ดวันแล้วแต่ก็ไม่เคยแวะมาหาท่านเลยสักครั้ง พระองค์ยังจะห่วงคนเช่นนั้นอีกหรือเพคะ”
“เจ้าว่าข้าโง่มากเลยใช่หรือไม่ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่แต่ข้าคิดดีแล้วเรื่องนี้เป็นข้าที่ตัดสินใจเอง ดังนั้นจึงไม่อยากให้ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่ยอมรับยาจากหมอหวังผู้นั้น คิดว่าไม่นานเขาคงต้องมาหาเรื่องข้าอีกเป็นแน่”
“พระชายา……”
“ท่านอ๋องเสด็จ!!”
“ไม่ทันขาดคำ…. คราวนี้มีเรื่องอันใดอีกเล่า”
เล่อชุนหลันเพียงแค่นั่งดื่มยาอยู่ด้านในและไม่สนใจที่จะออกไปต้อนรับเขาด้วยซ้ำ ท่านอ๋องเดินพรวดพราดเข้ามาในห้องนอนของนางด้วยความโมโห แต่เมื่อเห็นนางในสภาพที่อิดโรยตรงหน้าเพราะพิษไข้หวัด สายพระเนตรนั้นจึงอ่อนลงและค่อย ๆ เดินเข้ามา
“เหตุใดเจ้า…จึงปล่อยให้พระชายารองก่อเรื่องกับแขกที่มาพักในตำหนักได้”
“หม่อมฉันมีเพียงสองตาสองมือและสองเท้า มิอาจควบคุมดูแลได้ทั่วทั้งวังหลังให้พระองค์หรอกเพคะ ที่พักสาวใช้และอาหารก็จัดให้แล้วหากว่าพวกนางยังวุ่นวายเช่นนี้ ก็คงต้องย้อนถามแล้วว่าต้นเหตุมันเริ่มต้นมาจากผู้ใด”
“นี่เจ้ากำลังกล่าวโทษข้างั้นหรือ”
พระชายาเพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาท่านอ๋องที่กำลังโกรธอยู่แต่เขาก็เถียงนางไม่ออก เล่อชุนหลันในวันนี้มิใช่สตรีที่เขาจะกล้ามีเรื่องด้วยเหมือนเช่นในวันวานอีกแล้ว เพียงแค่นางมองเขาเช่นนี้คำพูดร้ายกาจและอัดอั้นต่าง ๆ ก็ถูกกลืนลงคอไปหมดสิ้นเมื่อเห็นสายตาเย็นชาราวแผ่นน้ำแข็งของพระชายาตรงหน้าอีกครั้ง
“เรื่องนี้ข้าไม่โทษเจ้า ที่ข้าพาหมอหวังมาก็เพื่อ…”
“พวกนางล้วนเป็นสตรีที่พระองค์พาเข้ามา หม่อมฉันมีหน้าที่ดูแลให้พวกนางเป็นอยู่อย่างไม่ลำบากตามฐานะและหน้าที่ ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่หม่อมฉันมิอาจจัดการได้ เชิญพระองค์ลงไปจัดการเองเถิดเพคะหม่อมฉันรู้สึกเหนื่อย อยากพักผ่อนแล้ว”
“เหตุใดเจ้าจึงไม่ยอมกินยาที่นางจัดมาให้”
“ขอประทานอภัยแต่หม่อมฉันมียาที่กินอยู่ประจำและในเวลานี้หม่อมฉันอยากจะนอนพักเพคะ”
“เจ้าออกไปได้แล้ว”
ท่านอ๋องหันไปสั่งจินถิงด้วยเสียงที่ดังมากพอจะทำให้ทั้งคู่ตกใจ
“ท่านอ๋องเพคะ”
“เจ้ามีปัญหาอันใด คืนนี้ข้าจะนอนค้างที่ตำหนักนี้!!”
""อะไรนะเพคะ?""
ทั้งนายและบ่าวต่างพากันตกใจ ก็แน่ล่ะสิตลอดเวลาเกือบหนึ่งปีผ่านมานี้ท่านอ๋องไม่เคยเฉียดใกล้ตำหนักของพระชายามาก่อนเลย หากมาแล้วไม่ทะเลาะกันออกไปเห็นจะมีเพียงครั้งที่มาเสวยอาหารเย็นกับพระชายาก่อนออกศึกเมืองชุ่นเท่านั้น
“พวกเจ้าตกใจอันใดกัน ข้าจะค้างกับพระชายาของตัวเองยังต้องสงสัยถึงเพียงนี้เชียวงั้นหรือ”
“หึ ทำไปเพื่อสิ่งใดกัน ก็แค่หนีปัญหาชั่วคราวเท่านั้น”
“เจ้าบ่นพึมพำอะไร”
“หามิได้เพคะ หม่อมฉันจะถอดฉลองพระองค์ให้”
ท่านอ๋องยืนตรงหน้าและให้นางถอดชุดออกให้เหลือเพียงชุดนอน ฝนเริ่มตกอีกครั้งหลังจากสองวันมานี้แทบไม่ตกเลย ชุนหลันหันเอาชุดของท่านอ๋องไปเก็บและเดินกลับมาพบว่าเขาเอนกายลงนอนที่เตียงของนางก่อนแล้ว
“ไม่นอนงั้นหรือ ฝนเริ่มตกแล้วรีบมานอนเถอะอากาศเย็นเดี๋ยวจะไม่สบายเพิ่มเข้าไปอีก”
“หม่อมฉันไม่คุ้นเคยกับการนอนร่วมกับผู้อื่น…”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องฝึกเอาไว้เพราะมันเป็นหน้าที่ของพระชายา”
ชุนหลันรู้สึกใจเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมาเสียให้ได้เมื่อสิ้นคำของบุรุษหนุ่มที่นางหวังจะนอนร่วมเตียงเคียงหมอนเช่นนี้กับเขามาโดยตลอด แต่ว่าในวันนี้ความรู้สึกของนางมันเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว ต่อให้เขาจะนอนกอดนางเอาไว้เหมือนที่ทำอยู่ตอนนี้ก็มิได้ช่วยทำให้ความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจที่มันสะสมมาแรมปีลดลงไปได้
“เหตุใดเจ้าจึงตัวสั่นเช่นนี้ หนาวงั้นหรือ”
“เปล่าเพคะพระองค์บรรทมเถิด หม่อมฉันเพียงแค่…รู้สึกตกใจเสียงฟ้าร้องเท่านั้น”
“อืม….”
เสียงของเขาเงียบไปแล้วพร้อมกับลมหายใจที่เริ่มนิ่งเมื่อนางค่อย ๆ ขยับตัวออกมาและหันไปมองใบหน้าของบุรุษซึ่งนางเคยรักและหลงใหลในตัวเขาจนได้แต่งงาน แต่ท้ายที่สุดก็มิอาจหลีกหนีความจริงเรื่องที่เขาไม่เคยรักนางเลย และยังต้องทนเห็นเขาเข้าพิธีส่งตัวกับสตรีอื่น อีกทั้งในตอนนี้เขาก็ยังพาสตรีอีกคนเข้ามาในจวนเพิ่มอีก
(“ขอบคุณสำหรับความเจ็บปวดนี้ มันควรจบสิ้นเสียที….”)
ร่างบางค่อย ๆ ลดมือลงจากใบหน้าที่เริ่มมีเคราขึ้นมานิดหน่อยแต่ใบหน้าคมคายยามหลับใหลก็ยังทำให้นางรู้สึกหวั่นไหวอยู่ไม่น้อย แม้ว่าในตอนนี้นางจะรู้สึกอบอุ่นมากที่สุดเมื่อเขากอดนางเอาไว้ แต่นางในยามนี้ต้องการอ้อมกอดนี้หรือไม่นั้น ตัวนางเองก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เลย
เสียงฟ้าร้องดังขึ้นอีกครั้งแต่เล่อชุนหลันที่อยู่ในอ้อมกอดของเขานิ่งไปแล้ว ชุนหลันคงหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาที่พึ่งกินเข้าไปอีกทั้งตัวนางยังคงอุ่นรุม ๆ ราวกับมีไข้ที่ไม่ลดลงเสียที ท่านอ๋องค่อย ๆ ลืมตามองเล่อชุนหลันที่นอนขดตัวซุกเข้าหาแผงอกกว้างของเขา ยามหลับสนิทเช่นนี้เขาพึ่งได้พินิจมองนางอย่างเต็มตาอีกครั้ง
“เล่อชุนหลัน ความเจ็บปวดที่เจ้าได้รับข้าจะต้องใช้ทั้งชีวิตของข้าชดใช้คืนให้กับเจ้า ข้าผิดต่อเจ้ามานานจากนี้… จะไม่เป็นเช่นนั้นอีก ข้าจะทำอย่างไรให้เจ้ายอมดื่มยาถอนพิษในร่างกายเจ้าได้กันนะ”
เลือกจบปัญหาครั้งสุดท้าย
สองวันถัดมา / เรือนรับรองท่านหมอหวัง
“นังแพศยาเจ้ากล้าดีเช่นไรใช้มารยาหลอกล่อท่านอ๋องให้ลุ่มหลงวันนี้ข้าจะจัดการเจ้าที่บังอาจ…”
“พระชายารองท่านเองก็เป็นเพียงแค่เมียรองเท่านั้น ขนาดเมียเอกยังไม่พูดสิ่งใดท่านจะกล้าพูดอะไรอีกงั้นหรือ แหม ว่าก็ว่าเถอะนะท่านอ๋องเองก็ไม่น่าปล่อยให้ท่านนอนแห้งแล้งรอจนถึงวันนี้ ดูท่าแล้วนอกจากตำหนักของพระชายากับ…เรือนเล็ก ๆ ของข้าแล้ว ท่านอ๋องคงมิได้ใส่ใจไปแวะหาท่านเลยสินะ”
“นังคนอับปรีย์ ข้าจะฆ่าเจ้า จะฆ่าเจ้า”
“โอ๊ะ อย่าทำอะไรเลยเพคะ หม่อมฉันไม่มีแรงสู้กับพระองค์หรอกนะเพคะ เมื่อคืนอยู่อยู่กับท่านอ๋องทั้งคืนหม่อมฉันแทบจะไม่ได้นอนพักเลย”
“กรี๊ด!!! นังคนสารเลว!!”
“พระชายาเพคะ!!”
“จินถิง!! พาข้ากลับตำหนัก เดี๋ยวนี้”
“เพคะพระชายา”
เล่อชุนหลันไม่คิดว่าจะได้มาฟังเรื่องเช่นนี้ที่นี่ในวันนี้ คืนก่อนหน้านี้ท่านอ๋องพึ่งจะไปนอนค้างกับนางและเมื่อคืนนี้ เขากับหมอหญิงผู้นี้…
“พระชายาเพคะ พระองค์ยังเดินไหวอยู่หรือไม่เพคะ”
“ข้าไม่เป็นไร”
“ชุนหลัน!! เจ้าเป็นอะไรไป มานี่ข้าจะพานางไปเอง!!”
ท่านอ๋องที่พึ่งจะประชุมราชสำนักเสร็จรีบเดินเข้ามาหาพระชายาที่ทำท่าจะหกล้มแต่เมื่อเห็นเขาเดินมานางกลับปัดมือหนานั้นทิ้งและถอยออกมา
“หม่อมฉันไม่เป็นไรเพคะเพียงแค่เดินสะดุดเท่านั้น จินถิงเรารีบกลับกันเถอะ”
“ให้ข้า….”
“กรี๊ด!!”
เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นมานั้นทำให้เล่อชุนหลันหลับตาแน่นราวกับไม่อยากรับรู้ ท่านอ๋องรู้ได้ในทันทีว่าชุนหลันไปที่ใดมา
“อย่าเพคะพระชายารอง อย่าเพคะ”
“ปล่อยข้านะข้าจะฆ่ามัน นังสารเลว นังปีศาจจิ้งจอก"
"นั่นมันเกิดอะไรขึ้น!!”
“พระชายารอง ก็แค่ท่านอ๋องไม่นอนกับท่านแต่ใช้เวลากับข้าทั้งคืนก็เท่านั้นเอง โอ๊ย ท่านถึงกับโมโหเพียงนี้ โอ๊ย!!”
ท่านอ๋องตกใจสุดชีวิตเมื่อหันมามองใบหน้าซีดราวกระดาษไร้น้ำหมึกของพระชายาตรงหน้าที่แทบจะล้มทั้งยืน เขารีบหันไปคว้ากายนางเอาไว้แต่ชุนหลันถอยออกมาพร้อมกับน้ำตาที่รื้นเต็มสองดวงตา
“พระองค์รีบไปจัดการ “คน” ของพระองค์เถิดเพคะ หม่อมฉันคงจัดการแทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ทูลลาเพคะ”
“ชุนหลัน!! ข้าไม่ได้…เดี๋ยวสิเล่อชุนหลันฟังข้าก่อน”
“กรี๊ด!!!”
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ พระชายารองเอาน้ำร้อนสาดท่านหมอหวัง”
“อะไรนะ!!” พวกเจ้ารีบไปเร็วเข้า ชุน…."
เล่อชุนหลันเดินจากไปแล้ว ตำหนักนางเองก็ปิดประตูแล้วเช่นกันเมื่อนางเข้าไปด้านในแล้ว เขาหันกลับไปมองที่เรือนพักด้านหน้าและจึงรีบวิ่งไปสะสางเรื่องที่นั่นก่อน
ตำหนักพระชายา
“พระชายาเพคะ เป็นเช่นไรบ้างเพคะ”
“จินถิงเจ้าไปเตรียมน้ำอุ่นให้ข้าที ข้าอยากจะ…อาบน้ำเสียหน่อย”
“แต่ว่าจะปล่อยให้พระองค์อยู่คนเดียวเช่นนี้หาได้ไม่ หม่อมฉันไม่วางใจ”
“ข้าอยากอาบน้ำ เจ้ารีบไปเตรียมน้ำเถอะ”
“พระชายาเพคะ”
“เด็กโง่ ยังมีเรื่องใดในจวนนี้ที่ข้ายังรับไม่ได้อีกงั้นหรือ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานี้พวกเราเจอมา เรื่องเพียงเท่านี้เจ้าคิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ”
“พระชายา…บ่าวเสียใจที่มิอาจช่วยอะไรพระองค์ได้เลย บ่าวมันไม่ได้เรื่อง ฮืออ….”
"รีบไปเถอะ ข้าอยากจะอาบน้ำแล้ว"
“เพคะ เช่นนั้นบ่าวจะรีบไปเตรียมน้ำนะเพคะ”
“รีบไปเถอะ”
เล่อชุนหลันมองตามหลังสาวใช้ผู้ภักดีเพียงคนเดียวของนางในตำหนักที่เย็นดุจถ้ำน้ำแข็งแห่งนี้ แต่วันนี้นางจะจบเรื่องนี้ลงเสียที พอกันทีกับความรักโง่เขลาที่มอบให้กับคนที่ไม่สมควรได้รับมัน
นางไม่ควรคิดและไม่ควรคาดหวังสิ่งใดในตัวท่านอ๋องผู้ใจร้ายอย่าง “หยางอี้เหริน” อีกต่อไป เรื่องในวันนี้เป็นบทพิสูจน์ที่เพียงพออยู่แล้วสำหรับนาง ต่อให้รักเขาสักปานใดแต่ในหัวใจของเขาก็ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับนางเลย
“หยางอี้เหริน วาสนาด้ายแดงในชาตินี้ข้าขอตัดขาดกับท่านด้วยตัวเอง หากแม้นชาติหน้าพบกันอีก ข้าไม่ขอผูกวาสนาใด ๆ กับคนใจร้ายเช่นพระองค์อีก!!”
ปิ่นเงินคมกริบที่นางเตรียมเอาไว้อยู่ตลอดเวลาถูกดึงออกมา น้ำตาที่ไหลราวม่านน้ำตกมองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดที่รออยู่ตรงหน้า เมื่อเล่อชุนหลันค่อย ๆ หลับตาลงเพื่อให้คุ้นเคยกับสิ่งที่กำลังจะพานางจากไป
มีดบนปิ่นในมือกรีดไปที่คองามระหงนั้น เลือดเริ่มสาดกระเซ็นไปทุกทิศทุกทางพร้อมกับเสียงประตูที่เปิดออกมาและใบหน้าของคนที่นางทั้งรักทั้งเกลียดในชาตินี้ แต่สายตาและหูนางแทบจะไม่เห็นและไม่ได้ยินอันใดอีกแล้ว แม้แต่น้ำตาและเสียงร้องไห้ที่เจ็บปวดของบุรุษที่นางเคยรักมากกว่าชีวิต นางก็หาได้ยินมันไม่…..
“ชุนหลัน!!!!!…..ไม่นะ!!!!!”
เสียงนกร้องในยามเช้าพร้อมกับเปลือกตาที่หนักอึ้งทำให้เล่อชุนหลันรู้สึกราวกับว่าตกจากที่สูง หนักจนนางแทบจะลุกไม่ขึ้นและไม่อยากคิดเลยว่านางจะถูกช่วยเอาไว้ นางอยากตายแต่กลับไม่ตายงั้นหรือ แม้แต่สวรรค์ก็ไม่อยากต้อนรับนางเช่นนั้นหรือ
“ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะคุณหนู ท่านจะล้างหน้าเลยหรือไม่เจ้าคะ”
“อะไรนะ เจ้าเรียกข้าว่า…”
สาวใช้หน้าตาอ่อนวัยกว่านางเดินเข้ามาจนเกือบจะชิดเตียงระหว่างที่ชุนหลันค่อย ๆ จับที่คอและค่อย ๆ ลุกจากเตียงท่ามกลางความตกใจของสาวใช้ที่มองตามนางไปและนางเองก็ต้องตกใจอีกครั้ง
“บาดแผลล่ะ ใบหน้าข้าเหตุใดจึงงดงามเต่งตึงราวกับสาวแรกรุ่นเช่นนี้กัน”
“คุณหนูเจ้าคะนายท่านกับฮูหยินรอกินข้าวอยู่นะเจ้าคะ วันนี้จะต้องไปส่งคุณชายที่กรมคลังท่านลืมแล้วหรือไม่เจ้าคะ”
“อะไรนะ!! ที่นี่….ไม่จริง!!”
เล่อชุนหลันมองไปรอบ ๆ ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง นางแค่อยากตายเท่านั้นแต่มิได้อยากจะกลับมาเสียหน่อยแต่ก็ …..
“คุณหนูท่านร้องไห้ทำไมเจ้าคะ ท่านฝันร้ายงั้นหรือเจ้าคะ”
“ใช่ จินถิงเจ้าช่างแสนดีน่ารักเสียจริง ข้าฝันร้ายยาวนานเหลือเกิน แต่ว่า…จริงสิข้าในตอนนี้อายุเท่าไหร่แล้วงั้นหรือ”
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านพึ่งพ้นพิธีปักปิ่นมาปีกว่า ๆ ตอนนี้ท่านอายุสิบเจ็ดแล้วเจ้าค่ะ เหตุใดท่านจึงถามอะไรแปลก ๆ เมื่อคืนนี้ท่านฝันเห็นอะไรกันแน่เจ้าคะ”
“สิบเจ็ด เยี่ยมไปเลย!!”
“เจ้าคะ? อะไรที่เยี่ยมไปเลย เมื่อวานคุณหนูยังบอกว่าคุณหนูอยากจะโตมากกว่านี้เพื่อจะได้เหมาะสมกับท่านอ๋องหยางผู้นั้นให้มากกว่านี้นี่เจ้าคะ”
“อะไรนะ ข้า…”
นางค่อย ๆ นึกทบทวน คงจะเคยมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ๆ นางอยากจะโตให้เร็วเพื่อจะได้เป็นพระชายาท่านอ๋องได้ แม้ว่าใคร ๆ ในเหลียงโจวต่างลงความเห็นว่าบุตรีของท่านเสนาบดีเล่องดงามเป็นอันดับหนึ่ง ในตอนนั้นนางไม่สนใจสักนิด ตำแหน่งเดียวที่นางสนใจและหมกมุ่นกับมันหลังผ่านพิธีปักปิ่นมาคือ “พระชายาท่านอ๋อง” เท่านั้น
“งี่เง่าชะมัด”
“คุณหนู ท่านด่าข้าอยู่งั้นหรือเจ้าคะ”
“เปล่า ๆ จะไปด่าเจ้าได้เช่นไรกันรีบไปเถอะเจ้าบอกว่าท่านพ่อท่านแม่รอข้าอยู่มิใช่หรือ พี่ใหญ่เล่าแต่งตัวเสร็จหรือยัง”
“เจ้าค่ะ ๆ ข้าจะรีบไปเตรียมน้ำเจ้าค่ะ”
จินถิงออกไปแล้ว เล่อชุนหลันเดินไปส่องกระจกอีกครั้ง นางรู้สึกพอใจกับใบหน้าในกระจกนี้มากเป็นพิเศษ ในเมื่อสวรรค์ให้นางย้อนกลับมาในช่วงเวลานี้นั่นก็เท่ากับให้นางมีโอกาสได้เลือกสินะ
“วันนี้เป็นวันที่พี่ใหญ่เข้าทำงานในกรมคลังวันแรก เกิดอะไรขึ้นกันนะ ใช่แล้ว!!…”
วันนี้เป็นวันที่พี่ใหญ่ของนางเข้าไปทำงานในกรมพระคลังวันแรกพร้อมกับสหายของเขา และในคืนนี้ก็จะเป็นวันที่มีการจัดงานเลี้ยงขึ้นในช่วงค่ำและท่านอ๋องก็ถูกกดดันให้เลือกอภิเษกกับผู้ที่เหมาะสมเพราะเขาขอเลื่อนเวลามามากกว่าสองปีแล้ว
“เช่นนั้นวันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเลวร้ายทั้งหมดนั่น ขอเพียงข้าปฏิเสธเขาไปแทนที่จะเป็นคนกดดันเขาให้เลือกข้าเป็นคู่อภิเษกเหมือนครั้งนั้นเรื่องทั้งหมดก็จะไม่เกิดขึ้น จากนี้ข้าจะขอผูกวาสนาด้ายแดงด้วยตัวเอง ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีผู้ใดเหมาะสมกับข้าเท่ากับท่าน หยางอี้เหริน”
โต๊ะอาหาร
“ท่านพ่อท่านแม่ คิดถึงเหลือเกินเจ้าค่ะ”
เล่อชุนหลันโผเข้ากอดบิดามารดาของตัวเองด้วยเสียงสั่นเครือและเริ่มร้องไห้จนเล่อฮูหยินรู้สึกตกใจที่บุตรสาวที่เคยร่าเริงและสดใสจู่ ๆ ก็กระโดดกอดนางและร้องไห้เช่นนี้
“หลันเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรไปหรือว่าเมื่อคืนเจ้าฝันร้ายอีกแล้ว”
“ฮ่า ๆ นั่นสิ เจ้าฝันร้ายทีไรต้องร้องไห้เช่นนี้ทุกที”
“ไม่เอาน่าหลันเอ๋อร์เจ้าจะอ้อนท่านแม่เกินไปแล้วนะ โตขนาดนี้แล้วไหนบอกว่าต้องพยายามทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาท่านอ๋องอย่างไรเล่า ยังร้องไห้เป็นเด็กขี้แยเช่นนี้เมื่อไหร่จะโตเสียที”
“พี่ใหญ่!!”
“เอาล่ะ ๆ หลันเอ๋อร์รีบมานั่งเถอะ รีบกินข้าววันนี้เราจะไปสายไม่ได้นะ "จื่อหลง" เจ้าก็รีบกินเข้า"
“ขอรับท่านพ่อ”
“ข้าไม่อยากเป็นพระชายาอะไรนั่นแล้วเจ้าค่ะ”
""หา อะไรนะ!!""
ทุกคนบนโต๊ะอาหารรวมถึงสาวใช้ของนาง จินถิงเองก็มองด้วยความตกใจ มิใช่ว่าพวกเขาต้องกินข้าวกับหยางอ๋องเพราะนางพร่ำพรรณนาถึงอ๋องหนุ่ม พระโอรสคนที่แปดของฝ่าบาทอยู่ทุกวันตั้งแต่พบกันครั้งแรกในพิธีปักปิ่นหรอกหรือ นางแทบจะเป็นตัวเลือกเดียวสำหรับท่านอ๋องสำหรับตำแหน่งพระชายาและนางเองก็ยอมรับมาโดยตลอดแต่มาวันนี้กลับ…
“เจ้าพูดตลกอันใดกัน หึ ฮูหยินลองชิมนี่หน่อยเนื้อนี่อร่อยมาก”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพี่”
“ข้าพูดจริง ๆ นะเจ้าคะเหตุใดพวกท่านไม่เชื่อข้า”
“หากว่าเจ้าไม่ได้พูดเรื่องท่านอ๋องกับพี่และท่านพ่อท่านแม่ทุกวันมาโดยตลอดสองปีนี้พี่ก็ยังจะเชื่อเจ้าอยู่ แต่ว่าเจ้ามาพูดในตอนนี้มันออกจะแปลก ไปหน่อยก็เท่านั้นเอง”
“แปลกตรงไหนกัน ข้าก็แค่ไม่อยากเป็นพระชายาอะไรนั่นแล้วและก็ไม่อยากรักคนที่เขาไม่รักเราด้วย มันทรมานนะเจ้าคะข้าอยากจะมีชีวิตคู่เหมือนกับท่านพ่อท่านแม่ที่รักกันยาวนาน พวกท่านยังดูแลกันอย่างดีจนถึงตอนนี้ ต่อให้ไม่เป็นอ๋องแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ ใช่ว่าข้าสนใจเรื่องนั้นสักหน่อย”
“หลันเอ๋อร์ หรือว่ามีผู้ใดมาพูดอะไรให้เจ้าไม่พอใจหรือไม่ พ่อจะไปจัดการมันให้เอง”
“ไม่มีเจ้าค่ะไม่มี ลูกก็แค่เริ่มคิดได้ว่าตลอดเวลาสองสามปีที่ผ่านมานี้ ท่านอ๋องผู้นี้มิได้สนใจมองลูกเลยด้วยซ้ำ”
ทุกคนหันมามองหน้ากันและต้องรีบหลบสายตาไปในทันที ก็ใช่ว่าพวกเขาจะไม่ทราบเรื่องนี้แต่ในเมื่อบุตรสาวชอบพอท่านอ๋องถึงเพียงนี้คนเป็นบิดาจะทำสิ่งใดได้นอกจากรับฟังนาง ที่สำคัญเรื่องการแต่งงานของเชื้อพระวงศ์เช่นท่านอ๋องเองก็ถูกกำหนดมาแล้ว หากเขาไม่แต่งกับบุตรสาวขุนนางในราชสำนัก ก็ต้องแต่งงานกับองค์หญิงต่างแคว้นที่กำลังจะมาเยือนในไม่ช้า
“ชุนหลัน เจ้าคิดให้ดี ๆ นะ หากว่าเจ้าพูดเพียงอารมณ์ชั่ววูบ หลังจากนี้มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีก เพราะอีกไม่กี่เดือนองค์หญิงของแคว้นอานฉวนก็จะเสด็จมาที่นี่ แต่หากเจ้ายังรับปากเรื่องงานหมั้นหมาย องค์หญิงผู้นั้นคงจะต้องไปยังเมืองอื่นที่องค์ชายหรือท่านอ๋องยังไม่แต่งงาน”
“ข้า…”
“เอาน่า ๆ คืนนี้เจ้าก็ลองตัดสินใจดูอีกครั้ง หากว่าเจ้าไม่อยากแต่งงานจริง ๆ พ่อก็จะกราบทูลฝ่าบาทและทูลท่านอ๋องให้เจ้าเอง เขาจะได้แต่งงานกับสตรีต่างเมืองผู้นั้นเพื่อผูกสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้นแทน”
“เจ้าค่ะ อย่างไรลูกก็ยังยืนยันว่าลูกจะไม่แต่งงานกับท่านอ๋องเจ้าค่ะ ต่อให้ถามลูกอีกกี่ครั้ง คำตอบก็ไม่ต่างกัน”
บิดามารดาและพี่ชายนางมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจเพราะนึกไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมีวันที่บุตรสาวจะเอ่ยคำว่า “ไม่อยากเป็นพระชายาท่านอ๋อง” ออกมาเพราะก่อนหน้านี้ผู้ใดในเหลียงโจวจะไม่รู้ว่านางเป็นผู้ที่ “เหมาะสม” กับตำแหน่งนี้มากที่สุด
“อาหารที่บ้านอร่อยที่สุดจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ”
“พูดอย่างกับว่าเจ้าเคยไปกินอาหารจวนอื่นมาเช่นนั้นแหละ เอากินผักบุ้งนี้หน่อยหวานกรอบดีนะ”
เล่อชุนหลันชะงักไปนิดหน่อยเมื่อมารดาเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ แม้ว่านางจะไม่สามารถบอกได้แต่นางในเวลานี้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ย้อนกลับไปใช้ชีวิตที่แสนโง่เขลาเช่นที่ผ่านมาอีกแล้ว
“อย่างน้อยชีวิตนี้ข้าก็มีสิทธิ์เลือกที่จะไม่ไปกินข้าวที่จวนอื่นก็แล้วกันเจ้าค่ะ”