โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(มี E-Book) บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 08 มี.ค. 2567 เวลา 05.35 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2567 เวลา 05.35 น. • ชาเขียวหวานนน้อย
‘จางหนิงอ้าย’ ผู้นี้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณ เพื่อหลุดพ้นจากคำครหา ‘สวะของตระกูล’ คือเขาต้องเป็นผู้ฝึกตนที่มีความแข็งแกร่งและอยู่เหนือผู้คนในยุทธภพให้ได้

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายวายจีนโบราณ

บุปผากลางใจจอมจักรพรรดิ

‘นที พัชรวงศ์เศวต’ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงที่มีงานอดิเรกเป็น ‘นักฆ่า’ ได้เข้ามาอยู่ในร่างของ ‘หนิงอ้าย’ คุณชายใหญ่ตระกูลจางผู้อ่อนแอที่จากไปด้วยอายุเพียงแค่สิบสี่ปี

จากความทรงจำของร่างเดิมทำให้รู้ว่า ‘หนิงอ้าย’ ผู้นี้ไร้ซึ่งพรสวรรค์ไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณ ดังนั้นเป้าหมายแรกในการหลุดพ้นจากคำครหาสวะของตระกูลคือเขาต้องเป็นผู้ฝึกตนที่มีความแข็งแกร่งและอยู่เหนือผู้คนในยุทธภพให้ได้…

นิยายเรื่องนี้แบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 พาร์ท 4 E-book

E-book เล่ม1 ( บทนำ - บทที่ 59 ) + 1 ตอนพิเศษ --> https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDI0MjA2NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI3NTE0NyI7fQ

E-book เล่ม2 ( บทที่ 60 - บทที่ 115 ) + 1 ตอนพิเศษ --> https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDI0MjA2NyI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjI4MjU3OSI7fQ

E-book เล่ม3 --> เดือนเมษายน 2567

E-book เล่ม4 --> เดือนกรกฎาคม 2567

** นิยายเรื่องนี้ไรท์ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่อง จอมยุทธ์ภูติถังซาน แต่ตัวละครและเนื้อหาไม่ได้อิงจากตัวเรื่องนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น ยังไงเปิดใจเข้ามาลองอ่านกันได้นะครับ **

ผู้แต่ง ชาเขียวหวานนน้อย

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. ๒๕๓๗

ระดับพลังวิญญาณ

พลังวิญญาณคือพลังลมปราณภายในร่างกายของผู้ฝึกตน ระดับพลังวิญญาณของผู้ฝึกตนเเบ่งออกเป็นสิบห้าระดับ แต่ละระดับแบ่งออกเป็นสิบขั้นย่อย ปรากฏเป็นสัญลักษณ์ดังนี้

ระดับ 1-3 ขั้นต้น หนึ่งวงแหวนเวทย์

ระดับ 4-6 ขั้นกลาง สองวงแหวนเวทย์

ระดับ 7-9 ขั้นสูง สามวงแหวนเวทย์

1.ก่อเกิดวิญญาณระดับ 1-10 ไม่มีวงแหวนเวทย์

2.ขุนพลวิญญาณระดับ 11-19 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีขาว

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 1,000 ปี

3.ขุนนางวิญญาณระดับ 20-29 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีเขียว

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 2,000 ปี

4.จักรพรรดิวิญญาณระดับ 30-39 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีเหลือง

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 4,000 ปี

5.เทวะวิญญาณระดับ 40-49 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีส้ม

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 8,000 ปี

6.ราชันวิญญาณระดับ 50-59 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีชมพู

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 10,000 ปี

7.เทพยุทธ์วิญญาณระดับ 60-69 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีแดง

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 30,000 ปี

8.เทพสวรรค์วิญญาณระดับ 70-79 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีฟ้า

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 60,000 ปี

9.พรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 80-89 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีน้ำเงิน

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 80,000 ปี

10.มหาพรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 90-100 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีน้ำเงิน

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับไม่เกิน 100,000 ปี

11.อัครพรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 101-119 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีม่วง

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 200,000 ปี

12.มหาอัครพรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 120-130 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีดำ

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 400,000 ปี

13.เทพพรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 130-150 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีเงิน

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 600,000 ปี

14.มหาเทพพรหมยุทธ์วิญญาณระดับ 150-170 สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีทอง

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุไม่เกิน 800,000 ปี

15.เทพบรรพกาล(ตำนาน) ระดับ 170 เป็นต้นไป สัญลักษณ์วงแหวนเวทย์สีรุ้ง

-กระดูกวิญญาณเหมาะสมในการดูดซับอายุ 1,000,000 ปีเป็น ต้นไป

กระดูกวิญญาณ

กระดูกวิญญาณจะพบเจอในสัตว์อสูรที่มีความพิเศษทางสายเลือดหรือสัตว์อสูรมายาเป็นต้นไป สำหรับการประสานกระดูกวิญญาณเข้ากับร่างกายสามารถทำได้ทั้งหมดเจ็ดส่วนดังนี้

1.ศีรษะ 1 ส่วน

2.ดวงตาซ้าย/ขวา 2 ส่วน

3.เเขนซ้าย/ขวา 2 ส่วน

4.ขาซ้าย/ขวา 2 ส่วน

ผู้ฝึกตนแต่ละระดับสามารถดูดซับกระดูกวิญญาณได้อายุสูงสุดตามพลังวิญญาณในขณะนั้น สำหรับผู้ฝึกตนระดับขุนพลวิญญาณเป็นต้นไป หากไม่พบกระดูกวิญญาณที่สนับสนุนวิญญาณยุทธ์ต้นกำเนิดหรือพึงพอใจก็สามารถเลือกดูดซับกระดูกวิญญาณในภายหลังได้เช่นกัน

ระดับนักปรุงโอสถ

ผู้ที่เข้าสู่วิถีหลอมสร้างปรุงโอสถจะถูกเรียกว่านักปรุงโอสถฝึกหัด หากสอบเลื่อนระดับเป็นนักปรุงโอสถได้สำเร็จจะมีสมญานาม แบ่งออกเป็น 10 ระดับดังนี้

นักปรุงโอสถระดับ 1-3 สมญานามปัญญาจารย์โอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 4-5 สมญานามวิญญาณจารย์โอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 6 สมญานามอัคราจารย์โอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 7 สมญาปรมาจารย์โอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 8 สมญานามมหาปราชญ์โอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 9 สมญานามเทพโอสถ

นักปรุงโอสถระดับ 10 สมญานามเซียนโอสถ(ตำนาน)

ระดับสมุนไพร

1.ระดับต่ำ

2.ระดับกลาง

3.ระดับสูง

4.ระดับเซียน

5.ระดับสวรรค์

ระดับศาสตราวุธและของวิเศษ

1.ระดับต่ำ

2.ระดับกลาง

3.ระดับสูง

4.ระดับตำนาน

5.ระดับต้นกำเนิด

ระดับของโอสถ

ความบริสุทธิ์ 1-3 ส่วน โอสถระดับต่ำ

ความบริสุทธิ์ 4-6 ส่วน โอสถระดับกลาง

ความบริสุทธิ์ 7-9 ส่วน โอสถระดับสูง

ความบริสุทธิ์เต็ม 10 ส่วน โอสถทิพย์

ประเภทและระดับพลังของสัตว์อสูร

ระดับพลังวิญญาณของสัตว์อสูรแบ่งออกเป็นระดับขั้นเหมือนผู้ฝึกตน เเต่การเลื่อนระดับในเเต่ละขั้นจะใช้เวลายาวนานกว่าผู้ฝึกตนหลายเท่าสิ่งที่ได้มานั่นคือความเเข็งแกร่งที่มากกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกัน เเบ่งออกตามความเเข็งแกร่ง การปลุกสติปัญญาและระดับพลังวิญญาณดังนี้

1.สัตว์อสูรปฐพี

(เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับก่อเกิดวิญญาณ)

2.สัตว์อสูรนภา

-ขั้นต่ำ (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับขุนพลวิญญาณ)

-ขั้นกลาง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับขุนนางวิญญาณ)

-ขั้นสูง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิวิญญาณ)

3.สัตว์อสูรมายา

-ขั้นต่ำ (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทวะวิญญาณ)

-ขั้นกลาง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับราชันวิญญาณ)

-ขั้นสูง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทพยุทธ์วิญญาณ)

4.สัตว์อสูรตำนาน

-ขั้นต่ำ (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์วิญญาณ)

-ขั้นกลาง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับระดับพรหมยุทธ์วิญญาณ)

-ขั้นสูง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับระดับมหาพรหมยุทธ์วิญญาณ)

5.สัตว์อสูรวิญญาณ

-ขั้นต่ำ (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับอัครพรหมยุทธ์วิญญาณ)

-ขั้นกลาง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับมหาอัครพรหมยุทธ์วิญญาณ)

-ขั้นสูง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทพพรหมยุทธ์วิญญาณ)

6.สัตว์อสูรบรรพกาล (ตำนาน)

-ขั้นต่ำ (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับมหาเทพพรหมยุทธ์วิญญาณ)

-ขั้นกลาง (เทียบได้กับผู้ฝึกตนระดับเทพบรรพกาล)

-ขั้นสูง (เทียบเท่าได้กับผู้ฝึกตนระดับมหาเทพบรรพกาล)

วิญญาณยุทธ์

วิญญาณยุทธ์จะมีการสืบทอดจากทางสายเลือดเท่านั้น สีของปราณธาตุจะบ่งบอกได้ถึงความเเข็งแกร่งของปราณธาตุต้นกำเนิดที่ครอบครอง แบ่งเป็นประเภทของวิญญาณยุทธ์ดังนี้

1.ประเภทสัตว์อสูร

2.ประเภทธรรมชาติ

3.ประเภทศาสตราวุธ

สายของวิญญาณยุทธ์

1.สายสนับสนุน

2.สายโจมตี

3.สายป้องกัน

4.สายควบคุม

สี่ปราณธาตุธรรมดา

1.ธาตุดิน (สีน้ำตาลเหลือง -สีน้ำตาลส้ม -สีน้ำตาลเเดง)

2.ธาตุน้ำ (สีฟ้า -สีคราม -สีน้ำเงิน)

3.ธาตุลม (สีเขียวอ่อน -สีเขียวน้ำตาล -สีเขียวเข้ม)

4.ธาตุไฟ (สีเหลือง -สีเหลืองส้ม -สีส้ม)

สามปราณธาตุพิเศษ

5.ธาตุพฤกษา(ไม้) (สีน้ำตาลอ่อน -สีน้ำตาลเเดง -สีน้ำตาลเข้ม)

6.ธาตุทอง(โลหะ) (สีขาวทอง -สีเงินทอง -สีทอง)

7.ธาตุพิษ (สีเหลืองดำ -สีเขียวดำ -สีม่วงดำ)

สองปราณธาตุในตำนาน

8.ทิวาธาตุ(แสง) (สีเหลืองทอง -สีส้มทอง -สีเเดงทอง)

9.รัตติกาลธาตุ(มืด) (สีดำขาว -สีดำเทา -สีดำทอง)

ปกติผู้ฝึกตนจะสามารถปลุกวิญญาณยุทธ์ได้เพียงหนึ่งเท่านั้น โดยเชื่อเป็นการสืบทอดจากฝั่งบิดาหรือฝั่งมารดาของตน แต่ใช่ว่าผู้ฝึกตนทุกคนจะมีวิญญาณยุทธ์ได้เพราะหากร่างกายไม่มีความสมดุลมากเพียงพอก็จะไม่สามารถเรียกใช้วิญญาณยุทธ์ได้เช่นกัน

ระดับบทเวทย์

เเบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

-บทเวทย์โจมตี

-บทเวทย์ป้องกัน

-บทเวทย์รักษา

เเบ่งเป็น 7 ระดับดังนี้

1.ระดับต่ำ

2.ระดับกลาง

3.ระดับสูง

4.ระดับเทวะ

5.ระดับสวรรค์

6.ระดับเซียน

7.ระดับบรรพกาล (ตำนาน)

สำนักศึกษาในมหาทวีปบูรพา

1.สำนักศึกษาเวหาธาราสวรรค์

-ตั้งอยู่ตรงมหานทีอันเป็นหัวใจหลักของทวีปมหาบูรพา

2.สำนักศึกษาพิภพเทวะนิรันดร์

-ตั้งอยู่ตรงบริเวณส่วนทิศตะวันออกของมหาทวีปบูรพา

3.สำนักศึกษาเหมันต์พันตะศักดิ์สิทธิ์

-ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางตอนเหนือสุดของมหาทวีปบูรพา

4.สำนักศึกษาหมื่นเพลิงอัสนี

-ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางทิศใต้ของมหาทวีปบูรพา

5.สำนักศึกษาอาศรมบรรพต

-ตั้งอยู่ตรงบริเวณทางทิศตะวันตกของมหาทวีปบูรพา

กล่องสมบัติของบรรพบุรุษตระกูลหวัง

-เคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆา (ฉบับจริง)

-เคล็ดวิชาก้าวย่างทะยานหมื่นลี้ (ฉบับจริง)

-เคล็ดวิชากระบี่สักกะดาราราย (ฉบับจริง)

-คัมภีร์มหาธาตุ (ฉบับจริง)

-จี้หยกทับทิม (เลือดของพญาหงส์แดงอัคคีสุริยะมหาสวรรค์)

-โอสถปลุกพลังวิญญาณ (โอสถทิพย์)

-กระดูกวิญญาณอสรพิษเหมันต์บรรพกาล

ศิษย์ตำหนักศาสตร์แห่งการรักษา

-ศิษย์พี่ใหญ่อายุยี่สิบห้าปี นามว่า โจวเซิน

-ศิษย์พี่รองอายุยี่สิบห้าปี นามว่า เกาเจิน

-ศิษย์พี่สามอายุยี่สิบสี่ปี นามว่า ซุนหลิง

-ศิษย์พี่สี่อายุยี่สามปี นามว่า เหยียนฮุ่ย

-ศิษย์พี่ห้าอายุยี่สิบสองปี นามว่า ไป๋เหลียนฮวา

-ศิษย์พี่หกอายุยี่สิบปี นามว่า หลิวหลวน

ฐานะศิษย์ในสำนัก

ศิษย์สายนอก -ไม่มีอาจารย์สั่งสอนจนกว่าจะเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในได้ ซึ่งจะต้องมีพลังวิญญาณอยู่ในระดับจักรพรรดิวิญญาณเป็นต้นไป

ศิษย์สายใน -สามารถสอบเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายหลักได้ ซึ่งศิษย์สายในจะได้รับการบ่มเพาะสั่งสอนจากบรรดาเหล่าคณาจารย์ในตำหนัก

ศิษย์หลัก -จะได้รับเลือกจากผู้อาวุโสสูงสุดของแต่ละตำหนักเพื่อฝึกฝนเป็นศิษย์สายตรงสืบทอดของตน ซึ่งสามารถรับได้สูงสุด 5 คนเท่านั้น

ศิษย์สืบทอด -จะได้รับการคัดเลือกจากเจ้าตำหนักโดยตรง อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์ตามคำที่ว่าพบเห็นศิษย์สืบทอดที่ใดประหนึ่งเห็นเจ้าตำหนัก นอกจากจะได้รับทรัพยากรบ่มเพาะขั้นสุดยอดแล้วยังสามารถไปได้ในทุกพื้นที่ในสำนักศึกษาได้อย่างไม่จำกัดเช่นกัน

**เครื่องหมายแสดงตัวตนที่บ่งบอกถึงสังกัดคือชุดและป้ายหยกประจำตัว**

เวลาในเรื่อง

1 เค่อเทียบเท่ากับ 15 นาที

1 ชั่วยามเทียบเท่ากับ 2 ชั่วโมง

-ยามจื่อ 23.00 – 24.59 น.

-ยามโฉ่ว 01.00 – 02.59 น.

-ยามอิ๋น 03.00 – 04.59 น.

-ยามเหม่า 05.00 – 06.59 น.

-ยามเฉิน 07.00 – 08.59 น.

-ยามซื่อ 09.00 – 10.59 น.

-ยามอู่ 11.00 – 12.59 น.

-ยามเว่ย 13.00 – 14.59 น.

-ยามเซิน 15.00 – 16.59 น.

-ยามโหย่ว 17.00 – 18.59 น.

-ยามซวี 19.00 – 20.59 น.

-ยามห้าย 21.00 – 22.59 น.

บทนำ

หากมีการจัดอันดับนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงที่อายุไม่เกิน30ปี เชื่อว่าต้องมี นที พัชรวงศ์เศวต อยู่ในรายชื่อเหล่านี้อย่างแน่นอน เพราะชายหนุ่มถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจที่มีความคิดนอกกรอบในการแก้ปัญหาเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่

ความสามารถในการระบุโอกาสความเป็นไปได้รวมไปถึงการแบกรับความเสี่ยงที่ต้องปรับตัวไปตามกลไกการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจไม่หยุดนิ่ง ความเป็นผู้นำของอีกฝ่ายที่ฉายชัดออกมาแม้อายุยังน้อยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีความแตกต่างจากนักธุรกิจคนอื่นในช่วงวัยใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก

ด้วยบุคลิกเฉพาะตัวและความสามารถพิเศษอีกหลายด้านของเขายังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนรอบข้างได้อย่างง่ายดาย มากไปกว่านั้นสิ่งสำคัญคือความสำเร็จตั้งแต่อายุยังน้อยของอีกฝ่ายไม่ได้มาโดยปราศจากความท้าทายและความพ่ายแพ้แต่อย่างใด เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้ย่อมผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาอย่างมากมายที่ไม่ต่างไปจากแบบทดสอบขีดจำกัดของความสามารถที่ผ่านไปได้อย่างสวยงามน่าชื่นชม

สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลให้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีชื่อของเขาได้กลายเป็นอีกหนึ่งนักธุรกิจหนุ่มผู้ประสบความสำเร็จที่โดดเด่นและน่าจับตามองเป็นอย่างมากคนหนึ่งที่ไม่เพียงได้รับการยอมรับจากพันธมิตรแวดวงนักธุรกิจ

เพราะทางด้านเทคโนโลยีชายหนุ่มก็สามารถพัฒนาระบบความมั่นคงของรัฐให้มีความเสถียรภาพมากขึ้นจนกลายเป็นแม่แบบโปรแกรมจนถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย รวมไปถึงผลงานในด้านต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อผู้คนหลายล้านชีวิตล้วนได้สร้างชื่อเสียงของเขาให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นหลายเท่า

นอกจากนั้นแล้วนทียังเป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์น่าดึงดูดและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ร่างกายสูงโปร่งสวมชุดสูทตัดเย็บอย่างดีเน้นให้เห็นรูปร่างท่าทางที่แสดงออกถึงความมั่นใจ ดวงตาเฉียบคมสะท้อนถึงความฉลาดและความมุ่งมั่น ใบหน้าหล่อเหลาประดับไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นน่าดึงดูด ด้วยบุคลิกที่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์นี้จึงได้สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่ผู้พบเห็นไม่ว่าจะไปที่ไหนก็ตาม ถือได้ว่าอีกฝ่ายเป็นชายหนุ่มในฝันของสาวน้อยใหญ่คงไม่เกินจริงไปนัก

อัตชีวประวัติที่ได้รับการเปิดเผยมีการระบุเอาไว้คร่าว ๆ ว่านที พัชรวงศ์เศวต เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาด้วยความยากลำบาก หลังจากอีกฝ่ายเรียนจบก็ได้ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจหนุ่มที่ประสบความสำเร็จแต่อายุสิบแปดปี นับว่าเป็นก้าวแรกที่ทำให้ทุกคนต่างรู้จักเขาคงไม่เกินจริงไปนัก

ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่ปรากฏอยู่ในสื่อได้ถูกนำเสนออย่างแพร่หลายเกี่ยวกับมูลนิธิต่าง ๆ ที่ชายหนุ่มได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ถ้อยคำที่ถูกถ่ายทอดได้กล่าวเน้นย้ำไว้ว่าการทำบุญไม่ใช่เพียงแค่การบริจาคเงินแต่ยังเกี่ยวกับการสละเวลาและการดูแลเอาใจใส่ เขาไม่เพียงแต่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นรู้จักการทำบุญเท่านั้น แต่ยังได้จุดประกายให้ทุกคนรู้จักการให้โดยไม่หวังผลอีกด้วย

สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทุกอย่างมันดูสมบูรณ์แบบเกินไปในความรู้สึกของเขา ในทางกลับกันเบื้องหลังของนทีได้มีอีกตัวตนหนึ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือการเป็นนักฆ่าเงาไร้สังกัดไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริง ผู้รักในความอิสระและเลือกรับงานเฉพาะที่พอใจหรืออยากเล่นสนุกเท่านั้น

แม้จะขึ้นชื่อว่านักฆ่าอาจดูเหมือนไม่มีศีลธรรมเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้วงานที่ชายหนุ่มเลือกรับมา เป้าหมายคือคนที่ชั่วจริง ๆ หรือคนทำร้ายผู้บริสุทธิ์รวมถึงการซื้อขายสิ่งเสพติดแต่ละภารกิจของเขาได้ทิ้งร่องรอยแห่งความลึกลับและความกลัวฝังไว้ในใจของคนพวกนั้นเอาไว้เป็นอย่างมากและไม่เคยมีคำว่าพลาดเลยซักครั้งหากเขาได้เลือกลงมือ

นอกจากค่าจ้างในแต่ละงานเขาจะสูงแล้วค่าหัวของเขาก็สูงเช่นกัน ว่าไปเถอะใครใช้ให้งานของเขาไปขัดแข้งขาพวกมีอำนาจมืดเหล่านั้น หลังจากที่นทีได้โลดแล่นอยู่ในวงการนักธุรกิจและนักฆ่ามาหลายปี

ชีวิตในทุกวันให้ความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเกินไปรวมไปถึงการสวมหน้ากากเข้าสังคมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ดังนั้นชายหนุ่มจึงค่อย ๆ ลดบทบาทของตัวเองและด้วยการวางแผนที่ดีเยี่ยมจึงไม่มีใครสังเกตได้เลยว่านักธุรกิจหนุ่มที่มีชื่อเสียงในระยะหลังมานี้แทบไม่ปรากฎตัวต่อหน้าสื่อเสียด้วยซ้ำ

ความจริงแล้วนทียังมีอีกความลับหนึ่งที่เป็นดั่งพรสวรรค์ที่ได้รับมาราวกับถูกลิขิตไว้ นอกจากร่างกายของเขาจะมีความแข็งแกร่งและความว่องไวด้วยสมรรถภาพเหนือชั้นกว่าคนธรรมดาทั่วไปอย่างก้าวกระโดดและมีประสาทสัมผัสทั้งห้าที่เหนือชั้นเฉียบคมเป็นอย่างมากแล้ว

หลายครั้งที่ชายหนุ่มมักจะเห็นภาพของเหตุการณ์ล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้น สิ่งนี้จึงทำให้เขาสามารถตั้งรับจัดการได้อย่างทันท่วงที ทักษะความพิเศษนี้เขารู้ตัวมาตั้งแต่ยังเด็กจำความได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงฝึกฝนพรสวรรค์นี้เป็นเวลายาวนานหลายปีจนเกิดความคุ้นชินและสามารถเรียกใช้ได้ตามใจนึก จนถึงขั้นที่ว่าเขาสามารถสะกดจิตผู้ที่มองตาอีกฝ่ายเพียงเสี้ยวนาทีหรือสามารถสร้างภาพหลอนให้กับฝ่ายตรงข้ามที่เขาต้องการได้อย่างง่ายดาย…

วันสุดท้ายของปีแน่นอนว่าทุกคนย่อมภาวนาเป็นสิ่งเดียวกันว่าขอให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น เสียงแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนชื่อดังทำให้รู้ว่าผู้ที่ติดต่อเข้ามาคือ แทนไท เพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอนานนับปีได้ส่งข้อความนัดเจอที่ร้านอาหารสุดหรูย่านใจกลางเมืองร้านหนึ่ง นทีที่ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองมีเวลาว่างมากเป็นพิเศษจึงตกลงพร้อมกับเดินทางไปยังร้านดังกล่าวเนื่องจากใกล้เวลานัดหมายแล้ว

เมื่อมาถึงแล้วบรรยากาศในห้องอาหารส่วนตัวนี้เป็นไปอย่างราบรื่น อาหารและเครื่องดื่มล้วนเป็นที่พอใจเป็นอย่างมาก แม้จะไร้ซึ่งบทสนทนามากมายตามที่ควรจะเป็นตามประสาเพื่อนสนิทที่พึ่งได้มาเจอกันในรอบปี แต่นั่นไม่ได้ทำให้เกิดความอึดอัดกับพวกเขาทั้งสองคนแต่อย่างใดคล้ายกับว่าต่างฝ่ายต่างคุ้นชินกันเสียอย่างนั้น

ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามปกติก็จริง แต่กับนทีที่เคยเห็นภาพตรงหน้านี้นับครั้งไม่ถ้วนด้วยความสามารถพิเศษในการรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าในตลอดหลายเดือนมานี้ แม้จะคาดหวังบางอย่างอยู่ในใจลึก ๆ แต่คล้ายกับว่าคำขอจะไม่สัมฤทธิ์ผลเสียแล้ว

ร่างกายของเขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงไปโดยเฉียบพลันโดยที่ไม่ต้องสงสัยว่าสิ่งนี้คืออาการของคนที่โดนวางยาอย่างรุนแรง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรู้ว่าร่างกายของเขามีความแข็งแรงกว่าคนทั่วไปเพราะต้องใช้ปริมาณของยาที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าเขาจึงจะมีอาการแบบนี้ได้

“แน่ใจแล้วใช่ไหม?”

“…”

“เข้าใจแล้ว…ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะ”

“…”

ปัง!

เสียงของลูกกระสุนพุ่งเข้าตัดขั้วหัวใจอย่างแม่นยำพร้อมกับความรู้สึกเจ็บแปลบกลางหน้าอก ดวงตาคู่สวยเบิกตากว้างก่อนจะปิดลงคล้ายกับยอมรับสิ่งนี้ด้วยความยินดี

เสี้ยววินาทีนั้นยอมรับว่าไม่เข้าใจสักนิดว่าเขาได้ทำผิดพลาดหรือไม่ดีกับอีกฝ่ายตรงไหนกัน แทนไทถือเป็นข้อยกเว้นแทบทุกอย่างเสียด้วยซ้ำภายใต้เงื่อนไขความพิเศษนี้ที่อีกฝ่ายได้รับเป็นเพราะว่าตัวของนทีแอบชอบแทนไทเพื่อนสนิทคนนี้ แต่เขาได้เก็บเป็นความลับไม่กล้าบอกให้อีกฝ่ายได้รับรู้เพราะกลัวว่าความสัมพันธ์ที่เคยมีจะสิ้นสุดลงไม่เหลือแม้กระทั่งคำว่าเพื่อนที่รู้จักกันมานับสิบกว่าปี…

ใช่แล้ว…นทีเป็นไบ รสนิยมส่วนตัวของเขาได้ทั้งผู้หญิงหรือผู้ชายไม่แบ่งแยกและแอบชอบแทนไทเพื่อนสนิทคนนี้แต่ก็ทำได้แค่เก็บเป็นความลับไม่กล้าบอกให้อีกฝ่ายรู้ เพราะกลัวว่าทุกอย่างจะพังจนไม่เหลือแม้กระทั่งคำว่าคนรู้จัก จนเมื่อนทีได้ทบทวนตัวเองอย่างถี่ถ้วนในความรู้สึกเป็นอย่างดีแล้ว ประกอบกับได้ห่างกับอีกฝ่ายไปหลายปีจนคิดได้ว่าความรู้สึกที่มีเป็นของจริงสมควรแก่เวลาที่จะบอกเสียที

สำหรับคำตอบที่ได้จะเป็นอย่างไรเขาก็พร้อมยอมรับไม่เรียกร้องสิ่งใดทั้งสิ้น เเต่แทนที่จะได้สารภาพรักกลายเป็นว่ากลับถูกอีกฝ่ายยิงเข้าอย่างจัง มือของเขาล้วงเข้าไปสัมผัสแหวนเงินจากอกเสื้อพร้อมการ์ดที่เขียนความรู้สึกลงไป มันอาจจะดูแปลก ๆ เพราะทั้งที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปถึงไหนแล้วแต่นทีกลับเลือกที่จะเขียนการ์ดบอกความรู้สึกแทน เพราะมันดูคลาสิคโรแมนติกไม่น้อยในความรู้สึกของเขา

ความจริงแล้วนทีสามารถเปลี่ยนสถานการณ์นี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เพราะความสามารถพิเศษของเขาในตอนนี้ถึงขั้นที่ว่าสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตหรือสิ่งของได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่แล้วอย่างไรกันเพราะในตอนนี้ร่างกายเริ่มไม่รับรู้อะไรแล้ว

สิ่งสุดท้ายที่มองเห็นเพียงเลือนลางคือใบหน้าของแทนไทเพื่อนที่เขาแอบรัก ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเสียใจไหม แต่จากสายตาเย็นชาของอีกฝ่ายที่มองมาอย่างไร้ความรู้สึกราวกับว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาทั้งสองที่ผ่านมาไร้ซึ่งความหมายใด

ก่อนที่สติของนทีค่อย ๆ ดับลง ภาพของความทรงจำตลอดอายุ25ปีที่ผ่านมาได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด ความยากลำบากตั้งแต่ยังเด็กในฐานะของเด็กกำพร้าที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เส้นทางความรุ่งโรจน์ในฐานะของชายหนุ่มอัจฉริยะหรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียง

การสิ้นสุดของความสัมพันธ์ที่เขาเฝ้าภาวนาให้ไม่เกิดขึ้นอย่างเช่นวันนี้ น่าเสียดายที่แผนการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขที่วางไว้คงไม่ได้ทำตามเสียแล้ว สัญญาว่าหากได้เกิดใหม่อีกครั้งเขาจะใช้ชีวิตของตัวเองให้เต็มที่ สำหรับเรื่องของความรักเขาคงไม่คาดหวังและไม่ต้องการอีกแล้วหลังจากนี้…

บทที่1 ชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนไป

สัมผัสแรกที่รู้สึกคือความเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างกายในสัญชาตญาณการรับรู้ แต่ก่อนที่นทีจะตั้งสติมากกว่านี้ก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อที่คุ้นหูจนต้องฝืนลืมตาขึ้นด้วยความลำบาก เมื่อปรับสายตาให้มองเห็นชัดแล้วจึงเห็นเป็นสตรีผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียงที่เขานอนอยู่ สายตาของนางที่มองมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายชวนให้รู้สึกอุ่นใจและคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย

“หนิงเอ๋อร์ หนิงเอ๋อร์ ได้ยินเสียงของมารดาหรือไม่?” เสียงของสตรีเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วงเพราะเด็กหนุ่มสลบไปไม่ได้สติถึงเจ็ดวันเต็ม

“ท่านแม่…” นทีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งไปตามความคิดแรกที่ปรากฎขึ้น ก่อนที่จะขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความมึนงง เมื่อเห็นเช่นนั้นสตรีคนดังกล่าวจึงรีบป้อนน้ำให้กับเขาในทันที

“หนิงเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นขึ้นเสียที…” สตรีคนเดิมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวลพร้อมกับขยับเข้าใกล้มองสำรวจด้วยความเป็นห่วง นางใช้หลังมือลูบไล้ใบหน้าและลำคอของเด็กหนุ่มด้วยความกังวลที่ลดลงไปบ้างเล็กน้อย

แม้ว่าภายนอกของเด็กหนุ่มในตอนนี้ดูเหมือนปกติแล้วก็จริงแต่นางยังคงไม่วางใจสักเท่าไหร่ เพราะเดิมทีแล้วร่างกายของอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแรงมาก ในระยะหลังมานี้ยังเจ็บป่วยอยู่บ่อย ๆ จนน่าเป็นห่วงยิ่งนัก

“ข้าเป็นอันใดไปหรือขอรับ?” แม้ว่านทียังคงสับสนมึนงงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่ด้วยความคุ้นชินในการปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์จึงไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่เกิดขึ้นอาจดูไม่ทันให้ตั้งตัวไปบ้างแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินจะรับมือได้

“เดิมทีร่างกายของเจ้าก็ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้วจากการจมน้ำครั้งนั้น อย่างที่เจ้ารู้ว่าร่างกายของคนทั่วไปไม่ได้มีความแข็งแกร่งเฉกเช่นเดียวกันกับผู้ฝึกตน ยิ่งกับเจ้าที่สัมผัสไอเย็นไปมากในช่วงนี้จึงส่งผลให้เจ็ดวันก่อนอาการของเจ้าแย่ลงจนถึงขั้นสลบไม่ได้สติไป…” นทีที่ได้ยินดังนั้นจึงพอที่จะคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ร่างกายที่เขาได้มาอาศัยอยู่เห็นได้ว่าไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งยังผอมซีดจนดูน่ากลัว แต่นั่นอาจจะด้วยเพราะร่างกายนี้คงเจ็บป่วยมาเป็นเวลานานถึงได้มีอาการแบบนี้ก็เป็นได้

“แล้วเหตุใดข้าจึงไม่ใช่ผู้ฝึกตนเล่าขอรับ?” นทีถามกลับไปด้วยความสงสัย เพราะหากว่าโลกนี้มีผู้ฝึกตนแล้วย่อมมีเส้นทางมากมายที่จะทำให้คนผู้หนึ่งสามารถเป็นผู้ฝึกตนได้อย่างไม่ยากเย็น

“เรื่องนี้เจ้าลืมไปอย่างนั้นรึ? หลังจากที่ไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณในครั้งนั้นเจ้าก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย…” เยว่ซินถามกลับไป พร้อมกับครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ส่งผลให้บุตรชายของนางหันหลังให้กับเส้นทางของผู้ฝึกตน

“…”

“เจ้ายังรู้สึกไม่สบายตรงที่ใดอีกหรือไม่?” เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเงียบนิ่งไปนางจึงคิดว่าอีกฝ่ายคงเจ็บปวดในเรื่องราวที่เกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่องพูดคุยในเรื่องอื่นพร้อมกับถามถึงอาการของอีกฝ่ายอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

“ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว อีกทั้งตอนนี้ยังรู้สึกอยากอาบน้ำมากขอรับ…” นทีเอ่ยถึงความต้องการของตนไปเพราะตอนนี้เขารู้สึกเหนียวตัวเป็นอย่างมาก

นทีค่อย ๆ ฝืนยันกายลุกขึ้นนั่งโดยมีผู้เป็นมารดาช่วยประคองอยู่ไม่ห่าง ทางฝั่งของเยว่ซินมองเด็กหนุ่มด้วยความเป็นห่วงอยู่เต็มอก บุตรชายของนางตัวเล็กถึงเพียงนี้แต่กลับต้องแบกรับทุกอย่างเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับไหวได้

“เช่นนั้นเจ้ากินโจ้กเสียก่อนแล้วค่อยไปอาบน้ำแล้วกัน…” แม้ว่าเยว่ซินจะรู้สึกว่าเด็กหนุ่มพึ่งฟื้นคืนสติจึงยังไม่สมควรที่จะอาบน้ำ แต่เมื่อเห็นสายตาออดอ้อนที่มองมานางจึงอดไม่ได้ที่จะตามใจ

“เช่นนั้นข้าไปอุ่นโจ้กให้คุณชายใหญ่นะขอรับฮูหยิน” เสียงของเด็กหนุ่มอีกคนดังขึ้นจากตรงมุมห้อง ก่อนที่อีกฝ่ายจะหายไปด้วยความรวดเร็ว ก่อนที่เพียงชั่วครู่จะกลับเข้ามาอีกครั้ง

"โจ๊กที่ฮูหยินเตรียมไว้มาแล้วขอรับ…" เด็กหนุ่มคนเดิมเอ่ยขึ้น ก่อนที่ถอยกลับไปไม่ห่างมากนัก

"ขอบใจเจ้ามากลู่ซี…"

“หนิงเอ๋อร์กินโจ้กรองท้องสักนิด หลังจากอาบน้ำเสร็จจะได้กินยาและพักผ่อนอีกหน่อยคงจะดีขึ้นและหายดีในเร็ววัน…” เมื่อกล่าวจบลงหนึ่งสตรี หนึ่งเด็กหนุ่ม ค่อย ๆ พยุงตัวของนทีให้อยู่ในท่าทางที่พร้อมในการรับอาหาร

เยว่ซินผู้เป็นมารดาได้ป้อนโจ้กให้กับนทีอย่างเบามือ แม้ว่าเขาจะยังไร้เรี่ยวแรงไปสักหน่อยจึงมีความทุลักทุเลไปไม่น้อย สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำว่าร่างกายที่เขาเข้ามาอยู่ในตอนนี้มีความอ่อนแอเป็นอย่างมาก จากนั้นเยว่ซินได้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นตลอดเจ็ดวันมานี้ที่เขาไม่ได้สติ จึงทำให้นทีได้รับรู้เรื่องราวที่มากขึ้นถึงสถานการณ์ความเป็นไปในตอนนี้

ผ่านไปเพียงหนึ่งเค่อ นทีได้จัดการโจ้กตรงหน้านี้ไปเรียบร้อย มือเรียวบางรับถ้วยยาจากมารดายกขึ้นดื่มอย่างไม่อิดออดนี่จึงทำให้เยว่ซินที่เห็นจึงรู้สึกวางใจไปบ้าง จากนั้นนางได้กำชับลู่ซีให้ดูแลบุตรชายของตนให้ดีก่อนที่นางจะหายออกไปจัดการบางอย่างที่นางคิดว่าสมควรแก่เวลาเสียที…

“คุณชายจะอาบน้ำเลยหรือไม่? ข้าได้ต้มน้ำอุ่นเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วขอรับ…” ลู่ซีเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มดีใจเพราะคุณชายของตนนั้นดูมีเรี่ยวแรงกว่าก่อนหน้าเป็นอย่างมาก

“รบกวนเจ้าด้วยแล้วกัน…” นทีพยังหน้าตกลงพร้อมกับยกยิ้มออกมาเล็กน้อย เด็กหนุ่มตรงหน้าดูมีอายุราว ๆ สิบห้าปีแม้จะผอมไปหน่อยแต่ก็มีความสูงโปร่งดังเด็กหนุ่มทั่วไป หากผ่านพ้นช่วงวัยนี้คงเติบโตเป็นบุรุษที่มีรูปร่างสูงใหญ่เป็นแน่

"คุณชายยังรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบายตัวตรงที่ใดอยู่หรือไม่ขอรับ?"

"ตอนนี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจที่เป็นห่วง…"

“ให้ข้าช่วยประคองคุณชายนะขอรับ?” นทีที่ฝืนตัวลุกขึ้นด้วยความรวดเร็ว เพียงแต่ว่าเขาอาจจะดูถูกร่างกายนี้มากเกินไป เพราะเพียงแค่ก้าวเท้าลงจากเตียงนอนเท่านั้นเขาก็แทบที่จะล้มลงพื้น

“ร่างกายนี้ช่างบอบบางยิ่งนัก ช่างขัดใจเสียจริง!” นทีอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาก่อนที่ลู่ซีจะค่อย ๆ พยุงอีกฝ่ายไปยังส่วนด้านหลังที่กั้นฉากไว้สำหรับการอาบน้ำ ที่ก่อนหน้านี้ลู่ซีได้เตรียมน้ำถังใหญ่ไว้สำหรับชำระร่างกาย

“อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้คุณชายไม่ได้ขยับร่างกายไปถึงเจ็ดวันก็เป็นไปได้ เช่นนั้นให้ข้าช่วยอาบน้ำดีหรือไม่ขอรับ?” ลู่ซีเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ไม่รบกวนเจ้า…หากข้าเสร็จแล้วจะเรียกอีกทีแล้วกัน” แม้ร่างกายของเด็กหนุ่มที่เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างจะมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีก็จริง แต่กับเขาที่มีอายุถึงยี่สิบห้าปีแล้ว นทีจึงคุ้นเคยกับการช่วยเหลือตัวเองมากกว่า

“ขอรับคุณชาย” ลู่ซีรับคำของเด็กหนุ่มพร้อมกำชับไปอีกครั้งว่าหากมีสิ่งใดที่ต้องการช่วยเหลือให้เรียกได้ทันที แม้ว่าเขาจะแปลกใจเป็นอย่างมากทั้งในคำพูดและท่าทางที่เปลี่ยนไปของคุณชายที่เขาเฝ้าดูแลรับใช้มานานหลายปี…

'ไม่ใช่ความฝันอย่างนั้นเหรอเนี่ย?' นทีที่แอบหยิกแขนตัวเองเบา ๆ ความรู้สึกเจ็บตรงบริเวณดังกล่าวนั้นทำให้รู้ว่านี่เป็นความจริง

เงาสะท้อนที่เห็นทำให้รู้ว่าร่างกายที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่เป็นเด็กหนุ่มร่างเล็กที่มีใบหน้าชวนให้รู้สึกเอ็นดูแต่ทว่าแฝงไปด้วยความงดงามที่คล้ายคลึงกับเยว่ซินผู้เป็นมารดาไปเสียหลายส่วน เพียงแต่ร่างกายนี้ผอมซีดเป็นอย่างมากและมีแขนขาเรียวเล็กชวนให้รู้สึกบอบบางยิ่ง

เมื่อสำรวจร่างกายจนเป็นที่พอใจแล้วจากนั้นนทีได้ใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยามในการแช่ตัวอยู่ในน้ำอุ่นพร้อมกับค่อย ๆ ครุ่นคิดถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรมากนัก เพราะนี่อาจเป็นชีวิตใหม่ที่เขาเฝ้ารออยู่ก็เป็นไปได้…

“ขอบใจเจ้ามากนะลู่ซีที่คอยช่วยข้า…” เมื่อจัดการตัวเองเรียบร้อยนทีจึงได้เรียกให้อีกฝ่ายช่วยประคองกลับไปยังเตียงนอนที่ในตอนนี้ได้ถูกเปลี่ยนผ้าปูไปเรียบร้อยแล้ว

“สงสัยว่าหลังจากที่ข้าหายดีคงต้องออกกำลังให้หนัก ร่างกายนี้จะได้แข็งแรงกว่านี้…” นทีถอนหายใจออกมาเบา ๆ อย่างเสียไม่ได้

“เช่นนั้นข้าจะออกกำลังเป็นเพื่อนคุณชายดีหรือไม่ขอรับ? บริเวณด้านหลังของเรือนหลังนี้มีลานกว้างอีกทั้งมีอากาศที่บริสุทธิ์ยิ่ง…” ลู่ซีตอบกลับไปเพราะคิดว่าหากคุณชายของตนได้ออกกำลังร่างกายที่บอบบางนี้คงจะแข็งแรงขึ้นไม่น้อย

“หลังจากนี้คงต้องรบกวนเจ้าอย่างหนักแล้ว” นทีตอบกลับไปพร้อมกับยิ้มระบายเล็กน้อย

"ด้วยความยินดีขอรับ…"

"ลู่ซี…วันนี้วันที่เท่าไหร่?"

"เป็นวันที่สิบสอง เดือนลิ่วเย่ว (เดือนมิถุนายน) ขอรับ…" ลู่ซีตอบกลับคุณชายของตนในทันที

"ข้ามีเรื่องหนึ่งรบกวนเจ้า อาจเป็นเพราะข้าไม่ได้สติไปหลายวัน พอฟื้นขึ้นมาความจำคล้ายกับว่าเรือนลางในบางเรื่อง เจ้าช่วยเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับตัวข้าได้หรือไม่?" นทีถามออกมา แม้ว่าในตอนนี้ความทรงจำของร่างเดิมพอให้เขาพอรับรู้เรื่องราวบางสิ่งมากแล้ว แต่ก็มีบางส่วนที่ยังคงกระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อ นี่จึงเป็นวิธีเดียวที่เขาจะได้รู้เรื่องราวทั้งหมดนี้โดยเร็วที่สุด

"คุณชายจดจำได้เพียงบางสิ่งหรือขอรับ? แบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีแน่ ข้าต้องรีบแจ้งฮูหยินแล้วตามท่านหมอมาตรวจดูอาการของคุณชายเสียแล้ว…" ลู่ซีเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ

"ไม่ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เจ้าก็เห็นว่าเพียงเท่านี้ท่านแม่ก็เคร่งเครียดมากพอแล้ว อาการข้าก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นนั้น เอาละ! เจ้าเพียงเล่าเรื่องราวให้ข้าก็เพียงพอแล้ว" นทีรีบเอ่ยห้ามเด็กหนุ่มตรงหน้า เพราะเขาไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

"ขอรับ…" แม้ลู่ซีจะไม่เห็นด้วยกับความต้องการนี้ แต่เมื่อเห็นท่าทางคุณชายของตนแล้วจึงพยักหน้าพร้อมกับรับคำด้วยความเข้าใจ ก่อนที่เขาจะเริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับจางหนิงอ้ายผู้นี้ให้กับนทีได้รับฟัง…

บทที่2 สวะตระกูลจาง

ใครจะไปเชื่อว่าหลังจากตายแล้วแทนที่จะต้องไปชดใช้กรรมหรือข้ามสะพานไหน่เหอกินน้ำแกงยายเมิ่งเพื่อเกิดใหม่ เเต่กลายเป็นว่าวิญญาณของเขากลับเข้ามาอยู่ในร่างของจางหนิงอ้ายวัยสิบสี่ปี บุตรชายคนโตของจางเลี่ยงหวงที่ปัจจุบันเป็นประมุขตระกูลจางหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นหงส์แดง มีฮูหยินเอกคือหวังเยว่ซินมารดาของหนิงอ้ายและยังมีฮูหยินรองรวมไปถึงอนุอีกสามคน สำหรับบรรดาพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของหนิงอ้ายต่างมีอายุลดหลั่นกันไปเพียงหนึ่งหรือสองปีเท่านั้น หากจะเรียกว่าพี่น้องก็ไม่เต็มปากเพราะแทบไม่ผูกพันธ์รักใคร่กันเท่าใดนัก พี่น้องเหล่านั้นต่างพูดจาดูแคลนไร้ซึ่งความเคารพใดแต่เจ้าของร่างนี้ไม่เคยตอบกลับทั้งสิ้น

บรรดาพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันประกอบไปด้วย…

คุณชายใหญ่จางหนิงอ้าย

คุณชายรองจางเหยากวง

คุณหนูสามจางฝูเยว่

คุณหนูสี่จางลี่เหมย

คุณชายห้าจางหมิงหวัง

คุณหนูหกและคุณหนูเจ็ดเป็นแฝดหญิง

คนพี่จางเหมยกุ้ย

คนน้องจางเหมยฮวา

พี่น้องร่วมบิดาทั้งหกคนเมื่ออายุครบเจ็ดปีก็สามารถปลุกพลังวิญญาณได้ ในตอนนี้ทุกคนต่างเข้าศึกษาในสำนักผิงอานกันทั้งสิ้น มีเพียงจางหนิงอ้ายที่ไม่สามารถเข้าศึกษาในสำนักเนื่องด้วยไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณได้นั่นเอง

จางเลี่ยงหวง บิดาของจางหนิงอ้ายที่ในตอนนั้นดำรงตำแหน่งเป็น ผู้สืบทอดประมุขตระกูลจาง และว่าที่ เจ้าสำนักศึกษาผิงอาน ที่มีตระกูลจางหนุนหลัง ได้ตบแต่งหวังเยว่ซินเข้ามาเป็นฮูหยินเอกของตระกูลเพราะความเหมาะสมของชาติกำเนิด ด้วยนางเป็นถึงบุตรีของฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลหวังหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นเต่าดำ แม้บิดาสารเลวจะมีคนที่รักอยู่แล้วซึ่งคือ หวงลู่เอิน

แต่ด้วยความที่นางเป็นเพียงบุตรอนุของตระกูลรองชั้นสองจึงไม่เหมาะสมที่จะเชิดหน้าชูตาสักเท่าไหร่ อีกทั้งตระกูลหวงไม่ใช่ตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลของ แคว้นหงส์แดง จึงไม่สามารถแต่งนางเข้ามาเป็นฮูหยินเอกได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อนางหลังจากที่แต่งมารดาเขาเข้ามาหนึ่งปีจึงแต่งนางเข้ามาเป็นฮูหยินรองอีกทั้งอนุอื่น ๆ ตามเข้ามาเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอำนาจการปกครองให้มั่นคงมากยิ่งขึ้น

หวังเยว่ซิน หรือมารดาของจางหนิงอ้ายเป็นคุณหนูของตระกูลหวังหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ของแคว้นเต่าดำ ผู้ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นยอดพธูอันดับหนึ่งของแคว้นที่เพียบพร้อมไปด้วยฐานะของตระกูลใหญ่ รวมไปถึงทั้งศาสตร์ทั้งสี่ของสตรีก็นับว่าเป็นที่หนึ่งไม่เป็นสองรองใคร

อีกทั้งนางยังเป็นผู้ฝึกตนระดับแถวหน้าคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดาสามัญ แน่นอนว่านางย่อมเป็นที่หมายปองของเหล่าองค์ชายในราชวงศ์และผู้ฝึกตนระดับสูงที่มีชื่อเสียงทั่วทุกแคว้นหรือแม้กระทั่งตระกูลที่มีอิทธิพลในยุทธภพกันทั้งสิ้น แต่ทว่าด้วยที่ปักใจรักบิดาสารเลวผู้นี้จึงต้องพบเจอกับชะตากรรมดังกล่าวนี้…

ย้อนไปในความทรงจำวัยที่จางหนิงอ้ายได้อายุครบเจ็ดปี ทางตระกูลจางและสำนักศึกษาผิงอานได้มีการจัดพิธีปลุกพลังวิญญาณขึ้นในลานพิธีกรรมของสำนักสำหรับลูกหลานสายหลักสายรองและศิษย์สายในสายนอกที่อยู่ในการดูแลของสำนักซึ่งผู้เข้าร่วมต้องมีอายุครบอายุเจ็ดปีเป็นต้นไปจึงจะสามารถเข้าร่วมพิธีนี้ได้

หลังจากหนิงอ้ายขึ้นแท่นพิธีทำการทดสอบแล้ว ผู้อาวุโสได้แจ้งว่าตัวเขาไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณได้เปรียบดังสวะของตระกูลที่ไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไปก็ได้สร้างความอับอายให้แก่บิดาและตระกูลจางยิ่ง ทั้งที่ฝั่งบิดาและมารดาทั้งสองล้วนมีชื่อเสียงในโลกของผู้ฝึกตนของแคว้นแต่บุตรชายคนโตของตระกูลกลับไร้ซึ่งพลังไปเสียได้

เช้าของวันรุ่งขึ้นข่าวลือในเรื่องนี้ต่างถูกกระจายไปอย่างแพร่หลายไปตามตลาด ผู้คนต่างเล่าลือว่ากันว่าพยัคฆ์ย่อมออกลูกเป็นพยัคฆ์ย่อมไม่เป็นความจริงเสียแล้วกระมังดูจากคุณชายใหญ่ตระกูลจางนั่นยังไม่สามารถเป็นผู้ฝึกตนตามรอยบิดามารดาได้

มีข่าวลือว่าหนิงอ้ายที่เป็นคุณชายใหญ่จางหนิงอ้ายที่คอยใส่ผ้าคลุมปิดบังตัวตนก็เพราะหน้าตาอัปลักษณ์ใบหน้าถูกผีกัดกินผู้ใดสบตาแล้วต่างพบความชั่วร้ายไปตลอดชีวิต นับวันชื่อเสียงของเขายิ่งเสื่อมเสียไปเรื่อย ๆ จนยากที่จะกอบกู้ได้แล้วในที่สุด

ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเยว่ซินก็ไม่เคยแจ้งตระกูลหวังให้รับรู้เลยซักครั้ง เนื้อหาในจดหมายที่ได้ส่งกลับไปมีเพียงแต่ความคิดถึงความเป็นห่วงบิดามารดาของตน สำหรับตัวนางถือว่าตนแต่งออกมาจากตระกูลเดิมแล้วชีวิตที่เหลือล้วนอยู่ในการดูแลของอีกฝ่ายแม้หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไรก็สุดแล้วแต่คนผู้นั้นจะชี้นำไป แม้นางอยากที่จะหวนกลับคืนตระกูลเดิมของตนมากเพียงใดก็ตาม

หนิงอ้ายได้ชื่อว่าเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลถือได้ว่ามีสิทธิได้ขึ้นเป็นประมุขของตระกูลในภายภาคหน้า แต่กลับไม่ได้สิ่งที่ควรได้รับไม่ว่าจะเป็นฐานะ การปฏิบัติดูแล ความนับถือต่าง ๆ นทีเมื่อรับรู้เรื่องราวเหล่านี้จากความทรงจำเดิมเขาเชื่อว่าหากเยว่ซินเอ่ยปากบอกตระกูลเดิมไป คร้านว่าท่านตาของเขาจะจัดแจงหนังสือหย่าอย่างรวดเร็วและรีบนั่งรถม้ามารับด้วยตนเองเพื่อพากลับตระกูลหวังในทันทีเป็นแน่

แต่นทีก็เข้าใจได้อยู่บ้างว่าการหย่าขาดจากสามีออกไปถือว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ในยุคสมัยนี้และเป็นที่น่าอับอายของตระกูลเดิมตนอีกด้วย คิดไปถึงโลกเดิมที่เขาเคยอยู่ก่อนหน้า ที่แม้ว่าจะมีถ้อยคำสวยหรูว่าชายหญิงล้วนเท่าเทียมกันทั้งสิ้น อย่างไรเล่า? สุดท้ายผู้หญิงก็โดนกดขี่ลงอีกขั้น ยิ่งกับโลกนี้ที่บุรุษเป็นที่เชิดชูกว่าสตรีเหนือสิ่งอื่นใดอย่างเห็นได้ชัดจะนับว่าเป็นอะไรได้กัน

สำหรับอาการเจ็บป่วยในตอนนี้เป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมถูกกลั่นแกล้งจากบรรดาพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันจนผลัดตกจากศาลาริมน้ำเมื่อหนึ่งปีก่อน เหตุการณ์ในวันนั้นเริ่มจากที่หนิงอ้ายอยากผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการอ่านตำราจึงขอให้ลู่ซีที่เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทพาไปยังศาลากลางสระบัวของจวน

ขณะที่กำลังนั่งเพลิดเพลินผ่อนคลายอารมณ์เด็กหนุ่มรู้สึกว่าอากาศเช่นนี้สมควรกับการจิบชาและทานขนมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าลู่ซีจะไม่ค่อยยินดีสักเท่าไหร่เนื่องจากเป็นห่วงคุณชายของตน แต่ทางฝั่งของหนิงอ้ายยืนยันว่าเขาสามารถอยู่คนเดียวได้อีกทั้งยังรับปากว่าจะรออยู่ในศาลาริมน้ำหลังนี้ ดังนั้นลู่ซีจึงรีบไปนำของว่างมาให้ทานจากโรงครัวที่อยู่ไปไม่ห่างนัก

ทันทีที่ลู่ซีหายไปจากบริเวณก็ได้มีกลุ่มคนเดินเข้ามา หนิงอ้ายจึงมองผ่านภายใต้ผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าตนไว้เห็นเป็นคุณหนูใหญ่ที่เป็นบุตรีของฮูหยินรอง ตามมาด้วยคุณหนูสามบุตรีของอนุหนึ่งและคุณหนูหกและคุณหนูเจ็ดที่เป็นบุตรแฝดของอนุสามเข้ามาอย่างพร้อมหน้ากับบ่าวรับใช้คนสนิท

เมื่อเห็นว่าเป็นใครจึงพยายามไม่สนใจ เพราะหลังจากที่เขาไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณได้เพียงคนเดียวในเหล่าบรรดาลูกของบิดาคนเหล่านี้มักจะกลั่นแกล้งหาเรื่องตนอยู่เสมอ พวกนั้นเอาแต่พูดจาดูแคลนหนิงอ้ายซึ่งเจ้าของร่างนี้ไม่เคยตอบกลับแต่อย่างใดทั้งสิ้นเพราะหากทำแบบนั้นแล้วความเดือดร้อนจะส่งผลไปถึงมารดาของตนด้วยและยิ่งหนิงอ้ายนิ่งเงียบเท่าไหร่กลายเป็นว่าถูกกลั่นแกล้งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

หนิงอ้ายคิดว่าเขาเป็นพี่ใหญ่จึงไม่ควรถือสาบรรดาเหล่าพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน อีกฝ่ายยังอายุน้อยกว่าเขาหลายปี หลายครั้งที่ร่างกายของเขามีร่องรอยความบาดเจ็บรอยแผลต่าง ๆ เมื่อมารดาถามถึงที่มาของรอยฟกช้ำดังกล่าวหนิงอ้ายจะบอกเสมอว่าเกิดจากที่ตนฝึกฝนวิชาการต่อสู้และได้รับบาดเจ็บในขณะนั้น

เมื่อเป็นหลายครั้งเข้ามารดาเห็นก็ไม่สบายใจทำให้นับจากวันนั้นหนิงอ้ายได้ให้บ่าวคนสนิทของตนพกโอสถติดตัวไว้เสมอ แม้จะเป็นเพียงโอสถระดับขั้นต้นเเต่ก็ไม่ได้ทิ้งรอยบาดแผลให้มารดาของตนได้เป็นห่วง

แม้ว่าหนิงอ้ายจะหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้เพราะไม่อยากมีปัญหาโดยเฉพาะกับคุณหนูสามที่บิดาของเขามักจะตามใจนางอยู่เสมอ ด้วยเพราะว่าอีกฝ่ายมีใบหน้างดงามอ่อนหวานเหมือนกับฮูหยินรองรวมไปถึงเป็นผู้ฝึกตนหญิงที่มีปราณธาตุน้ำที่แข็งแกร่ง โดยที่หนิงอ้ายไม่รู้เลยว่าการที่เขานิ่งเงียบไม่ตอบโต้จะยิ่งทำให้นางโมโห จนท้ายที่สุดขณะที่หนิงอ้ายตัดสินใจจะไปรอลู่ซีที่เรือนพักของตนแล้วค่อยให้บ่าวรับใช้ไปตามลู่ซี

ขณะเดินข้ามสะพานไม้นั้นเองเขารู้สึกได้ว่ามีพลังบางอย่างผลักเขาตกสระบัวโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเสียด้วยซ้ำ ยังดีน้ำไม่ลึกมากจึงพอสามารถตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ประจวบเหมาะกับมารดาของตนกำลังตามหาตัวอยู่เพราะหาทั่วเรือนหลังจวนแล้วไม่เจอพอได้ยินเสียงโหวกเหวกจึงมาช่วยได้ทันในที่สุด

ประมุขจางกลับมาจากสำนักศึกษาและรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น อีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยุติธรรมใด ๆ กับหนิงอ้ายทั้งสิ้น บิดาสารเลวนั่นให้เหตุผลว่าเป็นการเล่นของพี่น้องเพียงเท่านั้นอย่าได้ถือสาเอาความผิด เพราะตัวคนก็ปลอดภัยไม่เป็นอะไรแล้ว สำหรับคุณหนูใหญ่รวมไปถึงพี่น้องที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างขอสำนึกตนอยู่ในเรือนเป็นเวลาเจ็ดวัน บ่าวไพร่ที่อยู่ในบริเวณต่างถูกลงหวายคนละสามสิบไม้แล้วจึงไม่ควรทำให้เรื่องราวใหญ่โตเกินที่จะเป็น

เมื่อฟังคำกล่าวจบมารดาของเขาจึงตัดสินใจขอย้ายออกจากเรือนหลักไปอยู่เรือนอื่นในทันที แต่แทนที่บิดาจะกล่าวห้ามกลับมีโทสะพร้อมกับไล่ให้ย้ายออกไปที่เรือนเล็กท้ายจวน พร้อมกับยึดบ่าวรับใช้ดูเเลในเรือนเกือบทั้งหมดและมอบอำนาจฮูหยินใหญ่เกือบทั้งหมดให้ฮูหยินรอง

อีกทั้งอนุญาตให้มีบ่าวติดตัวไปเพียงไม่กี่คน เยว่ซินได้กล่าวขอสินสมรสเดิมของตนพร้อมกล่าวว่าจะไม่มาวุ่นวายกับเรือนหลักอีกเด็ดขาด จากนั้นนานนับปีจางเลี่ยงหวงก็ไม่เคยมายังเรือนเล็กติดป่าไผ่นี้เลยสักครั้ง เบี้ยหวัดรายเดือนสวัสดิการก็ไม่มอบให้คล้ายกับตัดขาดกันไม่ข้องเกี่ยวกันอีก

แต่เพราะร่างกายนี้ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วประกอบกับสำลักน้ำเข้าไปเป็นจำนวนมาก อีกทั้งฮูหยินรองคอยรั้งท่านหมอประจำตระกูลให้รักษาบุตรของตนที่อยู่ ๆ ก็ไม่สบายในขณะนั้น พ่อบ้านจึงทำได้เพียงส่งผู้ช่วยหมอประจำตระกูลไปตรวจสอบรักษาดูแลอาการซึ่งทำได้เพียงต้มสมุนไพรไล่ไอเย็นในร่างเท่านั้น สุดท้ายหนิงอ้ายก็ดีขึ้นแต่ก็แลกมากับร่างกายที่อ่อนแอกว่าเดิมมาก

เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีร่างกายของจางหนิงอ้ายนี้ก็สามวันดี สี่วันไข้ ทางฝั่งของเยว่ซินและบ่าวรับใช้ในเรือนเล็กต่างทราบดีว่าคุณชายใหญ่ของตนนั้นหลังจากที่ฝืนรักษามาหลายเดือนจนในที่สุดก็ได้ ร่างกายบอบบางนั้นต่อต้านการรักษาในทุกวัน

จนในคืนหนึ่งที่เงียบสงบหนิงอ้ายรู้สึกเเน่นหน้าอก ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ไม่มีแม้กระทั่งเสียงที่จะเอ่ยเรียกมารดาของตนเพื่อที่จะร่ำลาเสียด้วยซ้ำสุดท้ายเเล้วเมื่อทนไม่ไหวลมหายใจค่อย ๆ แผ่วหายไปจากโลกนี้ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่หนิงอ้ายได้ตายลงจากโลกเดิมจากการถูกเพื่อนสนิทฆ่าตายวิญญาณจึงมาอยู่ในร่างนี้เเทนพอดี…

จากความทรงจำอื่น ๆ ก็พบว่าหนิงอ้ายถือว่ารอบรู้หนังสือเข้าขั้นอัจฉริยะเชี่ยวชาญศิลปะทั้งสี่ เพราะว่ามารดาสอนตั้งแต่ยังเด็กแต่อ่อนด้านวรยุทธ์เพราะร่างกายไม่แข็งแรงตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังป่วยไข้จากเหตุการณ์ตกน้ำก่อนหน้านี้อีกจึงส่งผลให้ไม่สามารถปลุกพลังวิญญาณเป็นผู้ฝึกตนได้

แม้จะบอกมารดาเสมอว่าตัวเองไม่คิดมากแต่ในใจกลับคิดว่าตัวเองไม่มีค่าไร้ประโยชน์ เป็นดั่งสวะของตระกูลตามที่ทุกคนได้กล่าวถึง เป็นที่อับอายของตระกูล นับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ติดอยู่ในใจของจางหนิงอ้ายคนเก่าจนเขานั้นสัมผัสได้

ในมหาทวีปบูรพาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสี่แคว้นหลักคือ แคว้นเต่าดำ ซึ่งอยู่ทาง ทิศเหนือ สัญลักษณ์เป็นรูปเต่าสีดำธาตุน้ำ ฤดูหนาว แคว้นหงส์แดง ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ สัญลักษณ์เป็นรูปหงส์สีแดง ธาตุไฟ ฤดูร้อน แคว้นมังกรเขียว ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก สัญลักษณ์เป็นมังกรสีเขียว ธาตุไม้ ฤดูใบไม้ผลิ แคว้นเสือขาว ซึ่งอยู่ทาง ทิศตะวันตก สัญลักษณ์เป็นเสือสีขาวธาตุทอง ฤดูใบไม้ร่วง (แคว้นทั้งสี่แคว้น ประจำสี่ทิศ อ้างอิงจากตามคติความเชื่อลัทธิเต๋า)

อีกทั้งโลกนี้ไม่ใช่โลกปกติแต่เป็นโลกจีนโบราณแฟนตาซีที่ผู้คนต่างสามารถเข้าสู่วิถีของการเป็นผู้ฝึกตนได้โดยที่จะต้องมีการปลุกพลังวิญญาณและปราณธาตุในตัวเสียก่อน โดยปกติจะมีการทดสอบดังกล่าวนี้เมื่อมีอายุเจ็ดปีและต้องไม่เกินสิบห้าปี

เพราะเมื่อมีอายุมากขึ้นความยากในการปลุกพลังวิญญาณก็จะทวีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แน่นอนว่ามีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับและเป็นที่ยำเกรง และอายุของผู้คนล้วนยืนยาวไปตามระดับฝึกตนที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้บนแผ่นดินในทุกแคว้นยังมีสำนักฝึกตนมากมายแบ่งเป็นฝั่งธรรมมะ ฝั่งอธรรม ฝั่งอสูร ที่ต่างครอบครองพื้นที่ปกครองอย่างไม่ข้องเกี่ยวกันอีกด้วย หลังจากที่เขาได้รู้เรื่องราวทั้งหมดผ่านความทรงจำจึงเริ่มวางแผนการในใจถึงวันข้างหน้าของตน…

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...