โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ผดร้อน เกิดจากอะไร รักษาวิธีไหนได้บ้าง?

GedGoodLife

อัพเดต 30 พ.ค. 2566 เวลา 12.10 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2566 เวลา 10.59 น. • GED good life ชีวิตดีดี

แดดร้อน ๆ แบบนี้ อาจต้องระวังผิวเสีย ผิวพัง จาก “โรคผิวหนังหน้าร้อน” กันหน่อย! ยิ่งอากาศร้อนชื้น ทะลุองศาในเดือนเมษายน พฤษภาคมในประเทศไทย ยิ่งต้องดูแลผิวให้ดี ไม่งั้นผิวสวย ๆ ของเราอาจเกิด “ผดร้อน” ขึ้นตามตัวได้ ยิ่งร้อน ก็ยิ่งขึ้นง่ายอีกด้วย! ในบทความนี้ GED good life จะพาไปทำความรู้จักกับ ผดร้อน กันให้มากขึ้น ว่าเกิดขึ้นมาแล้ว จะวิธีรักษาอย่างไรบ้าง…

โรคภูมิแพ้ดูแลด้วย

ผดร้อน คืออะไร?

ผดร้อน หรือผื่นคันหน้าร้อน (Heat rash, Prickly heat, Miliaria) – เป็นผื่นที่เกิดจากภาวะที่มีการอุดตันของต่อมเหงื่อ (Sweat glands) และไม่สามารถขับเหงื่อออกมาได้ มักเกิดในฤดูร้อนในพื้นที่ภูมิอากาศแบบเขตร้อน และหลังจากการออกกำลังกายอย่างหนัก พบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กทารก และเด็กเล็ก เนื่องจากการทำงานของต่อมเหงื่อยังพัฒนาไม่ดี ทำให้เกิดการอุดตันของต่อมเหงื่อได้ง่าย

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดผดร้อน

  • เดือนที่มีอากาศร้อนจัด ทำให้รุมขุมขนของคนเปิดออก เป็นผลให้ร่างกายรับลมร้อนเข้ามาได้ง่าย
  • ในทารกแรกเกิด เนื่องจากเด็กแรกเกิดมีท่อเหงื่อที่ยังไม่สมบูรณ์
  • นอนอยู่กับที่เป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยติดเตียง

ลักษณะอาการของผดร้อน

ชนิดที่ 1 : Miliaria cystallina ผดชนิดนี้มีการอุดตันของท่อระบายเหงื่อในระดับตื้นที่สุด จากนั้นมีการแตกออกของท่อระบายเหงื่อ ทำให้ผื่นเกิดเป็นตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก ประมาณ 1-2 มิลลิเมตร แตกง่ายเมื่อสัมผัสหรืออาบน้ำ ไม่คัน สามารถหายเองได้ ในเด็กเล็กมักขึ้นที่หน้า และลำตัวส่วนบน ผู้ใหญ่มักขึ้นที่ลำตัว

ชนิดที่ 2 : Miliaria rubra พบได้บ่อยที่สุดและเรารู้จักกันดีในนามว่า “ผดร้อน” มีการอุดตันของท่อระบายเหงื่อในระดับกลางของหนังกำพร้า ผื่นเป็นตุ่มแดงขนาดเล็กประมาณ 2-4 มิลลิเมตร คัน บางครั้งอาจแสบร้อนได้ มีอาการหลังจากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ร้อน อบอ้าว ผื่นมักขึ้นที่ลำตัวส่วนบนทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

ชนิดที่ 3 : Miliaria pustulosa เป็นผลจากผดร้อนที่เป็นมาก และนานจนเกินไปจนเกิดเป็นตุ่มหนอง และบางครั้งเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของเชื้อแบคทีเรียที่ได้มาจากการเกา

ชนิดที่ 4 : Miliaria profunda ผดชนิดนี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากผดร้อนที่เป็นเรื้อรัง เป็นแล้วเป็นอีกอยู่เรื่อย ๆ จนนำไปสู่การอุดตันของท่อระบายเหงื่อในระดับลึกที่สุด ลักษณะผื่นเป็นตุ่มนูนสีขาวขนาด 1-3 มิลลิเมตร พบได้ที่ลำตัวและขาส่วนบน ผื่นชนิดนี้พบได้น้อย

กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเป็นผดร้อนได้บ่อย

  • กลุ่มที่มีภาวะทำให้เหงื่อออกมามาก
  • การออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมามาก ยิ่งในภาวะร้อนชื้น ยิ่งทำให้เหงื่อออกมาก
  • ภาวะไข้สูง ทำให้ระบบกลไกของร่างกายพยายามที่จะลดอุณหภูมิกายลง จะมีการทำงานของต่อมเหงื่อมากขึ้น
  • การใส่เสื้อผ้ารัด เสียดสี เกิดการอุดตันของท่อเหงื่อได้ง่าย
  • ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกิน กลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเกิดแผลกดทับ เพราะปัญหาการขยับตัวยาก เกิดการอับชื้นของเหงื่อ

การป้องกัน และรักษาผดร้อน

  • ปรับอากาศให้เย็นลง หรือพยายามหลบในที่ร่มไว้เสมอหากต้องออกแดด เลี่ยงช่วงเวลาแดดจัด
  • รักษาผิวให้สะอาด โดยการอาบน้ำวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง เสร็จแล้วอาจทาแป้งเย็น เพื่อลดปัญหาอากาศร้อน แต่ถ้าแพ้แป้ง ไม่ควรทา
  • กินยาแก้แพ้ ถ้ามีอาการคัน เช่น ยาแก้แพ้ลอราทาดีน เป็นยาแก้แพ้ที่ไม่ทำให้ง่วงนอนระหว่างวัน และปลอดภัยสูง
  • เมื่อมีอาการให้ทาครีม เช่น คาลามาย โลชั่น เพื่อลดอาการคัน และเพื่อประโลมผิวให้เย็นลง
  • ควรสวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดจนเกินไป ควรทำจากฝ้ายจะระบายอากาศได้ดีไม่อบอ้าว

อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับบ้านใครที่มีอากาศร้อน คือ การปลูกต้นไม้รอบบ้านเพื่อให้ร่มเงา หรือติดฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา ก็ช่วยระบายความร้อนภายในบ้านได้ดีทีเดียว

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ผดร้อนมักจะหายได้เองภายในเวลาไม่กี่วัน แต่ควรไปพบแพทย์หากคุณมีอาการต่อไปนี้

  • มีไข้ หนาวสั่น
  • มีหนองออกจากตุ่ม
  • ปวดมากขึ้น
  • คัน หรือแดง ผิวอักเสบมาก
  • ผดไม่หายไป ถึงแม้จะผ่านไปหลายวันแล้วก็ตาม
  • มีอาการเป็นบ่อย ๆ

อ้างอิง : 1. mayoclinic 2. ครบเครื่องเรื่องผิวหนัง โดย สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย 3. คณะแพทยศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ 4. โรงพยาบาลขอนแก่นราม 5. bangkokbiznews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...