โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก e-Sports ถึง Play to Earn เมื่อ Video Games พ้นสถานะ 'เด็กเกเร'/บทความพิเศษ จักรกฤษณ์ สิริริน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ก.พ. 2565 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 18 ก.พ. 2565 เวลา 02.38 น.

บทความพิเศษ

จักรกฤษณ์ สิริริน

 

จาก e-Sports ถึง Play to Earn

เมื่อ Video Games พ้นสถานะ ‘เด็กเกเร’

 

สถานะ “เด็กเกเร” ของ Video Games ดำรงอยู่อย่างเนิ่นนาน

เนิ่นนานนับตั้งแต่ Video Games ชุด Space Wars ถือกำเนิดขึ้นเมื่อต้นทศวรรษที่ 1960 โดยคุณปู่ Steve Russell

ในฐานะ “ของเล่นใหม่” ที่ทำให้เด็กๆ หนีเรียนไปเล่นเกมใน Amusement Arcade หรือ “ร้านเกม” ในความหมายแบบไทยไทย

เด็กหลายคน “ติดเกมงอมแงม” ข้าวปลาไม่กิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไม่สนใจการเรียน” จนผู้ปกครองพากันเอือมระอา

ทำให้ในสายตาของพ่อแม่ Video Games และ “ร้านเกม” คือศูนย์รวมของ “เด็กเกเร”

หนำซ้ำ “ร้านเกม” หลายแห่ง กลายเป็น “แหล่งมั่วสุม” ที่นอกจาก Video Games อาจมีพัวพันกับการพนัน และยาเสพติด

ผู้ใหญ่จำนวนมากจึงเหมารวม “ร้านเกม” จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับ “โต๊ะสนุ้ก” ซึ่งเป็น “ภาพจำ” ของ “แหล่งมั่วสุม” มาเนิ่นนาน

“เด็กติดเกม” จึงเป็น “ภาพลบ” ในความทรงจำของผู้ใหญ่ เนิ่นนานหลายทศวรรษ

ตราบจนกระทั่งเมื่อราว 10 ปีมานี้ การเกิดขึ้นของ e-Sports ที่เป็นการพลิกโฉม ทำให้การเล่น Video Games ยกระดับกลายเป็น “กีฬา”

แม้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้ปกครองไปได้ไม่น้อย ทว่า ก็ยังมีพ่อแม่จำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจ โลกของ e-Sports

e-Sports ย่อมาจาก Electronic Sports หมายถึง การแข่งขันกีฬาชนิดหนึ่ง ซึ่งนำ Video Games มาเป็นอุปกรณ์ ถือเป็นกีฬาประเภทใช้สมอง คล้ายกับ “หมากรุก”

ปัจจุบัน e-Sports แพร่หลายเป็นอย่างมาก ถึงขนาดมีการจัดตั้ง League อาชีพ เหมือน League กีฬาอาชีพอื่นๆ เช่น ฟุตบอล Premier League หรือบาสเกตบอล NBA

และเมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว ไทยเราก็ได้ให้การยอมรับ e-Sports จากการกีฬาแห่งประเทศไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยกระดับการเล่น Video Games ของเด็กๆ ให้เป็น “กีฬา”

และสร้างการยอมรับ ว่า e-Sports นั้น ได้แยกส่วนออกมาจากปัญหา “เด็กติดเกม” คล้ายกับที่เคยรับรอง Snooker ว่าเป็นกีฬา

โดยมองว่ากีฬา Snooker เป็นคนละส่วนกับ “โต๊ะสนุ้ก” ที่เคยถูกตีตรา ว่าเป็น “แหล่งมั่วสุม” ของเยาวชน

 

อย่างไรก็ดี ดังที่กล่าวไปข้างต้น ว่าการเกิดขึ้นของ e-Sports แม้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้ปกครองไปได้ไม่น้อย

ทว่า ก็ยังมีพ่อแม่จำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจ โลกของ e-Sports

อย่างไรก็ตาม มาถึงวันนี้ วันที่ e-Sports จะไม่ต้องต่อสู้กับความเชื่อของผู้ใหญ่เพียงลำพังอีกต่อไป

จากการเกิดขึ้นของ Play to Earn

 

Play to Earn เป็นแนวคิดใหม่ ที่มาพร้อมกับการปรากฏตัวของ Cryptocurrency เช่น Bitcoin หรือ NFT หรือ Non-Fungible Token ซึ่งเป็นสินทรัพย์ Digital จำพวกงานศิลป์ ดนตรี หรือ Video Games ที่มี “เหรียญ” ในระบบ Blockchain

Play to Earn มีความสัมพันธ์กับ NFT ที่ถือเป็น In-game Assets หรือสินทรัพย์ของ Video Games ที่มีมูลค่าในโลกแห่งความเป็นจริง!

เพราะ NFT ของ Play to Earn คือ Cryptocurrency หรือ Bitcoin รูปแบบหนึ่งในระบบ Blockchain ที่เป็นการทำธุรกรรมการเงินแบบไม่มีตัวกลาง

แปลไทยเป็นไทยก็คือ In-game Assets หรือสินทรัพย์ของ Video Games เกิดขึ้นจาก “การเก็บ Item” หรือชนะด่านต่างๆ ใน Video Games

คือแทนที่จะเป็น “คะแนน” หรือ “ชัยชนะ” ในฉากต่างๆ แบบการเล่น Video Games ในอดีต

Play to Earn ได้แปล “แต้ม” ใน Video Games ผ่าน Smart Contract ให้เป็น “ทรัพย์สินเงินทอง” ที่สามารถโอนออกมาใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริง!

พูดอีกแบบก็คือ Play to Earn คือการต่อยอดแนวคิด Video Game Live Streaming ที่เกิดขึ้น และเป็นที่นิยมก่อนหน้านี้

ที่มีการนำ Item ใน Video Games เช่น เสื้อผ้าของใช้ตัวละคร หรืออาวุธยุทโธปกรณ์ ใน Video Games ออกมาซื้อ-ขายกันในโลกแห่งความเป็นจริง

เรียกได้ว่า เป็นการแปลง Item ใน Video Games เปลี่ยนเป็นสตางค์ที่สามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยได้จริง

เพราะ Play to Earn จะมี Token ภายในของ Video Games แต่ละยี่ห้อ โดยผู้เล่น Games จะได้รับ Token หลังจากปฏิบัติภารกิจหรือทำ Quest ต่างๆ ผ่าน

เมื่อได้ Token เหล่านี้มาแล้ว เราก็สามารถเลือกว่าจะนำไปแปลงเป็นเงิน หรือเอาไปซื้อ Item และ NFT ก็ได้ แล้วแต่เรา

ส่วน NFT คือตัวละครใน Video Games ที่อาจจะได้จากการซื้อมา หรือได้จากการ Breed ตัวละครใหม่ หรืออาจได้จากการทำภารกิจใดภารกิจหนึ่งสำเร็จก็ได้

เมื่อได้ NFT ใน Play to Earn มาแล้ว เราก็สามารถนำไปขายใน NFT Marketplace เพื่อเปลี่ยนเป็นสตางค์จริงได้

นอกจาก NFT แล้ว Play to Earn ยังมีการใช้ FT หรือ Fungible Token เพื่อจ่ายเป็นเงินโดยตรงภายใน Video Games เช่น ผ่านด่านใดด่านหนึ่งได้ ก็ FT ไปเลย

 

Play to Earn มีการเล่น 2 รูปแบบ

1. Click to Earn คือการกำหนด หรือกด Click เพื่อให้ตัวละคร หรือ Video Games เล่นของมันไปเองแบบอัตโนมัติ

อุปมาอุปไมย คล้ายระบบขับเครื่องบินอัตโนมัติ ที่กัปตันควบคุมเครื่องไประดับหนึ่ง แล้วเปลี่ยนเป็นระบบ Autopilot

เช่นเดียวกับ Click to Earn ที่เราจะตั้งให้ Video Games เล่นไปของมันเองแบบอัตโนมัติ จากนั้น เราก็แค่รอเวลาเพื่อรับผลตอบแทนเป็น Token หรือ NFT

2. Play to Earn ซึ่งตรงข้ามกับ Click to Earn อย่างชัดเจนเลย กล่าวคือ การเล่นแบบ Play to Earn เราจะต้องเข้าไปเล่น หรือควบคุม และสั่งการตัวละครใน Video Games เพื่อเล่น หรือทำกิจกรรมต่างๆ

ข้อแม้ก็คือ หากเราออกจาก Video Games เมื่อไหร่ Games ก็จะหยุดลง ซึ่งต่างจาก Click to Earn ที่ Games จะยัง Run ต่อไปเรื่อยๆ เหมือนกับระบบ Autopilot หรือระบบขับเครื่องบินอัตโนมัตินั่นเอง

 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าปัจจุบัน Play to Earn จะเป็นการเล่น Video Games ที่สร้างเม็ดเงินได้จริง

ทว่า เงื่อนไขสำคัญ คือฝีไม้ลายมือ และความชำนาญในการเล่น ซึ่งแน่นอนว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” สิ่งไหนผลตอบแทนมาก การแข่งขันย่อมสูงเป็นธรรมดา

และต้องไม่ลืมเงื่อนไขเบื้องหลังอีกมากมายของ Play to Earn ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในการสร้างตัวละคร หรือการจับจ่ายใช้สอยซื้อตัวละครเข้ามาเพื่อสร้างทีมใน Games ให้แข็งแกร่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านภาวะ “เหรียญล้น” จากการ “ออกเหรียญ” มากเกินไป หรือ Games ไม่สามารถดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามา ปริมาณผู้เล่นก็จะเท่าเดิมหรือน้อยลง สวนทางกับจำนวน “เหรียญ”

อีกข้อควรระวังก็คือ สิ่งใดได้รับความนิยม ก็จะมีคนทำตามๆ กันมาก หากสังเกตว่าช่วงไหนมี Play to Earn ออกมาในตลาด Games เยอะแบบผิดหูผิดตา

บาง Games อาจเป็นแค่สร้างมาเพื่อ Scam หรือ “หลอกให้ลงทุน” ได้!

 

อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่ผมเห็นจากปรากฏการณ์ Play to Earn ก็คือ อย่างน้อย Play to Earn ก็มีส่วนช่วยลดอคติของผู้ใหญ่ที่มีต่อ “เด็กติดเกม”

เหมือนที่ e-Sports เคยเปลี่ยนมุมมองพ่อแม่ที่มีต่อ Video Games และ “ร้านเกม”

เหมือนกับผู้ปกครอง ที่ได้เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อกีฬา Snooker และ “โต๊ะสนุ้ก” ว่าไม่ใช่แหล่งมั่วสุม อบายมุข บ่อนพนัน หรือยาเสพติด

เพราะในวันนี้ ทั้ง e-Sports และทั้ง Play to Earn ได้ช่วยยกระดับ Video Games ให้พ้นสถานะ “เด็กเกเร” ที่เคยดำรงอยู่มาอย่างเนิ่นนานนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...