โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หลัก 4(+1)P ของ Karun Thai Tea แบรนด์ชาไทยที่เกิดมาเพื่อแก้ pain point ของคนรักชาไทย

Capital

อัพเดต 27 ก.พ. 2566 เวลา 08.20 น. • เผยแพร่ 24 ก.พ. 2566 เวลา 08.59 น. • Insight

ในเวลาที่เหนื่อยล้า เราต่างมี ‘ที่ชาร์จแบตฯ ประจำตัว’ ให้กลับไปหาเพื่อชาร์จพลังอีกครั้ง

ของบางคนอาจเป็นหนังสักเรื่องที่ดูซ้ำๆ ได้ไม่รู้เบื่อ บางคนอาจเป็นการตะโกนร้องคาราโอเกะกับเพื่อนแบบไม่สนคีย์ และบางคนก็อาจเป็นช่วงเวลาเงียบๆ ในสวนกับหนังสือสักเล่ม

หนึ่งในที่ชาร์จแบตฯ ประจำตัวเราที่กลับไปหาบ่อยในช่วงนี้ คือชาเย็นๆ สักแก้วที่ดื่มแล้วชื่นใจ

ไม่ใช่แค่แก้วไหนของร้านไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นชาของ Karun Thai Tea

นอกจากรสชาตินุ่มนวลและเข้มข้นในแก้วเดียวกันที่ทำให้เรา (และลูกค้าหลายคน) ติดใจ ชาไทยของ Karun Thai Tea ยังโดดเด่นด้วยแพ็กเกจจิ้งสวยสะดุดตา เหมาะแก่การถ่ายรูปอัพลงโซเชียลเป็น cup of the day แบบสุดๆ

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือแนวคิดของรัส ศิริประภาเจริญ หญิงสาวผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่อยากทลายกรอบของชาไทยแบบเดิมๆ ด้วยการออกโปรดักต์ที่เราไม่เคยเห็นที่ไหน อย่างเทียนหอมและบาธบอมบ์กลิ่นชาไทย ซึ่งใครได้ยินครั้งแรกก็ต้องขมวดคิ้ว แต่พอลองใช้แล้วเวิร์กเฉย

บ่ายวันนี้ที่ Karun Thai Tea สาขา EmQuartier เราจึงนัดจิบชาไทยกับรัสพลางสนทนาถึงหลัก 4P(+1) ที่เธอใช้สร้างแบรนด์ที่เริ่มต้นด้วยการอยากแก้ pain point ของคนรักชาไทย ไปสู่การอยากผลักเพดานชาไทยไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ไม่รู้จบ

PRODUCT
ชาไทยบ้านการัน

เพราะไม่เห็นคำว่า ‘การัน’ ในชื่อหรือนามสกุลของผู้เป็นเจ้าของ เราจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าชื่อแบรนด์นี้ได้แต่ใดมา

รัสหัวเราะ ก่อนจะตอบว่า Karun มาจากชื่อบ้านประจำตระกูลของเธอที่คนในครอบครัวตั้งไว้ว่า ‘บ้านการัน’

และสูตรชาซิกเนเจอร์ก็มาจากสูตรชาโฮมเมดของคุณแม่ผู้อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นนั่นเอง

“คุณแม่ชอบดื่มชา แต่หาเท่าไหร่ก็หาที่ถูกใจไม่ได้เลยทำเองแล้วกัน เวลาใครมาที่บ้านก็จะเสิร์ฟเป็น welcome drink ให้” หญิงสาวเจ้าของแบรนด์ย้อนความให้เราฟัง แล้วเล่าต่อว่า กว่าจะได้เป็นชาสูตรเฉพาะของบ้านก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

“ที่บ้านเราทำธุรกิจเกี่ยวกับเหล็ก มีโรงงานเศษเหล็กอยู่ตามภาคต่างๆ ทั่วไทย คุณแม่ก็จะมอบหมายให้ผู้จัดการของแต่ละโรงงานไปหาใบชามาให้หน่อย มีการลองหลายสูตร ทั้งแบบใช้ชา 5 ตัวหรือ 7 ตัวก็มี สุดท้ายก็ลงตัวที่ชาอัสสัมและชาซีลอนจากภาคเหนือกับภาคใต้ รวมทั้งหมด 3 ตัวที่รู้สึกว่าให้รสชาติที่กลมกล่อม ลงตัวที่สุด”

หลังจากทำเสิร์ฟคนในบ้านและแขกมากว่า 20 ปี คุณแม่ของรัสก็ตัดสินใจเปิดแบรนด์ชาไทยของตัวเอง แต่ด้วยธุรกิจที่รัดตัวจนเกินทำไหว ภารกิจของการปั้นแบรนด์ใหม่จึงตกมาอยู่ในมือของลูกสาว ผู้จบด้านเศรษฐศาสตร์ / เคยทำงานอยู่ในแวดวงการซื้อขายกองทุนของบริษัท standard chartered ที่อเมริกา / ก่อนจะผันตัวมาเป็น CEO ของเทคสตาร์ทอัพในไทย / และมีความรู้เรื่องชาเป็นศูนย์

รัสจึงใช้เวลาหนึ่งปีเต็มในการศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์อาหาร (food science) ควบคู่ไปกับศึกษาตลาดของร้านชาในเมืองไทย

“เราพบเทรนด์อย่างหนึ่งของคนกินชาไทยว่าชาไทยมีอยู่ทุกที่ ตั้งแต่ร้านกาแฟไปจนถึงร้านขายเครื่องดื่มรถเข็นหน้าตึกออฟฟิศ ชาไทยเป็นคอมฟอร์ตเมนู แต่เมนูที่เป็นเหมือนเครื่องประดับ เช่น ร้านกาแฟมีชาไทยเพราะมันต้องมี เพราะสมมติลูกค้ามาเป็นคู่รัก คุณผู้ชายจะทานกาแฟแต่คุณผู้หญิงไม่ทาน ร้านจึงต้องมีเมนูชาไทยเป็น ‘เมนูดัก’ เพื่อให้เกิดยอดขาย”

ถึงอย่างนั้น เมื่อได้ลองเอ่ยปากถามผู้บริโภคที่กินชาไทยเป็นชีวิตจิตใจ รัสพบเพนพอยต์ข้อใหญ่ที่คนรักชาแทบทุกคนพูดเหมือนกัน “เขาอยากได้ที่สำหรับคนที่ชอบกินกาไทยจริงๆ เพราะเขาไม่ได้แฮปปี้ที่ไปร้านกาแฟแล้วต้องสุ่มเอาว่าชาไทยร้านนี้จะอร่อยไหม นี่คือเพนที่ใหญ่พอสมควร และมันยังไม่มีคนแก้”

ผลสำรวจด้านการตลาดอีกข้อที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือเมื่อไปถามผู้บริโภคที่ชอบดื่มชานมไข่มุกไต้หวันซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูยอดฮิตในบ้านเรา หญิงสาวพบว่าในกลุ่มคนที่ชอบกินชานมไข่มุกกว่า 80% ชอบชาไทย และเมื่อถามว่าชาไทยกินแทนชานมไข่มุกได้ไหม ส่วนใหญ่ก็พยักหน้าเห็นด้วย

สูตรแน่น วัตถุดิบครบ ตลาดพร้อมขนาดนี้ ที่เหลือรัสก็แค่ต้องลงมือชงชาแก้วแรกเท่านั้น

ชาไทยเพื่อคนรักชาไทย

เพราะอยากให้คนทั่วไปจำได้ว่าขายชาไทย Karun Thai Tea จึงปล่อยเมนู ‘ชาไทยซิกเนเจอร์’ ออกมาขายแค่เมนูเดียวในช่วงแรกเริ่ม

ถึงอย่างนั้น รัสก็ยืนยันกับเราว่าหลักสำคัญในการทำธุรกิจของการันคือ ‘Endless Possibilities of Thai Tea’

ความเป็นไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดที่เธอบอก ไล่ตั้งแต่สินค้าตัวหลักคือ ‘ชา’ ที่แบ่งเป็นชานมและชาดำ ตัวชานมลูกค้าสามารถเลือกความหวานได้หลายระดับ แถมยังมีกิมมิคสนุกๆ อย่างการนำใบชามาเบลนด์กับกลิ่นอื่น เช่น วนิลา โกโก้ ดอกจำปา จนถึงดอกหอมหมื่นลี้ เพื่อเพิ่มมิติให้ประสบการณ์ดื่มของลูกค้าไม่จำเจ

ส่วนตัวชาดำ นอกจากจะเลือกระดับความหวานได้เหมือนกัน ทีเด็ดของชาดำการันคือการแนะนำตัวกับลูกค้ากันเป็นแก๊ง นั่นคือ ‘แก๊งชาดำผลไม้’ ที่มีทั้งจินเจอร์เลม่อน, ส้มยูสุ, แบล็คทีแอปเปิ้ล และอีกสารพัด

“หลักคิดในการเพิ่มโปรดักต์ของเราคือ Customer Centric เราฟังฟีดแบ็กของลูกค้าแล้วนำมาพัฒนาเป็นสินค้าตัวใหม่ พนักงานหน้าร้านของเขาเราจะรับคำแนะนำจากลูกค้าเสมอว่าลูกค้าอยากได้เมนูอะไร แล้วเราจะเอาคอมเมนต์พวกนั้นมารวมกันเยอะๆ ว่าเราควรทำอะไรออกมาขาย”

มากกว่านั้น Karun Thai Tea ยังมีสินค้าอื่นๆ ที่รัสแตกไลน์ออกมาเพื่อสร้างความหลากหลาย ทั้งชาปั่น ไอศครีมเจลาโต้ ขนมอบ ไปจนถึงของใช้ที่เราคิดไม่ถึงอย่างเทียนหอมและบาธบอมกลิ่นชาไทย ซึ่งล้วนสะท้อนถึงคอนเซปต์ความไปได้ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่เธอตั้งใจจริงๆ

PRICE & PLACE
ชาไทยที่อยู่ถูกที่ ขายถูกกลุ่ม

อย่างที่เล่าไปว่าวัตถุดิบของ Karun Thai Tea เดินทางมาจากไร่ชา 3 แห่งในภาคเหนือจรดภาคใต้ แต่ละแหล่งก็มีเวลาปลูกและเก็บเกี่ยวต่างกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด นั่นส่งผลให้ต้นทุนของ Karun Thai Tea พุ่งสูงกว่าร้านชาทั่วไป

จึงไม่แปลกเลยที่ราคาชาไทยของการันจะเริ่มต้นที่แก้วละ 75 บาท

“การตั้งราคาของเรา lead มาด้วยต้นทุนตั้งแต่แรก มันยังส่งผลให้เราต้องจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นกลุ่ม niche ซึ่งช่วงแรกเริ่มเรามองว่าเขาเป็นกลุ่มคนทำงานในเมือง ชอบชอปปิ้ง ชอบถ่ายรูปและส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก๊งเพื่อนๆ โจทย์นี้นำไปสู่การคิดไอเดียว่าแบรนด์ดิ้งของเราควรเป็นยังไง หน้าตาเป็นแบบไหน ต้องดูหรูหราแต่ยังดูเข้าถึงได้อยู่ ถัดจากนั้น มันก็ lead ไปสู่เรื่องของโลเคชั่น”

ในช่วงแรก Karun Thai Tea ขายทางออนไลน์ แต่จำนวนฟอลโลวเวอร์และยอดขายที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้รัสคิดถึงการเปิดหน้าร้าน ภายใต้โจทย์ว่ามันควรเป็น ‘สถานที่ที่น่าจดจำ’ และ ‘ลูกค้าจ่ายได้’

“เราเลือกไปเปิดบูธที่ Emquartier ก่อน 20 วัน ปรากฏว่าลูกค้าต่อคิวเต็มทุกวัน ลูกค้าหลายคนชมว่าอร่อย ถ่ายรูปสวย พนักงานน่ารัก และเขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องราคา เหมือนเขามองข้ามเรื่องนี้ไปเลย เรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่าถ้าเราทำโปรดักต์ดี เลือกลูกค้าถูกกลุ่ม และเริ่มต้นถูกที่ ลูกค้าก็จะเป็นคนบอกต่อปากต่อปากให้เราเอง”

หลังจากได้รับฟีดแบ็กที่ดีจากเปิดบูธขาย รัสก็ตัดสินใจเปิดสาขาแรกของ Karun Thai Tea ที่ห้างสรรพสินค้า Emquartier ก่อนจะขยับขยายเป็น 7 สาขาภายในเวลาเพียง 4 ปี (ตอนที่บทความนี้เผยแพร่เหลือ 6 สาขาเพราะสาขา ICONSIAM ปิดตัวลงเพราะหมดสัญญา)

เจ้าของแบรนด์ชาไทยพรีเมียมเล่าว่าหลักในการเลือกที่ตั้งของแต่ละสาขาไม่ได้จำกัดกรอบอยู่แค่ขายในห้างเท่านั้น บางสาขาอย่างสาขา Empire Tower ยังเปิดในตึกสำนักงานเพื่อทำเสิร์ฟชาวพนักงานออฟฟิศ ทั้งนี้ทั้งนั้น ปัจจัยในการเลือกก็ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่สุด

“แต่ละพื้นที่จะแตกต่างกัน บางทีเราเปิดร้านเล็กๆ บางที่ก็เปิดร้านใหญ่ เนื่องจากเราดูจากกลุ่มลูกค้าเป็นหลักว่าเขาน่าจะตอบรับเราได้แค่ไหน เขาจะอยากนั่งทำงานไหม เขาคาดหวังยอดขายได้เท่าไหร่ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ เช่นที่ตรงนี้สะดวกกับการเดลิเวอรี่ไหม มีที่อยู่อาศัยอยู่รอบๆ เยอะแค่ไหน ก็จะดูหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน” หญิงสาวเผย

PROMOTION
ชาไทยที่ถือแล้วรู้เลยว่ากินแบรนด์ไหน

เมื่อราคาสูงกว่าท้องตลาด หญิงสาวเจ้าของร้านจึงต้องคิดหนักว่าจะทำยังไงให้ชาไทยของเธอดูสมราคา

“ในช่วงแรกเราทำการตลาดค่อนข้างยาก เพราะพอขึ้นชื่อว่าเป็นชาไทยที่ดูใกล้ตัว หลายคนก็ไม่ค่อยให้คุณค่าหรือยอมจ่ายเท่าไหร่ อย่างถ้าเทียบชาไต้หวันกับชาไทย ชาไต้หวันขายแก้วละ 150 บาทคนยังซื้อ แต่ชาไทยขาย 80 บาทหลายคนอาจจะมองว่าแพงมากเลย เราเข้าใจเรื่องนั้นเป็นอย่างดี คิดไว้แล้วว่าอาจจะมีฟีดแบ็กอย่างนี้กลับมาแน่นอน เพราะฉะนั้นเราจะพรีเซนต์ยังไงให้คนรู้สึกว่าสินค้าของเราคุ้มค่ากับสิ่งที่เขาต้องจ่าย

นั่นคือที่มาของแพ็คเกจจิ้งสุดพรีเมียม ไม่ว่าจะเป็นขวดชาที่เป็นขวดแก้วใส แก้วเสิร์ฟในร้านที่ทำจากกระดาษแฮนด์คราฟต์จับสบายมือ ใช้โทนสีขาวเรียบง่ายสไตล์มินิมอล หรือแม้กระทั่งกล่องกระดาษที่ออกแบบมาให้ดูเหมือนห่อของขวัญ ทุกอย่างล้วน instagramable แถมถือไปที่ไหนคนก็รู้ว่าเป็นชาไทยแบรนด์Karun Thai Tea

ประกอบกับการสื่อสารเรื่องส่วนผสมของใบชา 3 ตัวที่ต้นทุนสูงจนลูกค้าเข้าใจ ทั้งหมดทำให้ให้พวกเขายอมควักเงินจ่ายโดยไม่เสียดาย

“หลักการตลาดที่เรายึดไว้ในใจตั้งแต่ Day 1 คือการทำ identity ของตัวเองให้ชัดเจนและแข็งแรงมากๆ ในขณะเดียวกันต้องเข้าใจลูกค้าและพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามพวกเขาแต่ไม่ใช่เปลี่ยนจนแบรนด์เสียอัตลักษณ์ อย่าง Karun เองจะคงคอนเซปต์เรื่องชาไทย ความพรีเมียมของสินค้า และแพ็คเกจจิง ให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ครบทุกด้าน ทั้งการดูด้วยตาแล้วสวย ได้กลิ่นหอมของชา รสชาติอร่อย แถมยังอวดคนอื่นได้ เรื่องพวกนี้ต้องครบ”

PAINKILLER
ชาไทยที่อยากแก้เพนพอยต์ของคนรักชาไทย

P สุดท้ายของ Karun Thai Tea คือคำว่า Painkiller

“เพราะเรา kill เพนพอยต์ของคนรักชาไทย ไม่ว่าธุรกิจหรือโปรดักต์จะเป็นอะไร เราเชื่อว่าการเป็น Painkiller สำคัญมากๆ เพราะมันจำเป็นกับลูกค้าไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง แล้วก็ไม่สำคัญว่าลูกค้าจะกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ด้วย เราต้องเป็น Painkiller ให้เขาเสมอ

“เราเชื่อว่าถ้าธุรกิจถูกสร้างมาเพื่อฆ่าเพนพอยต์ของลูกค้า มันจะยั่งยืน สมมติว่าอยู่ดีๆ เราคิดได้ว่าฉันอยากทำธุรกิจนี้แต่เราไม่เคยสำรวจเลยว่ามีคนรองรับโปรดักต์เราไหม หรือมีเพนพอยต์ไหม สุดท้ายจะไม่มีคนที่ตอบรับธุรกิจของเรา แต่ถ้าเรารู้เพนพอยต์และเพนพอยต์นั้นใหญ่มากพอ ธุรกิจของเราก็จะดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล โดยที่เราไม่ต้องอัดฉีดเงินมหาศาลเพื่อทำมาร์เกตติ้งเลย

“อย่าง Karun Thai Tea เอง เราตั้งใจทำธุรกิจเพื่อให้เป็นสถานที่สำหรับคนรักชาไทย มาที่นี่จะได้พบกับชาไทยหลายแบบ อยากสร้างแบรนด์สักแบรนด์หนึ่งที่พอคนนึกถึงชาไทยก็นึกถึงเรา เป็นแบรนด์ที่แก้ไขเพนพอยต์สำหรับคนที่ชอบกินชาไทยจริงๆ”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...