หุ้นโรงกลั่น จะลงกันแค่ไหน!
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 06 เม.ย. เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 06 เม.ย. เวลา 23.30 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันถูกเขย่าเรื่อง “ค่าการกลั่น” ตามที่ถูกคาดการณ์กันไว้
ราคาหุ้นทั้ง TOP SPRC BCP IRPC ลดลงต่อเนื่องนับจากเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน 69จากที่นักลงทุนปรับพอร์ตเพื่อลดความเสี่ยง แล้วมารอดูความชัดเจนอีกครั้งว่า ค่าการกลั่นจะลงมาสู่ระดับใด
การปรับ “ค่าการกลั่น” (Gross Refining Margin) หรือ GRM ลดลงแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมากต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน
นั่นเพราะค่าการกลั่นเป็น “รายได้หลัก” ของธุรกิจโรงกลั่น
หากถามว่าค่าการกลั่นอะไร
คำตอบคือ ค่าการกลั่นคือส่วนต่างระหว่าง“ราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป” เช่น น้ำมันเบนซิน ดีเซล อากาศยาน (Jet) กับ“ราคาน้ำมันดิบ”
ดังนั้นหากค่าการกลั่นลดลง ย่อมส่งผลต่อส่วนต่างกำไรต่อบาร์เรลลดลง
และจะส่งผลต่อมายังบรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน คือ “กำไรสุทธิ”
มีการประเมินจากนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ว่า หากค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะส่งผลต่อกำไรสุทธิได้ดีในระดับที่ดี แต่หากถ้าลดลงมาเหลือ 4–5 ดอลลาร์ต่อต่อบาร์เรล กำไรย่อมหดลงค่อนข้างมาก ทว่า จะยังไม่ถึงกับขาดทุน
เมื่อค่าการกลั่น หากถูกบีบให้ลงมาเหลือ 4-5ดอลลาร์ฯ
หุ้นในกลุ่มโรงกลั่นจะถูกประเมินทันทีว่า กำไรจะลดลง เกิดความอ่อนแอ และทำให้บรรดานักวิเคราะห์เมื่อดีดลูกคิดคำนวณตัวเลขสำคัญทางการเงินต่าง ๆ แล้ว
เขาจะปรับประมาณการกำไร (หุ้นโรงกลั่น) ลงอย่างแน่นอน!
ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน จึงมักจะปรับตัวตามค่าการกลั่นที่วิ่งขึ้น หรือลดลง
สำหรับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศไทยหลัก ๆ มีอยู่ จำนวน 6แห่ง ประกอบด้วย ไทยออยล์(TOP), บางจาก (BCP), บางจาก ศรีราชา(BSRC-เดิมคือ ESSO), พีทีที โกลบอล เคมีคอล (PTTGC), ไออาร์พีซี(IRPC)และสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง(SPRC)
ทุกโรงกลั่นน้ำมันแม้ว่า จะเป็นการกลั่นน้ำมันเหมือน ๆ กัน แต่โครงสร้างธุรกิจจะแตกต่างกัน นั่นจึงเป็นที่มาว่า เมื่อค่าการกลั่นลดลง ทำไมหุ้นโรงกลั่นมีทั้งปรับลงแรง และราคาหุ้นแทบไม่ขยับลง
SPRC เป็นหุ้นที่พึ่งพิงกับค่าการกลั่นสูงมากเพราะเป็นโรงกลั่นแบบ Pure refinery
TOP มีธุรกิจที่หลากหลายกว่า เช่น ปิโตรเคมี อะโรเมติกส์ ไฟฟ้า และโลจิสติกส์
IRPC ยังมีรายได้จากธุรกิจปิโตรเคมีมาช่วยบางส่วน โดยเฉพาะในช่วงปัจจุบันที่ “สเปรดปิโตรเคมี” (ส่วนต่างระหว่างราคาขายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และ ราคาซื้อวัตถุดิบตั้งต้น) สูงขึ้น
BCP มีรายได้จากธุรกิจพลังงานอื่นมาช่วย ไม่ได้ยึดติดกับค่าการกลั่นจากธุรกิจโรงกลั่น
ส่วน PTTGCโครงสร้างรายได้หลัก ๆ มาจากธุรกิจปิโตรเคมี และเน้นการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศเป็นหลัก หรือสรุปแบบเข้าใจง่าย คือ PTTGCเป็นผู้ผลิตครบวงจรตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมีขั้นต้น กลาง และปลายน้ำ นี่คิดความได้เปรียบของ PTTGCในด้านของโครงสร้างธุรกิจ
ดังนั้น เราจะเห็นว่าราคาหุ้นของ PTTGCยืนได้แข็งแกร่งมาก ๆ ในช่วงที่ค่าการกลั่นกำลังถูกเขย่า
ราคาหุ้น PTTGCเพิ่งจะทำนิวไฮในรอบ 2ปี จากราคาที่ขึ้นมาแตะ 37.50บาท เมื่อวันที่ 3เม.ย. 69
หากดูจากกราฟ ราคาหุ้นไม่ได้ปักหัวลงเช่นเดียวกับ TOP และ SPRC
ในทางกลับกันหากสเปรดปิโตรฯ ยังทรงตัวระดับสูง และขยับกว้างขึ้นได้อีก ก็มีโอกาสที่เราจะได้เห็นราคาหุ้นของ PTTGCวิ่งขึ้นได้อีกเช่นกัน
ส่วน BCP IRPCราคาหุ้นปรับลงมาจากต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่หากเทียบกับ TOP SPRCน่าจะถือว่าค่อนข้างที่จะลงมาน้อยกว่าเมื่อคิดออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ และทั้งสองหุ้น ราคายังไม่ได้หลุดแนวรับ ช่น BCPอยู่ที่ บริเวณ 36.00บาท และ IRPCบริเวณ 1.65บาท
ส่วน TOPราคาล่าสุดลงมาปิด 44.25บาท จาก 57บาทเมื่อช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมาหรือปรับลงมาแล้ว 13%
SPRC ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาลงมาแล้ว 13% เช่นกัน
ทั้ง TOPและ SPRCราคาล่าสุดมาอยู่ที่บริเวณแนวรับ (แรก) พอดี ซึ่งหาก TOPราคาลงมาอีก (หากค่าการกลั่นอาจถูกบีบลงเยอะ) จะมีแนวรับถัดไปที่ 42 บาท และ 38บาท
ส่วน SPRCแนวรับถัดไป 6.40บาท และ 5.66บาท