โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

OR เปิดงบ Q1 กำไรแตะ 2.4 พันลบ. รับรู้รายได้ “นอนออย” หนุน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 03.31 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 12.16 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,414.75 ล้านบาท ลดลง 44.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 4,379.48 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังมีทิศทางการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายเครือข่ายสาขา โดยเฉพาะร้าน Cafe Amazon รวมถึงปริมาณจำหน่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน

โดยบริษัทรายงานว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มรวม 4,892 สาขา แบ่งเป็นร้าน Cafe Amazon จำนวน 4,787 สาขา เพิ่มขึ้น 45 สาขาจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 280 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสาขาในประเทศไทย 4,750 สาขา แบ่งเป็นสาขาในสถานีบริการ 2,415 สาขา และนอกสถานีบริการ 2,335 สาขา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50.8% และ 49.2% ตามลำดับ รวมถึงมีร้าน Cafe Amazon ในต่างประเทศ 37 สาขา

ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นมีเครือข่ายรวม 105 สาขา ประกอบด้วย ร้าน Pearly Tea จำนวน 73 สาขา ลดลง 3 สาขาจากไตรมาสก่อน และลดลง 22 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนร้าน Pacamara Coffee Roasters มีจำนวน 32 สาขา ลดลง 1 สาขาจากไตรมาสก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ มีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และจิฟฟี่ในประเทศไทยรวม 2,391 สาขา เพิ่มขึ้น 6 สาขาจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 60 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ “found & found” จำนวน 20 สาขา

ทั้งนี้ ร้าน Cafe Amazon ภายใต้ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มในไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณจำหน่ายรวม 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว หรือ 2.8% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 8 ล้านแก้ว หรือ 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ

ด้านรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 387 ล้านบาท หรือ 6.5% โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 443 ล้านบาท หรือ 11.1% ตามปริมาณจำหน่ายสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการขยายสาขา แม้ว่ารายได้ของธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ จะลดลง 56 ล้านบาท หรือ 2.9% จากรายได้ขายของร้านสะดวกซื้อเฉลี่ยต่อร้านต่อวันที่ปรับตัวลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 230 ล้านบาท หรือ 13.0% โดยมีปัจจัยหลักจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 242 ล้านบาท หรือ 18.8% จากกำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ที่ EBITDA ลดลง 12 ล้านบาท หรือ 2.5% จากกำไรขั้นต้นที่ปรับลดลง ส่งผลให้ EBITDA Margin โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 29.9% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เป็น 31.7% ในไตรมาส 1 ปี 2569

ขณะเดียวกัน รายได้จากการขายและบริการในฟิลิปปินส์มีปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้แก่กลุ่มลูกค้าค้าส่ง (Wholesaler) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน

ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้ขายและบริการ 176,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,590 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.2% จากไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,415 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน 16.2% และมี EBITDA จำนวน 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,657 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 59.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว

โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 59.8% ที่ภาพรวมทำกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงจากผลกระทบจากมาตรการตรึงราคาจำหน่าย ที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาให้สะท้อนต้นทุนได้ รวมถึงมีผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยง ส่วนกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้น 19.9% จากเพิ่มขึ้นทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะร้าน Café Amazon มีปริมาณจำหน่ายรวม 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว คิดเป็น 2.8% จากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Global เพิ่มขึ้นกว่า 100% โดยหลักจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของดีเซลสูงขึ้น และ สปป.ลาว จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ OR ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจาก ทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย และความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา OR มีการลงทุนใน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (“TPN”) โดย Modulus บริษัทย่อยของ OR เข้าถือหุ้นร้อยละ 55.41 ใน TPN ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากจังหวัดสระบุรีไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเข้าลงทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ของ OR สะท้อนความแข็งแกร่งในการบริหารองค์กรท่ามกลางความไม่แน่นอนของพลังงานโลก ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพและอัตรากำไรของธุรกิจในระยะกลางและยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์

“OR ยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวเสริมในตอนท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...