โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิธีแก้ปัญหารถควันดำ 6 ข้อ ทำแล้วรอดปลอดภัย ไม่โดนจับปรับ 5 พัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 มี.ค. 2566 เวลา 14.10 น. • เผยแพร่ 02 มี.ค. 2566 เวลา 06.48 น.
รถควันดำกับปัญหาฝุ่น PM2.5

ฝุ่น PM 2.5 ปัญหาสะสม ค้างคา และยังหาทางแก้แบบเบ็ดเสร็จไม่ได้ในยุคที่รถราบนท้องถนนมีเพิ่มขึ้นทุกวัน ภาคขนส่ง จึงถูกมองเป็นตัวร้ายในปมปัญหานี้

วันที่ 2 มีนาคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ยังคงเป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจคนไทยมาแล้วหลายปี ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐและทุกภาคส่วนต่างตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา แต่ถึงแม้จะมีหลายหน่วยงานดำเนินการติดตามปัญหาวิกฤตฝุ่นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2561 จนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีว่าปัญหาจะสิ้นสุดลงเมื่อใด เพราะเมื่อผ่านพ้นหน้าฝนในแต่ละปีไปแล้ว ฝุ่น PM2.5 ก็จะกลับมาสร้างปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ขณะที่ภาคการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกรถโดยสาร ยังคงถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักในการสร้าง PM2.5 เพราะภายหลังจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบกได้ยกระดับออกตรวจวัดควันดำจากท่อไอเสียของรถบรรทุกและรถโดยสารอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตลอดจนเพิ่มความถี่ในการปฏิบัติงานทั่วประเทศ โดยเฉพาะบนถนนสายหลักและสายรองที่เข้า-ออกกรุงเทพมหานคร

รถควันดำ ปัญหาฝุ่น PM2.5

สาเหตุรถควันดำ อีกหนึ่งต้นตอสำคัญของปัญหา

สำหรับสาเหตุของรถที่เกิดควันดำ ส่วนใหญ่แล้วเป็นผลจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้

  • เครื่องยนต์สึกหรอมาก เช่น ลูกสูบและกระบอกสูบ แหวนลูกสูบชำรุด เป็นต้น
  • ปั๊มฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุดและทำงานไม่ถูกต้อง หรือฉีดน้ำมันในจังหวะที่ไม่ถูกต้อง
  • หัวฉีดน้ำมันแรงดันสูงที่จ่ายเข้าไปในห้องเผาไหม้ชำรุด
  • กรองอากาศอุดตัน ส่งผลให้อากาศเข้าไม่เพียงพอ
  • น้ำมันเครื่องมีอายุการใช้งานมากเป็นไป
  • เขม่าควันดำและฝุ่นละอองค้างอยู่ภายในท่อไอเสีย
  • น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ
  • การบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัด ที่ทำให้เครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้น

แนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหารถควันดำ

จากหลายสาเหตุรวมกันที่ได้กล่าวมาจึงส่งผลให้เครื่องยนต์เกิดการสึกหรอและมีควันดำออกจากท่อไอเสีย เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ดังนั้น การบำรุงรักษาและการปรับแต่งเครื่องยนต์อย่างเหมาะสมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าว ซึ่งวันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมวิธีจัดการและแนวทางป้องกันการเกิดควันดำ ดังนี้

1. หากเครื่องยนต์เกิดการสึกหรอต้องรีบซ่อมแซม เช่น เปลี่ยนลูกสูบ แหวนลูกสูบ หรือ ทำการคว้านกระบอกสูบ แล้วเปลี่ยนลูกสูบให้ใหญ่ขึ้น

2. ทำการเช็กปั๊ม โดยนำรถเข้าศูนย์บริการ ทำการปรับแต่งปั๊มจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ชำรุดสึกหรอ รวมทั้งปรับแต่งหัวฉีดน้ำมันและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งการปรับแต่งอัตราและจังหวะการฉีดน้ำมันให้ถูกต้องเป็นไปตามบริษัทผู้ผลิตกำหนด

3. เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ เพื่อให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์

4. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามระยะเวลาที่ค่ายผู้ผลิตกำหนด

5. ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้ทำงานถูกต้อง ตามระยะเวลาที่เหมาะสม

6. ล้างทำความสะอาดท่อไอเสีย โดยใช้น้ำหรือลมฉีดชะล้างเขม่าและฝุ่นละอองภายในท่อไอเสีย

กฎเกณฑ์ใหม่ ทำให้รัฐต้องเข้มงวดขึ้น

เพราะภาครัฐได้บังคับใช้บทลงโทษสูงสุดกับรถควันดำ โดยการปรับปรุงมาตรฐานการตรวจวัดค่าควันดำมีสาระสำคัญ ระบุว่ากรณีการตรวจวัดควันดำด้วยเครื่องวัดควันดำระบบวัดความทึบแสง ขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ ค่าควันดำสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 (เดิม ร้อยละ 45) และหากตรวจวัดควันดำด้วยเครื่องวัดควันดำระบบกระดาษกรอง ขณะเครื่องยนต์ไม่มีภาระ ค่าควันดำสูงสุดไม่เกินร้อยละ 40 (เดิม ร้อยละ 50) ซึ่งเกณฑ์การตรวจควันดำใหม่ ได้มีผลบังคับใช้กับการตรวจวัดควันดำรถที่มาดำเนินการตรวจสภาพรถก่อนจดทะเบียน หรือตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีประจำปีที่สำนักงานขนส่ง และสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ทุกแห่งแล้ว

ทั้งนี้ หากปล่อยปละละเลยให้รถเกิดควันดำ อาจมีโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 บาท เพราะกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดผู้ตรวจการออกตรวจวัดควันดำจากท่อไอเสียของรถบรรทุกและรถโดยสาร ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงการตรวจวัดควันดำบนถนนสายหลักและสายรองทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...