โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดเริ่มต้น น้องทับทิม โดนบูลลี่จนชีวิตพัง พ่อน้ำตาซึมหลังเห็นแชต ชมคลิป

แนวหน้า

เผยแพร่ 31 มี.ค. เวลา 17.00 น.

กลายเป็นกระแสร้อนแรงราวกับไฟลามทุ่งบนโลกออนไลน์ หลังคุณพ่อน้องทับทิมออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดสะเทือนใจของลูกสาวที่ต้องเผชิญกับการบูลลี่และคุกคามทางโซเชียลยาวนานถึง 2 ปี จนสภาพจิตใจบอบช้ำอย่างหนัก และต้องตัดสินใจพักการเรียนในที่สุด

ชนวนเหตุสะเทือนใจนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน โดยมีชายหนุ่มอักษรย่อ ย. วัย 29 ปี ชาวจังหวัดลพบุรี ทักข้อความมาหาในลักษณะเชิงชู้สาวต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี แต่เมื่อน้องทับทิมไม่เล่นด้วย ชายคนดังกล่าวกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทั้งส่งข้อความด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย และบูลลี่สภาพร่างกายของเธออย่างรุนแรง

น้องทับทิม

และนอกจากนี้ยังมีการนำคลิปวิดีโอของเธอไปโพสต์ประจานในกลุ่มโซเชียลต่าง ๆ ทำให้มีหลายคนในโลกโซเชียลเข้ามาร่วมรุมด่าทอและล้อเลียนกันเป็นจำนวนมาก เป็นการกระทำที่สร้างความอับอายและกดดันทางจิตใจต่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง

ด้านคุณพ่อน้องทับทิม นักกีฬาเพาะกายชื่อดัง ออกมาเปิดเผยเรื่องราวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความสะเทือนใจว่า หลังเห็นข้อความที่ลูกสาวนำมาให้ดู ยอมรับไม่คาดคิดว่าจะมีใครใจร้ายทำร้ายจิตใจผู้พิการได้รุนแรงขนาดนี้ ตนเองรู้สึกสะเทือนใจอย่างมากหลังจากเห็นข้อความที่ลูกสาวนำมาให้ดู โดยไม่คาดคิดว่าคนเราจะสามารถใช้คำพูดทำร้ายจิตใจผู้อื่นได้รุนแรงขนาดนี้ โดยเฉพาะกับผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกายตั้งแต่กำเนิด

น้องทับทิม

พ่อยืนยันว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบถึงชีวิตจริง น้องทับทิมมีอาการเครียดสะสมจนสภาพจิตใจย่ำแย่ ต้องเข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์ และในที่สุดครอบครัวต้องตัดสินใจให้ลูกสาวพักการเรียนเพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง โดยฝั่งครอบครัวผู้ก่อเหตุแม้จะติดต่อมาขอขมา แต่ทางคุณพ่อยืนยันไม่รับคำขอโทษและจะเดินหน้าดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างในสังคม

ในขณะที่ฝั่งผู้ก่อเหตุได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านรายการหนึ่ง โดยยอมรับว่าทำจริงแต่เป็นเพียงการแกล้งเล่น และยืนยันว่าตนเองไม่ได้มีอาการป่วยทางจิตแต่อย่างใด คำชี้แจงนี้ยิ่งจุดชนวนให้ชาวเน็ตวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นการกระทำที่ขาดจิตสำนึกและไม่มีความรับผิดชอบต่อความรู้สึกของเพื่อนมนุษย์

น้องทับทิม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 บริษัทต้นสังกัดของชายหนุ่มคนดังกล่าวที่ถูกพาดพิงเนื่องจากมีภาพผู้ก่อเหตุสวมชุดยูนิฟอร์มปรากฏในข่าว ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า นายยศกร (ผู้ก่อเหตุ) เคยเป็นพนักงานของบริษัทจริง แต่ได้พ้นสภาพการเป็นพนักงานไปตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2568 แล้ว

บริษัทฯ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมส่วนบุคคลดังกล่าว และมีนโยบายชัดเจนในการไม่สนับสนุนการ Cyberbullying หรือการคุกคามทุกรูปแบบ โดยเฉพาะต่อผู้พิการ พร้อมแสดงความเสียใจและยินดีให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

น้องทับทิม

ทางด้าน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเคียงข้างน้องทับทิมและครอบครัวทันที โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงทัศนคติที่ผิดพลาดต่อผู้พิการ พร้อมชี้ว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องทลายอคติเหล่านี้ และสร้างสังคมที่มองเห็น ความเป็นคน ก่อน ความบกพร่อง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "จากกรณีการคุกคามทางออนไลน์ต่อน้องทับทิม นิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล จากคนบางกลุ่ม โดยการนำความพิการทางร่างกายมาล้อเลียนเป็นระยะเวลานานถึง 2 ปี ซึ่งได้สร้างบาดแผลทางจิตใจและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของผู้เสียหายและครอบครัว ผมขอร่วมส่งกำลังใจและแสดงจุดยืนเคียงข้างน้องทับทิมกับคุณพ่อ และขอยืนยันในหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ว่าไม่ควรมีใครถูกคุกคามและลดทอนคุณค่าจากความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญา

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของคนบางกลุ่มต่อผู้พิการ แต่ยังตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งนี่คือหน้าที่ของรัฐในการทลายอคติทางสังคมที่มีต่อผู้พิการ โดยการลบภาพจำที่ผิดพลาดและสร้างความเข้าใจต่อความหลากหลายของมนุษย์ ให้สังคมมองเห็น ‘ความเป็นคน’ ก่อน ‘ความบกพร่อง’ เพื่อให้เกิดการยอมรับความแตกต่างอย่างยั่งยืน และที่สำคัญคือรัฐจะต้องลดช่องว่างและอุปสรรคทางกายภาพ สนับสนุนหลักการออกแบบที่เป็นสากล เพื่อทำให้ผู้พิการสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและไร้ข้อจำกัด เท่าเทียมกับคนทั่วไปในสังคม

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมกับสิทธิและศักดิ์ศรีอันละเมิดไม่ได้ และในฐานะที่เรามีบทบาทนำในกระทรวงที่เกี่ยวกับทุนมนุษย์ เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สนับสนุนแนวคิดการยอมรับความแตกต่างที่เริ่มได้ตั้งแต่ในห้องเรียน จวบจนถึงการสร้างระบบการทำงานที่โอบรับคนทุกกลุ่ม และปฏิรูปสวัสดิการให้เท่าเทียม เพื่อทำให้สังคมไทยเป็นพื้นที่สำหรับทุกคน

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย รวมถึงเป็นหลักประกันต่อหลักการสิทธิมนุษยชน ผมขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีต่อการกระทำผิดในครั้งนี้ เพื่อไม่ให้มีใครต้องเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคตครับ"

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

หลังจากที่โพสต์ของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เผยแพร่ลงมาบนโบลกโซเชียล กลายเป็นกระแสเผ็ดร้อนยิ่งกว่าพริกทั้งสวน ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างถล่มทลายกับกรณีที่เกิดขึ้นของน้องทับทิม เช่น

"แจ้งความแล้วไม่คืบหน้าติดต่อศูนย์ดำรงธรรมครับ ปัญหาพวกนี้ตำรวจนิ่งเคยมีปัญหาแล้วแจ้งตำรวจแล้วเงียบพอไปร้องศูนย์ดำรงธรรมตำรวจมาจัดการอย่างไว"

"ดีค่ะจากการที่เคยไปทำงานต่างประเทศ นานาประเทศเค้าไม่เคยด้อยค่าคนพิการเลยเค้าเพียงแต่มองหาศักยภาพของคนเหล่านั้นว่าเหมาะกับงานประเภทไหนตำแหน่งใดไม่มีใครมองเหยียดความเป็นผู้พิการจากสังคมและเพื่อนร่วมงานเลย ผิดกับบ้านเราพอมองว่าพิการก็ตัดเค้าออกจากสังคมซ้ำเติมโดยการไม่จ้างทำให้ประเทศเกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ"

"พ่อจ๋านำ้มันจะขึ้นก็ให้ขึ้นไป แต่ไดโปรดเก็บโครงการ30บาทรักษาทุกโรคไว้ด้วยได้มั้ยคะหากตรึงไม่ได้หรือจะขึ้นราคาจาก30บาทรักษาทุกโรคให้เป็นเท่าไรก็ได้ขออย่าเกินสามร้อยบาทรักษาทุกโรคได้มั้ยคะ "

"ขอบคุณที่มองเห็นคนทุกคนนะครับ"

"+1000000เห็นด้วยค่ะกุ้งว่าน่าจะจัดการกับคนประเภทนี้สักครั้งเถิดค่ะเพื่อจะได้ไม่มีใครเอาเยี่ยงอย่างที่ลดทอนความเป็นคนแต่สังคมบนโลกออนไลน์ช่างน่ากล้วสุดๆมีแต่สร้างความเกลียดชังรังเกลียดและด้อยค่ากุ้งไม่เห็นด้วยเลยนะ***คนเราเลือกเกิดให้ครบ32โดยสมบูรณ์ของร่างกายไม่ได้แต่พวกเค้าก็มีศักดิ์ศรีความเป็นคน=กันนะจ้ะ"

"หน. หนิมฝุ่นภาคเหนือมันแย่มากจริงๆ ช่วยหน่อยค่า"

"ขอบคุณครับหัวหน้า"

"ผมเพื่อไทยสองใบครับกำลังหางานทำอยู่ครับผม"

น้องทับทิม
น้องทับทิม

>>> ชมคลิป 1 คลิกที่นี่ <<<

>>> ชมคลิป 2 คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Pana Suttineum, เฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์, ROYS Services - บริษัท รอยส์ เซอร์วิส จำกัด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...