OR เปิดงบ Q1 กำไรแตะ 2.4 พันลบ. รับรู้รายได้ “นอนออย” หนุน
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้
บริษัทฯ รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,414.75 ล้านบาท ลดลง 44.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิ 4,379.48 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจ Lifestyle ยังมีทิศทางการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายเครือข่ายสาขา โดยเฉพาะร้าน Cafe Amazon รวมถึงปริมาณจำหน่ายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับทั้งไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันของปีก่อน
โดยบริษัทรายงานว่ากลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มรวม 4,892 สาขา แบ่งเป็นร้าน Cafe Amazon จำนวน 4,787 สาขา เพิ่มขึ้น 45 สาขาจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 280 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นสาขาในประเทศไทย 4,750 สาขา แบ่งเป็นสาขาในสถานีบริการ 2,415 สาขา และนอกสถานีบริการ 2,335 สาขา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50.8% และ 49.2% ตามลำดับ รวมถึงมีร้าน Cafe Amazon ในต่างประเทศ 37 สาขา
ขณะที่ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นมีเครือข่ายรวม 105 สาขา ประกอบด้วย ร้าน Pearly Tea จำนวน 73 สาขา ลดลง 3 สาขาจากไตรมาสก่อน และลดลง 22 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนร้าน Pacamara Coffee Roasters มีจำนวน 32 สาขา ลดลง 1 สาขาจากไตรมาสก่อน และทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สำหรับธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ มีร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ 7-Eleven และจิฟฟี่ในประเทศไทยรวม 2,391 สาขา เพิ่มขึ้น 6 สาขาจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 60 สาขาจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงมีร้านค้าปลีกด้านสินค้าสุขภาพและความงามภายใต้แบรนด์ “found & found” จำนวน 20 สาขา
ทั้งนี้ ร้าน Cafe Amazon ภายใต้ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มในไตรมาส 1 ปี 2569 มีปริมาณจำหน่ายรวม 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว หรือ 2.8% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 8 ล้านแก้ว หรือ 7.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอ
ด้านรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้น 387 ล้านบาท หรือ 6.5% โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ของธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 443 ล้านบาท หรือ 11.1% ตามปริมาณจำหน่ายสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการขยายสาขา แม้ว่ารายได้ของธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ จะลดลง 56 ล้านบาท หรือ 2.9% จากรายได้ขายของร้านสะดวกซื้อเฉลี่ยต่อร้านต่อวันที่ปรับตัวลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ขณะที่ EBITDA เพิ่มขึ้น 230 ล้านบาท หรือ 13.0% โดยมีปัจจัยหลักจากธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่มขึ้น 242 ล้านบาท หรือ 18.8% จากกำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้นตามปริมาณจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น สวนทางกับธุรกิจค้าปลีกอื่น ๆ ที่ EBITDA ลดลง 12 ล้านบาท หรือ 2.5% จากกำไรขั้นต้นที่ปรับลดลง ส่งผลให้ EBITDA Margin โดยรวมปรับเพิ่มขึ้นจาก 29.9% ในไตรมาส 1 ปี 2568 เป็น 31.7% ในไตรมาส 1 ปี 2569
ขณะเดียวกัน รายได้จากการขายและบริการในฟิลิปปินส์มีปริมาณจำหน่ายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้แก่กลุ่มลูกค้าค้าส่ง (Wholesaler) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
ด้านหม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OR เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้ขายและบริการ 176,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,590 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.2% จากไตรมาสก่อนหน้า มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,415 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อน 16.2% และมี EBITDA จำนวน 7,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,657 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 59.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว
โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ Mobility เพิ่มขึ้น 59.8% ที่ภาพรวมทำกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรลดลงจากผลกระทบจากมาตรการตรึงราคาจำหน่าย ที่ทำให้ไม่สามารถปรับขึ้นราคาให้สะท้อนต้นทุนได้ รวมถึงมีผลขาดทุนจากการบริหารความเสี่ยง ส่วนกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เพิ่มขึ้น 19.9% จากเพิ่มขึ้นทั้งธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะร้าน Café Amazon มีปริมาณจำหน่ายรวม 112 ล้านแก้ว เพิ่มขึ้น 3 ล้านแก้ว คิดเป็น 2.8% จากไตรมาสก่อน เช่นเดียวกับกลุ่มธุรกิจ Global เพิ่มขึ้นกว่า 100% โดยหลักจากประเทศฟิลิปปินส์ ที่กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของดีเซลสูงขึ้น และ สปป.ลาว จากกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้นในทุกผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ OR ยังคงได้รับการจัดอันดับเครดิตองค์กรจาก ทริสเรทติ้ง ที่ระดับ “AA+” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิตคงที่ (Stable) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงความเป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันปิโตรเลียมในประเทศไทย และความแข็งแกร่งของธุรกิจ Lifestyle ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมา OR มีการลงทุนใน บริษัท ไทยไปป์ไลน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (“TPN”) โดย Modulus บริษัทย่อยของ OR เข้าถือหุ้นร้อยละ 55.41 ใน TPN ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจระบบขนส่งน้ำมันทางท่อจากจังหวัดสระบุรีไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเข้าลงทุนดังกล่าวเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับกลุ่มธุรกิจ Mobility เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาสแรกปี 2569 ของ OR สะท้อนความแข็งแกร่งในการบริหารองค์กรท่ามกลางความไม่แน่นอนของพลังงานโลก ด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน และการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาเสถียรภาพและอัตรากำไรของธุรกิจในระยะกลางและยาว สอดคล้องกับวิสัยทัศน์
“OR ยังคงยืนหยัดเคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะช่วงความผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ผ่านการบริหารจัดการน้ำมันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างทั่วถึงและเพียงพอ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เสริมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศได้อย่างต่อเนื่อง” หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวเสริมในตอนท้าย