เกิดใหม่อีกทีขอไม่เป็นนางมาร
ข้อมูลเบื้องต้น
#1
ณ.ผาซูซัน
บนยอดเขาสูงเทียมเมฆา ภายใต้หมอกหนา ท่ามกลางซากศพและเลือดแดงฉาน เสียงรบราฆ่าฟันพึ่งจะสงบลง
สตรีชุดแดงเพลิงค่อยๆ ก้าวถอยหลังไปยังริมหน้าผา ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดกวาดมองชิ้นส่วนมนุษย์ที่กระจัดกระจายอยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างสาแก่ใจ ศพที่หาชิ้นส่วนมาประกอบไม่ได้เหล่านี้ มีทั้งคนของพรรคธรรมะและคนของพรรคมาร เลิ่งยี่เป็นนางมารปกครองใต้หล้ามายี่สิบเจ็ดปีไม่นึกว่าตนจะมีวันนี้
“นางมารชั่ว! ส่งหยกเทวะมาให้ข้า บางทีข้าอาจจะไว้ชีวิตเจ้า” ผู้นำพรรคธรรมะพูดพลางชี้ดาบมาเบื้องหน้า
เลิ่งยี่ยิ้มเย็น แม้ว่าร่างกายจะชุ่มโชกไปด้วยเลือด บาดเจ็บสาหัสจนไม่หลงเหลือพละกำลังจะเอ่ยวาจาตอบโต้ ทว่าในแววตาของนางกลับมิมีท่าทียินยอม เดิมทีคนเหล่านี้ แค่เอ่ยนามของนางยังไม่กล้าด้วยซ้ำ หากคนของนางไม่ทรยศ มีหรือ ว่าพวกมันจะได้มายืนวางอำนาจเบื้องหน้านางเช่นนี้ได้
ประมุข ‘เลิ่ง’ รับช่วงต่อจากบิดาขึ้นปกครองพรรคมารทั่วหล้าด้วยวัยเพียงสิบห้าปี ตลอดยี่สิบเจ็ดปีที่นางนั่งตำแหน่งประมุข เลิ่งยี่ฆ่าคนไปมากมายเท่าใดคงมิอาจนับ นางมิเพียงโหดเหี้ยมอำมหิต ยังมีวรยุทธสูงส่งจนไม่มีผู้ใดเทียบเทียม ทว่าเมื่อสามเดือนก่อน หลังจากที่เลิ่งยี่ได้หยกเทวะมาครอบครอง จู่ๆ นางก็เกิดความเบื่อหน่าย จึงคิดวางมือจากยุทธภพ กระทั่งมาถูกคนที่นางไว้ใจที่สุดหักหลัง
เลิ่งยี่ก้มมองกริชพิษที่ปักคาอยู่กลางอกด้วยรอยยิ้มหยัน จากนั้นกวาดมองผู้คนเบื้องหน้า แม้ว่าลมหายใจจะรวยริน ทว่าแววตาของนางกลับนิ่งสงบอย่างยิ่งยวด ในเมื่อสิ่งที่พวกมันต้องการคือหยกเทวะ นางย่อมมีหนทางเอาคืน คิดแล้วมุมปากของเลิ่งยี่พลันบิดขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะหลับตาหงายหลังทิ้งตัวลงจากหน้าผาพร้อมหยกเทวะในมือ
แปดร้อยปีให้หลัง ฤดูใบไม้ผลิ รัชศกเจิ้งหยวน เมืองเจียงตู แคว้นเซิ่น จู่ๆ เมฆดำพลันเคลื่อนคล้อยมาบดบังท้องฟ้าในยามราตรี พายุเริ่มก่อตัวตั้งเค้า พัดต้นไม้ใบหญ้าลู่ไปตามลม ไม่นานฝนก็กระหน่ำลงมา
ในกระท่อมทรุดโทรมตั้งอยู่ตีนเขาทางทิศใต้ของหมู่บ้านเฮ่อ เสียงร่ำไห้ของเด็กน้อยดังระงม
“ฮือๆ พี่ใหญ่ ท่านฟื้นสิ”
เด็กชายร่างกายผ่ายผอมเขย่าร่างพี่สาวไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง
ฉับพลันนั้นท้องฟ้าพลันสว่างวาบ ตามมาด้วยสายฟ้าผ่าลงมาจนแผ่นดินสะเทือน สองพี่น้องผวากอดกันด้วยความตกใจ
ร่างบนเตียงพลันลืมตาตื่น
วิญญาณที่ถูกขังในหยกเทวะมาแปดร้อยปี ที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย
เลิ่งยี่กวาดตามองหลังคามุงหญ้าคาปราดหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้า ความทรงจำมากมายเริ่มหลั่งไหลเข้ามาในหัว
เจ้าของร่างเดิมมีนามว่าจางหวั่นอี้ ตายเพราะถูกงูพิษกัด บิดามารดาถูกหิมะถล่มเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน หลังจากที่บิดามารดาเสีย พวกญาติๆ ก็พากันมารุมทึ้งสมบัติไปจนสิ้น ทิ้งให้จางหวั่นอี้และน้องๆ ต้องอยู่กันอย่างลำบากยากแค้น
จางหวั่นอี้ปีนี้ย่างเข้าวัยสิบห้า รูปร่างผอมแห้ง ผิวพรรณแห้งกร้าน แก้มซีกซ้ายมีปานแดงขนาดเท่าฝ่ามือเกือบครึ่งหน้า
เมื่อเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าเริ่มเบาลง เด็กชายทั้งสองถึงได้ผละออกจากกัน ครั้นเห็นว่าพี่สาวลืมตา ก็พากันดีใจยกใหญ่
“พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ท่านฟื้นแล้ว ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
เลิ่งยี่คิ้วกระตุกอยู่หลายทีติด รู้สึกไม่คุ้นชินกับคำว่าพี่เท่าใดนัก หากจะกล่าวถึงอายุตอนตาย นางปาเข้าไปสี่สิบสองแล้ว ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงอายุวิญญาณ นางคือนางเฒ่าดีๆ นี่เอง พอมาถูกเด็กรุ่นหลานเรียกว่าพี่จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เจิ้งซูเห็นว่าพี่สาวเอาแต่มองเหม่อ จึงยื่นมือไปโบกเหนือใบหน้า “พี่ใหญ่ ท่านได้ยินข้าหรือไม่”
“อืม” เลิ่งยี่ขานรับในลำคอ คว้ามือเขาเอาไว้ ก่อนจะถามขึ้นว่า “ยามใดแล้ว”
เด็กทั้งสองพากันส่ายหน้า พวกเขาเองก็พึ่งรับรู้ถึงบรรยากาศรอบกายตอนที่ฟ้าผ่า ตั้งแต่ที่พี่สาวหมดสติ ความสนใจของพวกเขาจดจ่ออยู่แต่กับร่างของนาง ไม่รับรู้แม้กระทั่งฝนตกฟ้าร้อง
เลิ่งยี่ยันกายลุกขึ้นนั่ง ปรับเปลี่ยนน้ำเสียงตามความทรงจำของจางหวั่นอี้ที่พึ่งได้รับมา “พี่ใหญ่ไม่เป็นอันใดแล้ว พวกเจ้าไปนอนเถิด ฝนตกอากาศเย็นยิ่งนัก เดี๋ยวจะพากันป่วยเอา”
“ขอรับพี่ใหญ่” เจิ้งซูรับคำจูงมือน้องชายไปที่เตียงอย่างเชื่อฟัง ไม่นานก็หลับไปอย่างง่ายดาย
ฝ่ามืออันสั่นเทาของเลิ่งยี่ค่อยๆ ทาบลงบนอกด้านซ้ายครั้นเห็นว่ามันขยับ ถึงได้วางใจ แปดร้อยปีที่ผ่านมา นางต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย จนเกือบจะกลายเป็นวิญญาณเลอะเลือน ความทรมานนั้นช่างสาหัสนัก เมื่อแน่ใจว่าตนได้มาเกิดใหม่ ย่อมต้องตื่นเต้นดีใจเป็นธรรมดา
หลังจากที่ตั้งสติได้แล้ว เลิ่งยี่ก็กวาดตามองไปรอบๆ ต่อให้มืดมิด นางยังเห็นได้ชัดเจน ว่ากระท่อมหลังนี้ซอมซ่อเพียงใด หลังคามุงหญ้าคาแทบจะกันลมกันฝนมิได้ ผนังลำไผ่ผุพัง คล้ายสร้างไว้พักพิงชั่วคราว ยังเรียกว่าบ้านไม่ได้ด้วยซ้ำ เตียงไม้ตั้งชิดผนังคนละมุม อีกมุมหนึ่งมีผ้าเก่าขาด กางกั้นไว้สำหรับผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ มีโต๊ะเก้าอี้เก่าๆ ตั้งอยู่กลางบ้าน
เลิ่งยี่เห็นแล้วไม่ได้รู้สึกอันใด เพราะการได้กลับมามีชีวิตย่อมดีกว่าเป็นวิญญาณโดดเดี่ยว ต่อให้ยากจนข้นแค้นกว่านี้นางก็ไม่กังวล คิดได้ดังนั้น เลิ่งยี่จึงล้มตัวลงนอน
#2
หลังจากที่ฝนฟ้ากระหน่ำมาทั้งคืน ที่สุดแสงแรกของวันใหม่ก็มาเยือน ท่ามกลางบรรยากาศขมุกขมัว บ้านเรือนหลายหลังเริ่มมีควันโชยออกมา มีเพียงกระท่อมหลังเล็กตีนเขาที่ไม่ได้จุดเตาทำอาหาร
เจิ้งซูกวาดมองห้องครัวอย่างกลัดกลุ้ม เมื่อวานเขากับพี่สาวขึ้นเขาไปเก็บผักป่า แต่พี่สาวมาถูกงูกัดเขาเลยต้องรีบแบกนางกลับมา วันนี้พวกเขาเลยไม่มีอาหารกิน ลำพังตัวเอง เจิ้งซูมิได้กังวล ห่วงก็แต่พี่สาวกับน้องชาย
ภายในบ้าน เลิ่งยี่ขยับตัวนั่งห้อยขาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย สัมผัสทั้งห้าของนางช่างดียิ่ง ได้ยินแม้กระทั่งเสียงพูดคุยของชาวบ้าน ไม่นึกว่าพลังยุทธจะตามติดมากับวิญญาณของนาง หลังจากที่ผ่านความหนาวเหน็บมาแปดร้อยปี เลิ่งยี่รู้ซึ้งอย่างยิ่งยวด ว่าการต้องรับกรรมมันทรมานเพียงใด เมื่อมีโอกาสได้เกิดใหม่ นางจึงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบ ไม่อยากกลับไปเป็นนางมารฆ่าคนเป็นผักปลาอีก คิดแล้ว เลิ่งยี่จึงผนึกประสาทสัมผัสของตัวเอง ก่อนจะลุกจากเตียง
หมู่บ้านเฮ่อเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ราวหนึ่งฉิง มีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ สองร้อยหลังคาเรือน ทิศใต้อยู่ติดเทือกเขา ทิศตะวันออกห่างไปไม่ไกลมีแม่น้ำไหลผ่าน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ชีวิตความเป็นอยู่นับว่าไม่ได้ดีมากนัก
หน้ากระท่อม เลิ่งยี่กวาดมองไปรอบๆ พลางสูดหายใจเข้าอย่างแรง หลับตาดื่มด่ำกับทุกสรรพสิ่งรอบกาย แทบไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เมื่อชื่นชมจนพอใจแล้ว ก็สาวเท้าตรงไปยังโอ่งน้ำ หลังจากล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยถึงได้เดินเข้าไปในเพิงไม้ไผ่
เจิ้งซูเห็นพี่สาวเดินเข้ามา พลันก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด เลิ่งยี่พอจะอ่านความคิดเขาออก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างที่จางหวั่นอี้มักใช้กับน้องชาย “เมื่อคืนฝนตกหนัก น้ำในแม่น้ำน่าจะเอ่อล้นตลิ่ง เสี่ยวซูพวกเราไปจับปลากัน” เอ่ยจบนางก็สาวเท้าออกจากโรงครัว เจิ้งซูรีบก้าวตามไปโดยไม่ถามไถ่
หลังจากบิดามารดาสิ้น จางหวั่นอี้กลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว นางต้องทำงานหนัก เพื่อให้น้องๆ ได้มีอาหารประทังชีวิต ไม่ว่าใครจะจ้างทำอันใด เหนื่อยหนักแค่ไหนไม่เคยปริปากบ่น ยอมลำบากตรากตรำทำงานเพื่อแลกกับเศษอาหาร
เจิ้งซูโตกว่าลู่ปิงย่อมเห็นทุกอย่าง จึงรักและเคารพพี่สาวคนนี้มาก ขอเพียงหวั่นอี้สั่งคำเดียว เขาจะทำตามทันที ตอนนี้ก็เช่นกัน เจิ้งซูเดินตามหลังพี่สาวไปเงียบๆ ไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย ว่านางจะจับปลาได้อย่างไร
การกระทำของเขาทำให้เลิ่งยี่รู้สึกพอใจยิ่ง เดิมทีนางไม่ชอบเด็ก เพราะพวกเด็กๆ ที่นางเคยพบ ล้วนเป็นพวกเอาแต่ใจ ดื้อด้าน ทำให้รู้สึกรำคาญทุกครั้งที่เห็น แม้ว่าเลิ่งยี่จะเคยเป็นเด็ก ทว่านางกลับมิได้เติบโตมาอย่างเด็กทั่วไป อายุสี่ปี ถูกบิดาทิ้งไว้บนเกาะร้าง แปดปีถูกโยนเข้าไปในด่านโลกันตร์ สิบห้าปี ขึ้นนั่งตำแหน่งประมุขพรรคมาร นางไม่เข้าใจเด็กคนอื่นย่อมมิใช่เรื่องแปลก
สำหรับเจิ้งซู เลิ่งยี่รับรู้ได้ว่าเขาแตกต่างจากเด็กคนอื่น เด็กคนนี้เป็นคนมีจิตใจเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว ความคิดความอ่านโตเกินวัย นับว่าใช้ได้เลยทีเดียว
เลิ่งยี่ก้าวเดินไปพลางชื่นชมบรรยากาศโดยรอบ แม้ว่าในหมู่บ้านจะไม่ได้มีอะไรน่าสนใจ ทว่าในสายตาของนางทุกอย่างล้วนดีงามหมด หลังจากเดินผ่านหมู่บ้านได้ไม่ไกลก็มาถึงริมแม่น้ำ
“ตรงนี้เหมาะยิ่ง” เลิ่งยี่หันไปยิ้มให้เด็กชายเบื้องหลัง ก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงไปในน้ำ
เจิ้งซูมองพี่สาวด้วยความกังวล ก่อนหน้านี้ เคยมีคนถูกน้ำพัดหายไปจนหาศพไม่เจอ เขาอดที่จะเอ่ยเตือนไม่ได้ “พี่ใหญ่ ท่านอย่าลงไปลึกนัก น้ำในแม่น้ำเชี่ยวมาก ระวังจะถูกพัดไป”
เลิ่งยี่ยังคงก้าวลงไปในแม่น้ำจนกระทั่งน้ำสูงท่วมเอวถึงได้หยุด ดวงตาคู่งามหลับลง ยืนนิ่งประหนึ่งรูปปั้น พริบตาหลังจากนั้นฝ่ามือเรียวบางก็เคลื่อนไหว อึดใจต่อมาปลาตัวใหญ่พลันถูกโยนขึ้นมาบนฝั่ง เจิ้งซูรีบเข้าไปตะครุบไว้ตามสัญชาตญาณ ทั้งๆ ที่มองไม่ทันด้วยซ้ำว่าปลาตัวนี้ลอยมาได้อย่างไร รู้เพียงมันมาจากทิศทางที่พี่สาวยืนอยู่
เลิ่งยี่ตะโกนขึ้นมาว่า “เจ้ารู้วิธีร้อยปลาหรือไม่”
“มะ..ไม่รู้ขอรับ” เจิ้งซูตอบพลางปล้ำกับปลาตัวใหญ่บนพื้น จนเนื้อตัวมีแต่ดินโคลน ปลาตัวนี้ใหญ่เท่าครึ่งตัวของเขา ซ้ำยังมีเรี่ยวแรงมหาศาล ครีบแหลมคมของมันบาดเข้าตามเนื้อตามตัวของเจิ้งซูอยู่หลายแผล แต่เขากลับไม่คิดยอมแพ้
เลิ่งยี่รับรู้สถานการณ์ด้านบนได้โดยที่ไม่ต้องหันกลับมามอง นางถอนใจคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นฝั่ง หยิบท่อนไม้เดินตรงไปหาเจิ้งซู
“หลบไป”
เจิ้งซูรีบผละออก ทันทีที่เขาออกไปพ้นรัศมี เลิ่งยี่ก็ทุบลงบนหัวปลาจนมันแน่นิ่ง เจิ้งซูมองนางอย่างตกตะลึง พี่สาวที่แม้แต่มดสักตัวยังไม่กล้าฆ่า กลับทุบหัวปลาด้วยหน้าตาเฉยเมย จู่ๆ เขาพลันรู้สึกหวาดกลัวคนตรงหน้าขึ้นมา
เลิ่งยี่รู้สึกผิดอยู่บ้างที่ทำให้เขาตกใจ จึงกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า “เสี่ยวซู เจ้าเลือดออก รีบนำปลากลับบ้านไปล้างแผลก่อนเถิด ที่พี่ใหญ่ต้องทุบปลาตัวนี้เพราะมันทำให้เจ้าบาดเจ็บ”
เพียงประโยคเดียวของนางก็ทำให้เจิ้งซูลืมเรื่องเมื่อครู่ไปสิ้น ที่แท้พี่ใหญ่ก็ทำไปเพราะเขา เจิ้งซูรีบเข้าไปอุ้มปลาอย่างขยันขันแข็ง “ได้ พี่ใหญ่ ข้าจะไปทำแผลก่อน แล้วค่อยกลับมาช่วยท่าน”
เลิ่งยี่พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม รอให้เด็กชายเดินจากไป นางถึงได้เดินกลับลงไปในน้ำ
เจิ้งซูอุ้มปลาตัวใหญ่หนักราวห้าชั่งเดินกลับบ้านอย่างทุลักทุเล ทว่าเขากลับไม่คิดหยุดพัก สิ่งที่เขาหวาดกลัวหาใช่ความเหน็ดเหนื่อย แต่กลัวว่าจะมีคนพบเห็นแล้วแย่งปลาไป และความหวาดกลัวของเจิ้งซูดูเหมือนกำลังจะเป็นจริง
บนเส้นทางเดียวกันนั้น ห่างไปไม่ไกล เด็กหนุ่มสามคนรีบวิ่งปรี่เข้ามาหาเจิ้งซู ผู้ที่วิ่งนำหน้า มีนามว่า สุ่ยหว๋ากัง บุตรชายคนเล็กของบ้านสุ่ย ตระกูลผู้มีอันจะกินที่สุดในหมู่บ้าน เจิ้งซูคิดจะวิ่งหนีก็ไม่ทันการแล้ว พวกเขามาถึงเร็วยิ่ง
สุ่ยหว๋ากังหยุดยืนเบื้องหน้า สายตาจับจ้องเพียงปลาตัวใหญ่ ไม่ได้สนใจมองเจิ้งซูเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวเสียงเข้ม “ส่งปลาตัวนั้นมาให้ข้า!”
เจิ้งซูพบเจอสถานการณ์เช่นนี้อยู่หลายครา ทุกครั้ง เขาจะยอมให้หว๋ากังเสมอเพราะไม่อยากสร้างปัญหา ทว่าครานี้กลับต่างออกไป ปลาตัวนี้พี่สาวอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายลงไปจับมา เขาจะยอมให้ใครแย่งไปได้อย่างไร เจิ้งซูตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว “ข้าไม่ให้!”
หว๋ากังไม่คิดว่าเด็กชายจะกล้าปฏิเสธ ใบหน้าจึงฉายความไม่พอใจ ตะคอกเสียงดุดัน “เจ้าจะส่งให้ข้าดีๆ หรือต้องถูกทุบตีก่อน!”
เจิ้งซูถอยหลังไปก้าวหนึ่ง สองแขนกอดกระชับปลาแน่น สีหน้าท่าทางบ่งบอกชัดเจน ว่าต่อให้ตาย เขาก็ไม่ยอมให้
หว๋ากังเห็นอย่างนั้นพลันยิ่งเดือดดาล ตบเข้าที่ใบหน้าของเจิ้งซูอย่างแรงจนเด็กชายล้มทั้งยืน ทว่าสองแขนกลับมิยอมปล่อยปลา สองคนที่ตามมารีบเข้าไปยื้อแย่ง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็มิอาจเอาปลาออกมาได้
“มารดามันเถอะ! ไอ้เด็กตัวเหม็น อยากตายนักใช่หรือไม่! ได้ๆ” หว๋ากังสบถเสียงดังด้วยความโกรธ ปรี่เข้าไปกระทืบร่างของเจิ้งซู ทั้งสามพากันรุมกระทืบอย่างสนุกสนาน กระทั่งเด็กน้อยแน่นิ่ง “ฮึ! เป็นแค่เด็กกำพร้า กล้ามาทำอวดดีกับข้าหรือ!” หว๋ากังถ่มน้ำลายใส่ร่างไร้สติก่อนจะพากันเดินจากไป
#3
ปลาตัวใหญ่เพียงนี้ ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ในตอนที่หว๋ากังและพวกเดินผ่านหมู่บ้านจึงกลายเป็นจุดสนใจไม่น้อย
เลิ่งยี่จับปลาตัวใหญ่ได้อีกสองตัว ทีแรกนางจะจับเพิ่มอีก ครั้นนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนเองเป็นใคร เลยจำใจต้องรามือ เลิ่งยี่ไม่ได้ทุบหัวปลาเหมือนตัวแรก เพียงบีบเข้าที่จุดตายของมัน ก่อนจะนำเถาวัลย์มาถักเป็นเชือกร้อยปลาสองตัวเข้าด้วยกัน จากนั้นพันไว้ที่ปลายไม้แบกกลับบ้าน ระหว่างทาง นางพลันหยุดเดินกะทันหัน เพ่งสัมผัสไปเบื้องหน้า แม้จะห่างไปราวแปดสิบจั้ง ทว่าการมองเห็นของนางกลับเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม
คิ้วของเลิ่งยี่ขมวดมุ่น รีบวิ่งตรงไปยังร่างที่นอนหมดสติ มาถึงก็รีบกวาดสัมผัสไปทั่วร่างของเจิ้งซูทันที อาการบาดเจ็บภายในค่อนข้างสาหัสเลยทีเดียวสำหรับเด็กน้อยวัยเก้าปี เลิ่งยี่รีบแบกเขาขึ้นหลังพร้อมปลาในมือเดินกลับบ้านอย่างเร่งรีบ
เดิมทีขามาไม่มีใครสนใจสองพี่น้อง ทว่าขากลับทุกคนต่างพากันมองมาที่พวกเขาเป็นตาเดียว แต่สิ่งที่ชาวบ้านสนใจหาใช่คน กลับเป็นปลาตัวใหญ่สองตัว
เมื่อครู่ที่เห็นหว๋ากังถือมา หลายคนยังไม่ทันคลายความอิจฉาริษยาลง พอมาเห็นปลาในมือลูกกำพร้าตระกูลจางย่อมต้องอยากแย่งชิง
นางฮุ่ยผู้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้ของหวั่นอี้รีบวิ่งไปตามสามี พอจางอู่เต้าออกมาเห็นก็รีบเดินปรี่เข้าไปหาหลานสาว ชาวบ้านที่อยากได้ปลาบางคนรีบเดินตามครอบครัวตระกูลจางเข้าไป
อู่เต้าก้าวเข้าไปยืนขวางหน้า ไม่แม้แต่จะถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ไม่สนใจแม้กระทั่งเด็กชายที่ถูกแบกอยู่บนหลัง
ต่อให้ไม่มีความทรงจำของร่างเดิม เลิ่งยี่ก็พอคาดเดาได้ว่าคนตรงหน้าเป็นคนเช่นไร
อู่เต้ากล่าวกึ่งบังคับว่า “ส่งปลามาให้ข้า!”
เลิ่งยี่ถอนหายใจคราหนึ่ง กวาดมองผู้คนที่พากันมารุมล้อมนาง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดชาวบ้านเหล่านี้ถึงได้มีใจคอคับแคบกันนัก มิใช่ว่าควรอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยหรอกหรือ หรือว่าแต่เดิมพื้นฐานจิตใจมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ คิดแล้ว เลิ่งยี่ก็เอ่ยกับคนตรงหน้าอย่างใจเย็น “ท่านลุง โปรดหลบทางให้ข้าด้วย เสี่ยวซูบาดเจ็บ ข้าต้องรีบพาเขากลับบ้าน”
นางฮุ่ยเกรงสามีจะใจอ่อน จึงชิงพูดขึ้น “เจ้าจะไปก็ได้แต่ต้องทิ้งปลาสองตัวนั้นไว้!”
เลิ่งยี่ถอนหายใจอีกครา พยายามสกัดกั้นโทสะที่กำลังจะปะทุ สุดท้ายนางก็เลือกที่จะโยนปลาในมือทิ้งแล้วแบกเจิ้งซูเดินจากไป ครั้นออกมาได้ครึ่งทาง ใบหน้าของนางพลันปรากฏรอยยิ้ม ในที่สุดนางก็สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ต่อไป นางคงใช้ชีวิตได้อย่างสงบ เลิ่งยี่คิดอย่างอารมณ์ดี ไม่ได้รู้เลยว่า ปลาสองตัวที่นางทิ้งไว้ เวลานี้กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้ทั้งหมู่บ้าน
ญาติตระกูลจางหาได้มีเพียงจางอู่เต้า ยังมีญาติห่างๆ อีกหลายครัวเรือน พอปลาสองตัวถูกโยนลงพื้น ทุกคนพากันจ้องตาเป็นมัน ยังไม่ทันที่อู่เต้าจะได้คว้าจับ ชายร่างใหญ่ผู้หนึ่งก็เข้ามาอุ้มปลาไปกอดไว้ พลางกล่าวเสียงดัง “ปลาสองตัวนี้เป็นของข้า!”
ชาวบ้านที่ยืนอยู่ไหนเลยจะยอม ปลาในแม่น้ำใช่จะหากันได้ง่ายๆ เพราะน้ำในแม่น้ำไม่เพียงจะเชี่ยวมาก ใต้น้ำยังเป็นน้ำวน อีกทั้งยังหนาวเย็น ใครจะกล้าเอาชีวิตไปเสี่ยง เต็มที่ก็ได้เพียงปลาเล็กปลาน้อยที่มาตายเกยฝั่ง อาหารชั้นดีที่หายากเช่นนี้นี้ ใครบ้างไม่อยากได้ ไม่นานก็เกิดการลงไม้ลงมือ รุนแรงถึงขั้นได้เลือด
เลิ่งยี่ย่อมไม่รับรู้เรื่องที่เกิดขึ้น หลังจากใช้พลังปราณรักษาอาการบาดเจ็บภายในของเจิ้งซูเรียบร้อย นางก็หันไปสั่งลู่ปิง “เสี่ยวปิง พี่ใหญ่จะขึ้นเขาไปหาสมุนไพรมารักษาบาดแผลให้พี่รองของเจ้า เจ้าช่วยดูแลเขาสักครู่ได้หรือไม่”
ลู่ปิงพยักหน้ารัวๆ ถึงเขาจะยังเด็ก วัยเพียงหกปี แต่นับว่ารู้ความยิ่ง ตอนที่เห็นพี่ชายถูกพี่สาวแบกกลับมา เด็กน้อยมิได้ตกใจจนลนลาน ทั้งยังช่วยเตรียมผ้าชุบน้ำมาเช็ดเนื้อเช็ดตัวให้พี่ชาย เลิ่งยี่เห็นการกระทำของเด็กทั้งสองแล้ว รู้สึกดีกับเด็กๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายส่วน นางลูบศีรษะลู่ปิงอย่างเอ็นดู ก่อนจะก้าวเท้าออกจากบ้าน
พ้นหลังพี่สาวลู่ปิงน้อยก็รีบออกไปต้มน้ำ เผื่อไว้ให้พี่ชายอาบในยามที่เขาตื่น
ไม่นานเลิ่งยี่ก็กลับมาพร้อมสมุนไพร ส่วนเจิ้งซูฟื้นคืนสติอาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว
สองพี่น้องเห็นนางเดินผ่านประตูเข้ามา ก็ขานเรียกพร้อมกัน “พี่ใหญ่”
เลิ่งยี่พยักหน้าให้พวกเขาด้วยรอยยิ้ม หันไปกล่าวกับเจิ้งซู “เจ้าพักผ่อนสักครู่ เดี๋ยวพี่ใหญ่บดสมุนไพรใส่แผลให้”
เจิ้งซูหาได้สนใจอาการบาดเจ็บของตัวเอง เขาก้มหน้าลง กล่าวอย่างรู้สึกผิด “พี่ใหญ่ ข้าขอโทษ ปลานั่น…”
ไม่รอให้เขาเอ่ยจบ เลิ่งยี่ก็เดินมาลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน กล่าวปลอบโยนว่า “แค่ปลาตัวเดียว ต่อไปอย่าได้เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงอีก เดี๋ยวใส่ยาให้เจ้าเสร็จแล้ว พี่ใหญ่จะออกไปจับมาให้เจ้าใหม่”
เจิ้งซูยังคงมีสีหน้ากังวล ท่าทางคล้ายอยากจะพูดอะไรต่อ เลิ่งยี่อ่านความคิดของเขาออก จึงกล่าวเพื่อให้เขาสบายใจ “ไม่ต้องห่วง ขากลับพี่ใหญ่จะไม่เดินผ่านหมู่บ้านจะได้ไม่ถูกแย่งปลาไปอีก”
พอได้ยินพี่สาวพูดเช่นนั้น เจิ้งซูถึงได้ยอมนอนลง เลิ่งยี่บดสมุนไพรเสร็จก็นำมาใส่แผลให้เขา จากนั้นต้มสมุนไพรให้เขาดื่ม รอให้เจิ้งซูหลับ นางก็หันไปสั่งลู่ปิง “เสี่ยวปิง ดูแลพี่รองเจ้าให้ดี เดี๋ยวพี่ใหญ่กลับมา”
ลู่ปิงน้อยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง นั่งเฝ้าข้างเตียงไม่ยอมขยับ
เลิ่งยี่หายไปไม่ถึงชั่วยามก็กลับมาพร้อมกับปลาตัวใหญ่ห้าตัว จัดการเผาปลาตัวหนึ่งอย่างชำนาญ ปลาสดใหม่เพียงนี้ ต่อให้ไม่มีเครื่องปรุงรส ก็กลายเป็นอาหารชั้นเลิศได้ มื้อนี้จึงเป็นมื้อที่วิเศษสุดสำหรับเจิ้งซูและลู่ปิง ตั้งแต่บิดามารดาเสียไป พวกเขาไม่เคยได้กินอิ่มเช่นนี้มาก่อน
ส่วนปลาที่เหลือเลิ่งยี่จัดการแล่เนื้อเพื่อทำปลาตากแห้ง เพียงเท่านี้พวกเขาก็มีอาหารกินไปอีกหลายวัน พอท้องอิ่ม เลิ่งยี่ก็เริ่มคิดทบทวนเรื่องการใช้ชีวิตในฐานะจางหวั่นอี้
อย่างแรกนางคงต้องหาเงินก่อน จากนั้นปลูกบ้านใหม่ เพราะกระท่อมหลังนี้เพียงสร้างไว้พักพิงชั่วคราว หลังจากที่บ้านเดิมถูกหิมะถล่ม ยังดีว่าตอนนั้น ตระกูลจางยังมีคนใจดีหลงเหลืออยู่ เป็นท่านอาห่างๆ ที่อยู่ต่างเมือง เด็กกำพร้าทั้งสามถึงได้มีที่ซุกหัวนอน เลิ่งยี่ค่อยๆ วางแผนชีวิตอย่างเป็นขั้นเป็นตอน คิดว่าพรุ่งนี้นางคงต้องไปเดินสำรวจในเมือง
ขณะที่เลิ่งยี่กำลังดื่มด่ำกับชีวิตสงบสุขอยู่นั้น พวกชาวบ้านก็พากันแห่มาที่กระท่อมของนาง ผู้นำคือ เถียนจง หัวหน้าหมู่บ้าน ตามด้วยคนตระกูลจาง และชาวบ้านที่ทะเลาะวิวาทแย่งปลา กระทั่งคนบ้านสุ่ยและสุ่ยหว๋ากังยังตามมา