โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แพทย์เตือน! อย่ากลั้นจาม-บีบจมูก เสี่ยงหูอักเสบ แถมลมเข้าสมองจนเส้นเลือดแตก

Khaosod

อัพเดต 09 ต.ค. 2564 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 09 ต.ค. 2564 เวลา 10.14 น.

การจามเป็นเพียงหนึ่งในกลไกการป้องกันตามธรรมชาติของร่างกายที่จะช่วยป้องกันและขจัดสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ เช่น แบคทีเรีย สิ่งสกปรก ฝุ่น เชื้อรา ละอองเกสร หรือควัน ก่อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู จมูก และคอ ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ซิตี เผยการกลั้นจาม โดยการกลั้นหายใจ พยายามเอามือปิดปาก หรือบีบจมูก ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพและควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเช่นนี้ เพราะอาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย

ดังนั้น ทางทีมข่าวสดจึงขอเตือนภัยใกล้ตัว สิ่งที่อาจเกิดขึ้นหลังการกลั้นจาม พร้อมแบ่งปันวิธีป้องกันการจามอย่างง่าย ๆ

1. แก้วหูแตก เมื่อความกดอากาศก่อตัวขึ้นสูงในระบบทางเดินหายใจ ร่างกายจะส่งอากาศไหลเข้าผ่านไปยังท่อของหูในแต่ละข้าง ซึ่งเชื่อมต่อกับหูชั้นกลางและแก้วหูที่เรียกว่าท่อยูสเตเชียน ก่อนที่จะจามออกมา

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เป็นไปได้ที่การกลั้นจามจะทำให้แก้วหูแตกและทำให้สูญเสียการได้ยิน แก้วหูที่แตกส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ แต่ในบางกรณีจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด

2. หูชั้นกลางอักเสบ การจามเรียกง่าย ๆ ว่าจะช่วยล้างจมูก หากกลั้นจามจะทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของอากาศกลับจากจมูกเข้าไปในหู ซึ่งอาจเป็นพาหะนำแบคทีเรียหรือเสมหะที่ติดเชื้อไปยังหูชั้นกลางจนทำให้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งมักมีอาการปวด

3. หลอดเลือดเสียหาย  ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แม้จะเกิดได้ยาก การกลั้นจามอาจทำให้ความดันที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้หลอดเลือดฝอยในช่องจมูกและดวงตาขยายจนกระทั่งบีบแตก ซึ่งสามารถเห็นง่าย ๆ จากการที่จมูกและดวงตาแดง

4. การบาดเจ็บของกระบังลม กะบังลมเป็นส่วนกล้ามเนื้อของหน้าอกเหนือหน้าท้อง แม้ว่าจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ยาก แต่เป็นกรณีร้ายแรง หากอากาศที่มีแรงดันติดอยู่ในกะบังลมจะทำให้ปอดของยุบ

ซึ่งโดยทั่วไปจะมีอาการเจ็บหน้าอกหลังจากจาม หากเป็นอาการเรื้อรังสามารถคุกคามถึงชีวิต ดังนั้น ขอแนะนำให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที

5. เส้นเลือดโป่งพอง เป็นกรณีที่หายากมาก แต่มีความเป็นไปได้ที่การกลั้นจามก่อให้เกิดหลอดเลือดโป่งพองในสมองนำไปสู่อาการเส้นเลือดในสมองแตก อันเนื่องมาจากการกลั้นจามจนสะสมความดันในกะโหลกใต้สมองที่ส่งต่อไปยังเข้าสมองด้านซ้าย

6. คอหอยเสียหาย แพทย์พบผู้ป่วยอาการคอแตกจากการจามอย่างน้อย 1 ราย ชายวัย 34 ปีที่ได้รับบาดเจ็บมีรายงานว่ามีอาการปวดมาก แทบจะไม่สามารถพูดหรือกลืนได้ และรู้สึกจุกที่คอ ซึ่งเริ่มบวม หลังจากที่เขาพยายามจะจามโดยการปิดปากและบีบจมูกพร้อมกัน

7. ซี่โครงหัก จากกรณีผู้สูงอายุถูกรายงานว่าซี่โครงหักเนื่องจากการจาม เหตุเกิดจากอากาศที่มีความกดอากาศสูงดันเข้าไปในปอดทั้งสองข้างอย่างรุนแรง

การป้องกันการจาม

1. สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อทำความสะอาดบ้านหรือออกไปข้างนอกบ้าน เพื่อป้องกันตัวเองจากการสัมผัสกับสารระคายเคืองในอากาศ

2.หลีกเลี่ยงการมองตรงไปยังแสงไฟ ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยมีอาการจามเมื่อมองแสงจ้า หรือที่เรียกว่า อาการจามจากแดดหรือรีเฟล็กซ์จามจากแสง (Photic Sneeze Reflex) หากท่านใดมีอาการจามเมื่อมองแสง เราขอแนะนำให้สวมใส่แว่นตากันแดดโพลาไรซ์ ที่จะช่วยลดการแสงสะท้อน

3. หลีกเลี่ยงการทานมากเกินไป การจามหลังทานอาหารเรียกว่า  Snatiation Reflex  ซึ่งเป็นการรวมกันของคำว่า จาม และ อิ่ม เกิดจากการมีอาหารเป็นตัวกระตุ้น เช่น อาหารเผ็ดหรืออาหารที่มีกลิ่นฉุน

เมื่อกระเพาะอาหารเต็มและขยายออกส่งผลให้สามารถจาม อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการค้นพบสาเหตุที่แท้จริง เพื่อหลีกเลี่ยงอาการจุกเสียด ขอแนะนำให้เคี้ยวช้า ๆ และทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ

4. จดบันทึกการจาม สำหรับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มักจะจามเป็นช่วง ๆ 2 - 3 ครั้ง หมั่นจดบันทึกเวลาและสถานที่ที่คุณจามมากที่สุด

5. ใช้ลิ้นแตะเพดานปาก หรือใช้ลิ้นกดแรง ๆ กับฟันหน้า 2 ซี่ หลังจากผ่านไปประมาณ 5 - 10 วินาที อาการอยากจามอาจหายไป

ขอบคุณที่มาจาก Mirror Healthline

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...