องครักษ์เสื้อแพรแห่งต้าฉิน
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องราวเล่าถึง นายตำรวจสืบสวนมือดีแห่งศตวรรษที่ 21 นาม “หลี่อี้เฉิน” (แปลว่าพระจันทร์) ที่ได้จบชีวิตลงแล้วบังเอิญวิญญาณทะลุมิติเข้าไปอยู่ในร่างของนายน้อยตระกูลหลี่ ที่มีชื่อเดียวกัน แต่มีนิสัยเสเพล ไม่เอาไหน จนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งต้าฉินอย่างหน่วย จิ่นยี่เว่ย์ (องครักษ์เสื้อแพร) ที่มีหน้าที่อารักขาเหล่าราชวงศ์ องค์ฮ่องเต้ รวมไปถึงการสืบสวน จับกุม ไต่สวนในคดีพิเศษต่างๆ การทะลุมิติครั้งนี้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคดีต่างๆมากมาย รวมถึงหญิงสาวมากหน้าหลายตา เขายังต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ทั้งหมดนี้ได้ถูกหลวมรวมมาเป็นนวนิยายเรื่องนี้ จะสร้างความตื่นเต้นเร้าใจแค่ไหน โปรดติดตาม
ปล.ชื่อคน สถานที่ ทุกอย่างในเรื่อง เกิดจากการจิตนาการทั้งสิ้น
ปล.2 นิยายเรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมากจากหลายๆเรื่อง นำมาผสมผสานกันไป อาจจะคุ้นๆในบางช็อต เพราะโครงเรื่องมาจากเรื่องเหล่านั้นครับ
หมายเหตุ ตั้งแต่ตอนที่ 7 เป็นต้นไป ขอแจ้งเวลาในการอัพนิยายนะครับ โดยจะแบ่งเป็น 3 ตอนต่อวัน
08.30
12.30
17.30
ถ้าทันอาจจะมีตอนเสริม ช่วง 00.30
ขอบคุณที่อ่านนิยายเรื่องนี้ครับ
เภทภัยมาเยือน
ห้องขัง เมืองหนานจิง (อิ้งเทียนฟู่) อาณาจักรต้าฉิน
หลี่อี้เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ สัมผัสได้ถึงความชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าจากอากาศ ชวนให้รู้สึกไม่สบายตัว ท้องไส้ปั่นป่วน
กลิ่นเหม็นที่เข้ามาคืออะไร หรือเจ้าโกเด้นที่บ้านวิ่งมาฉี่รดหัวอีกแล้ว จากระดับความเหม็นคาดว่ามันจะขี้รดหัวซะมากกว่า
บ้านของหลี่อี้เฉินเลี้ยงสุขักไว้ตัวหนึ่ง มาทำงานที่ปักกิ่งเกือบ 5 ปีใช้ชีวิตอยู่ลำพัง เมื่อรู้สึกโดเดี่ยวนานวันเข้า ก็อยากเลี่ยงสุนักไว้สักตัวเพื่อปลอบโยนความเหงา
เมื่อลืมตาตื่นขึ้น เหลียวมองไปรอบด้าน หลี่อี้เฉินพลันตกตะลึง ก้อนหินทับซ้อนบนกำแพง หน้าต่างกว้างเพียงแต่ 45 เซ็นติเมตร เขานอนอยู่บนเสื่อเก่าขาด แสงตะวันลอดผ่านหน้าต่างสี่เหลี่ยมต้องกลางอกของเขา ท่ามกลางแสงนั้นมีฝุ่นลอยคลุ้ง
“เราอยู่ที่ไหน?”
หลี่อี้เฉิน จมอยู่ในห้วงความคิดอันเลือนลางด้วยความสงสัยในชีวิต จากนั้นก็ยิ่งบังเกิดความสงสัย ‘เราทะลุมิติมาแล้ว’ ความทรงจำในสมองถาโถมเข้ามา ราวกับคลื่นคุ้มคลั่ง ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสทำสิ่งใด พุ่งตรงเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว
หลี่อี้เฉิน เป็นมือปราบ ในอำเภอเหียนหู่ เมืองหนานจิง แห่งอาณาจักรต้าฉิน
“นึกไม่ถึงว่า จะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการเป็นตำรวจ แต่ทำไมถึงมาอยู่ในคุกได้?”
เขาพยายามด้วยความทรงจำที่เข้ามา ไม่นานก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า 3 วันก่อน อารองที่เป็นขุนนางชั้นที่ 7 สังกัดหน่วยองครักษ์ดาบ ได้คุ้มกันเงินภาษีนำไปส่งยังกรมคลัง ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เงินภาษีสูญหายไป มากถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง
ทำให้ราชสำนักสั่นสะเทือน ฮ่องเต้ทรงติ้วอย่างหนัก มีพระราชโองการให้ประหาร หลี่เสียน ภายใน 5 วัน ส่งญาติพี่น้อง 3 ชั่วโคตรเข้าคุก จากนั้นเนรเทศบุรุษไปชายแดน ส่งสตรีเข้าเรือนร้อยบุปผา ( หน่วยงานสังกัดกรมพิธีการ รับผิดชอบด้านการร้องรำต้อนรับแขก อีกทั้งยังเป็นหอกคณิกาของทางการ) ในฐานะหลานชายของหลี่เสียน เขาถูกปลดจากตำแหน่งมือปราบส่งตัวเข้าคุกหลวง
2 วัน อีก 2 วันเขาจะถูกเนรเทศไปชายแดนอันรกร้าง “เปิดฉากมาก็เข้าด่านนรกกันเลย…” หลี่อี้เฉิน รู้สึกเสียวสันหลังวาบหัวใจเย็นเฉียบไปครึ่งซีก
“ระบบ ?” เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งภายในคุกกันเงียบสงบ “ระบบ..ผู้ควบคุมระบบ เจ้าออกมา” น้ำเสียงแฝงความร้อนรน
เงียบกริบ ไม่มีระบบ อีก 2 วันเขาจะต้องถูกตีตรวนส่งตัวไปชายแดน ด้วยสภาพร่างกายของเขา คาดว่าคงไม่ถึงกับตายระหว่างทาง แต่นั่นกลับไม่ใช่ข้อดี เพราะต้องไปใช้รายงานอย่างเหนื่อยยากกลายเป็นเครื่องมือทำงานไปตลอดชีวิตที่เหลือก่อนจะตายไปในที่สุด
“ ถ้าต้องหาทางช่วยตัวเองให้รอด จะตายแบบนี้ไม่ได้เป็นอันขาด”
ตระกูลหลี่เป็นตระกูลที่ใหญ่มาก คนภายในตระกูลกระจายไปแต่ละท้องที่ แต่เมื่อเงินภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงถูกปล้น ในช่วงคับขันเช่นนี้จะมีใครกล้าไปร้องเรียนแทน
ตามกฎหมายต้าฉินมีแต่ทำคุณไถ่โทษจึงจะสามารถยกเว้นโทษตายได้ เว้นแต่จะตามหาเงินกลับมาได้
ดวงตาของหลี่อี้เฉิน เป็นประกาย คล้ายคนที่กำลังจะจมน้ำตายเกิดความฟางช่วยชีวิตไว้ได้ เขาจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีความรู้และทฤษฎีในหัวมากมาย ทั้งเชียวชาญการคาดคะเนตามข้อมูลหลักฐาน แต่แล้วประกายในดวงตาพลันหมองลง ต้องการจะไขคดีก่อนอื่นต้องได้อ่านบันทึกคดี บัดนี้เขาอยู่ในคุก อีก 2 วันจะถูกส่งไปชายแดนแล้ว หมดหนทางแล้ว!
หลี่อี้เฉิน ทิ้งก้นนั่งลงกับพื้น ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอย
ในเวลานี้มุมสลัวของทางเดิน มีเสียงโซ่เคลื่อนไหวคาดว่าประตูคงเปิดออก ผู้คุมคุกคนหนึ่งนำพาบัณฑิตหล่อเหลา เดินมาหยุดหน้าห้องขังของหลี่อี้เฉิน สมองของหลี่อี้เฉิน ปรากฏความทรงจำเกี่ยวกับคนผู้นี้
คุณชายรองตระกูลหลี่ ‘หลี่เหยา’ เป็นลูกชายของอารองเขาสอบบัณฑิตได้ในฤดูร้อนปีนี้
หลี่เหยา มองดูเขาอย่างสงบกล่าวว่า “ผู้คุมคุกที่จะคุมตัวเจ้าไปชายแดน รับเงินจากข้าไป 300 ตำลึง นี่เป็นเงินที่เหลืออยู่ของบ้านเรา เจ้าเดินทางอย่างวางใจ ระหว่างทางจะไม่เกิดอุบัติเหตุอันใดทั้งสิ้น”
“ตัวเจ้าเล่า?” หลี่อี้เฉิน เอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างประหลาด ในความทรงจำของเจ้าของร่าง ความสัมพันธ์กับน้องชายผู้นี้ ไม่ดีนัก
หลี่เหยา กล่าวอย่างรำคาญว่า “ข้าถูกถอดออกจากตำแหน่ง แต่เพราะอาจารย์ที่สำนักศึกษาช่วยปกป้องจึงไม่ถูกเนรเทศ เจ้าดูแลตัวเองให้ดีเถอะ ไปถึงชายแดนแล้วให้เลิกนิสัยเจ้าอารมณ์ มีชีวิตอยู่เท่าใดก็เท่านั้น”
หลี่เหยา อยู่สถานศึกษาไป๋ลู่ อันโด่งดังในเมืองหลวง ได้รับความสำคัญไม่น้อย ทั้งยังเพิ่งสอบได้เป็น ‘จวี่เหริน’ ( ชื่อตำแหน่งของผู้ที่สอบเข้ารับราชการในระดับกลาง) ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดเรื่องกับบิดา เขาจึงไม่ถูกขัง แต่ก็ไม่อนุญาตให้ออกจากเมืองหลวง หลายวันที่ผ่านมาก็พยายามวิ่งเต้นกับฝ่ายต่างๆ
หลี่อี้เฉิน นิ่งเงียบไว้ เขาไม่คิดว่าหลี่เหยา จะมีสภาพดีกว่าตนเอง เกรงว่านอกจากจะถูกปลดแล้ว ยังถูกลดระดับไปอยู่ในทะเบียนชนชั้นต่ำ ลูกหลานไม่อาจเข้ารับราชการ หลี่เหยา เป็นบัณฑิต เขาจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้อย่างไร บางทีการถูกเนรเทศไปชายแดนยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
หัวใจหลี่อี้เฉินพลันกระตุก เดินหน้าไป ใช้มือจับราวลูกกรงกล่าวว่า “เจ้าคิดจะฆ่าตัวตาย?”
หลี่เหยา สะบัดแขนเสื้อ กล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า”
เขาลังเลครู่หนึ่ง กรอกลูกตาลงเล็กน้อย ไม่ยอมจ้องหน้าพี่ชายคนนี้โดยตรง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “มีชีวิตอยู่ต่อไป” กล่าวจบก็สาวเท้าเดินจากไป
“ช้าก่อน” หลี่อี้เฉิน ยื่นมือออกจากลูกกรง คว้าแขนเสื้อเขาเอาไว้
หลี่เหยาชะงักฝีเท้า จ้องมองเขาอย่างเงียบกัน
“เจ้าสามารถหาบันทึกคดีมาได้หรือไม่ บันทึกคดีเงินภาษีสูญหาย”
เพิ่งลองแต่งครั้งแรกนะครับ ผิดพลาดตรงไหน ติ ชม ได้นะ จะได้พัฒนาฝีมือตัวเองต่อไป
มารร้ายก่อกวน
หลี่เหยา ขมวดคิ้ว “ เจ้าต้องการสิ่งนี้ไปทำอะไร”
หลี่อี้เฉิน เปล่าเสียงทุ้มว่า “ข้าต้องการรู้รายละเอียดของคดี แม้ตายก็ต้องตายอย่างกระจ่างไม่เช่นนั้นข้าคงรู้สึกไม่ยินยอม”
หากบอกตามตรงว่าจะไขคดีหลี่เหยาอาจรู้สึกว่าสมองของเขามีปัญหา หลี่อี้เฉินจึงกล่าวเป็นอื่น ถึงอย่างไรหลี่อี้เฉินเจ้าของร่างก็มีนิสัยดื้อรั้นไม่ยอมแพ้
หลี่เหยาเค้นเสียงคราหนึ่งกล่าวว่า “ข้าอ่านบันทึกคดีแล้วจะบอกให้เจ้าฟัง”
หลายวันนี้เขาเที่ยววิ่งเต้นให้กับตระกูลหลี่ แต่คดีใหญ่หลวงเกินไปไม่มีผู้ใดยินยอมยื่นมือช่วยเหลือ เมื่ออับจนหนทาง หลี่เหยาจึงเปลี่ยนวิธี คิดจะลองคลี่คลายคดีตามหาเงินภาษีกลับมา เขาอาศัยเส้นสายของตระกูลหลี่ ความสัมพันธ์กับสำนักศึกษา รวมถึงเงินทองที่มี
หลี่เหยา ได้ซื้อตัวเสมียนศาล เมืองหนานจิง ให้ช่วยคัดลอกบันทึกคดี แต่เขาไม่มีประสบการณ์สืบคดี ไม่มีความสามารถในการวิเคราะห์คดีสุดท้ายจึงล้มเลิกไป
หลี่อี้เฉิน ยกมือขัดจังหวะ แล้วกล่าวว่า “เจ้าไปเขียนมา บอกกล่าวด้วยปากเปล่าไม่มีความหมาย”
รายละเอียดคดีอยู่บนตัวอักษรจำเป็นต้องครุ่นคิด ย่อยให้ละเอียด หากต้องแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปกับการฟังสมองคงยากจะพิเคราะห์และแยกแยะได้อย่างเยือกเย็น ความสามารถด้านตรรกะและการวิเคราะห์ของ หลี่อี้เฉินในชาติก่อนนับว่าเป็นยอดอาชาที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น
หากเป็นอดีต หลี่เหยา คงไม่สนใจเขา แต่เห็นแก่ที่พี่น้องจากการครานี้ อาจจะเป็นการจากกันไปตลอดกาล เขาจึงรับปากทำตามคำขอสุดท้ายของพี่ชาย กล่าวเบาๆว่า “รอสักครู่” ก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าหายไปจากทางเดิน หลี่อี้เฉิน นั่งลงพิงลูกกรงหัวใจสับสนเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาไม่มีความมั่นใจว่าจะพลิกคดีได้แท้จริงแล้วการไขคดีเป็นเพียงความหวังและความรู้สึกไม่ยินยอม เมื่อหนทางที่จะช่วยตนเองให้รอดได้มีอยู่ทางเดียว ถึงอย่างไรก็ต้องทดลองดิ้นรนก่อนตายสักครา
กระบวนการสืบสวนในยุคของเขามีการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ ดูกล้องวงจรปิด ชันสูตรศพ เป็นสามส่วนที่ขาดไม่ได้ ในคดีเงินภาษีสูญหายไม่มีผู้เสียชีวิต ยุคโบราณไม่มีกล้องวงจรปิด ตัวของเขาติดอยู่ในคุก ทั้งสามประการนี้จึงไม่สามารถทำได้ เคราะห์ดีที่บันทึกคดียังสามารถช่วยให้เห็นภาพสถานที่เกิดเหตุได้
“จะตายหรือรอดคงต้องดูจากนี้แล้ว…” เขาพึมพำเบาๆ
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไปช้าๆ หลี่เหยา กลับมา ส่งกระดาษที่หมึกยังไม่แห้งสองสามแผ่นให้เขา
“หมดเวลาแล้วข้าคงต้องกลับก่อน” หลี่เย้าลังเลครู่หนึ่งกล่าวว่า “เจ้าก็ถนอมตัวด้วย”
หลี่อี้เฉิน มิได้กล่าวตอบ สายตาของเขาถูกตัวหนังสือบนกระดาษเซวียนจื่อ (กระดาษชนิดหนึ่ง) ดึงดูดไปหมด
เวลากระชั้นสั้น บนกระดาษเป็นตัวอักษรหวัด หากไม่ใช่เพราะหลี่อี้เฉินเคยรับการศึกษามาหลายปีคงอ่านตัวอักษรภูติผีเหล่านี้ไม่ออก
“การศึกษายังคงมีประโยชน์เสมอหากเจ้าของร่างอ่านหนังสือไม่ออก..คงจบไม่สวยแน่” หลี่อี้เฉินกล่าวกับตัวเอง
บันทึกคดีเงินภาษีสูญหาย
สามวันก่อนช่วงเวลาหกโมงครึ่ง หลี่เสียน คุมเงินภาษีจำนวนหนึ่งเข้าเมือง ในเวลาเจ็ดโมงสิบห้า ขบวนเคลื่อนไปถึงถนนกว่างหนาน เพิ่งข้ามสะพาน พลันบังเกิดลมประหลาดหอบหนึ่ง ม้าเกิดแตกตื่นพุ่งลงแม่น้ำข้างทาง
ทันใดนั้นเกิดเสียงระเบิดดังก้องจนแก้วหูแทบแตก น้ำในแม่น้ำพุ่งสูงกว่าสิบเมตร ทหารที่รับผิดชอบคนเงินภาษี กระโดดลงแม่น้ำไปตามหาเงิน แต่หาเงินกลับมาได้เพียงหนึ่งพันสองร้อยห้าสิบตำลึง เงินส่วนที่เหลือกลับหายไปราวติดปีก
นอกจากลำดับเหตุการณ์ในคดี ยังมีคำให้การของคนผ่านทางและทหารคุ้มกันเงินภาษี ที่ศาลเมืองหนานจิงไปรวบรวมมา ท่ามกลางคำให้การการมากมาย หลี่อี้เฉินพบเห็นประโยคหนึ่งที่ใช้หมึกสีแดงขีดไว้ “มารร้ายก่อกวน!”
“มารร้ายก่อกวน?” แก้วตาของหลี่อี้เฉินพลันหดตัวลง จมสู่ห้วงความคิด
เรือนด้านหลัง ศาลเมืองหนานจิง
หลังจากเหน็ดเหนื่อยตรากตรำมาสามวัน ผู้รับผิดชอบหลักในคดีเงินภาษีสูญหายก็มารวมตัวกัน
เจ้าเมืองหนานจิง เฉินฮั่นกวง ถือถ้วยน้ำชากระเบื้องเคลือบสีขาววาดลายบุปผาเขียว วางฝาถ้วยลงเบาๆสีหน้าหนักอึ้ง
บุรุษผู้เป็นขุนนางชั้นที่สี่ สวมชุดขุนนางสีแดงปักลายห่านป่าโบยบินผู้นี้ ถอนหายใจเบาๆกล่าวว่า “เหลือเวลาอีกเพียงสองวันฮ่องเต้มีพระบัญชาให้พวกเราตามหาเงินภาษีกลับคืนมา ก่อนที่หลี่เสียนจะถูกประหาร ใต้เท้าทั้งสองคงต้องเร่งมือแล้ว”
ใต้เท้าทั้งสองที่เจ้าเมืองเฉินเอ่ยถึง คนหนึ่งเป็นบุรุษวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีดำเสื้อคลุมกันลมสีน้ำตาลเข้ม จมูกโด่งเบ้าตาลึกเล็กน้อยนัยตาเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ มีสายเลือดชนเผ่าอนาระยะทำทางใต้อยู่ครึ่งหนึ่ง
อีกคนเป็นดารุณีเยาว์วัยใบหน้ารูปไข่ห่าน สวมชุดกระโปรงยาวสีเหลืองวงคิ้วและนัยย์ตางดงาม ราวจิตรกรรม ผิวขาวนวลเนียน รูปร่างอรชร ในมือของนางถืออ้อยท่อนหนึ่ง แขวนถุงหนังกวางใบเล็กกับเข็มทิศไว้ข้างเอว ปลายกระโปรงแลเห็นรองเท้าขนาดกะทัดรัดปักลายเมฆา
ทั้งสองคนคือผู้ที่มาช่วยทำคดี บุรุษวัยกลางคนมีนามว่า สวีอี้ชุน สังกัดหน่วยองครักษ์เสื้อแพร ที่ขุนนางต้าฉินพรั่นพรึง
หน่วยองครักษ์เสื้อแพร นอกจากมีหน้าที่สืบสวน จับกุม ไต่สวน ยังมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลทางทหาร วางแผนต่อต้านศัตรู ไม่ได้สังกัดหกกรมและมิได้ขึ้นตรงสังกัดฝ่ายทหาร แต่เป็นหน่วยงานที่ขึ้นตรงกับราชวงศ์คล้ายดาบประหารที่แขวนอยู่เหนือศีรษะเหล่าขุนนาง
ขุนนางต้าฉินทุกคนล้วนเคยได้ยินประโยคหนึ่งที่ว่า “ยามตื่นไม่ทำเรื่องผิดมโนธรรม ยามหลับไม่ต้องกลัวหน่วยองครักษ์เสื้อแพร”
สตรีในชุดกระโปรงยาวสีเหลืองมาจากสำนักสื่อเทียนเจี้ยน (หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ จัดทำปฏิทิน) มีฐานะสูงส่งเป็นสิทธิ์ของหัวหน้าสำนัก
ชายวัยกลางคนเหลือบมองชานอ้อยที่สตรีชุดเหลืองคล้ายทิ้งไว้เต็มพื้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย ตวัดฝ่ามือหนึ่งอากาศพลันหมุนวน รวบชานอ้อยเหล่านั้นมากองรวมกัน จากนั้นพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าฉายแววพึงพอใจวูบหนึ่ง ก่อนจางหาย หันไปตอบเจ้าเมืองที่ยังมีสีหน้าหนักอึ้งว่า “คดีนี้คล้ายถูกปกคลุมในม่านหมอกมีความแปลกประหลาดยิ่งนัก พวกเราอาจมุ่งผิดทางก็เป็นได้”
“ใต้เท้าสวีกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร” เจ้าเมืองเฉินขมวดคิ้ว หลังจากสืบสวนมาจนบัดนี้ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าเป็นฝีมือของมารร้ายก่อกวนปล้นชิงเงินภาษีไป
“พวกเราเหลือเวลาไม่มากนักบัดนี้สิ่งที่ควรกระทำคือเร่งจับกุมปีศาจที่ก่อคดี อย่าได้คิดเรื่องเหลวไหล”เจ้าเมืองเฉินกล่าว
บุรุษวัยกลางคนส่ายหน้าเบาๆมิได้โต้เถียง เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “ทางด้านหลี่เสียน มีข้อมูลอะไรใหม่หรือไม่”
เจ้าเมืองเฉินส่ายหน้ากล่าวว่า “นักบู๊คนหนึ่งเอาแต่ตะโกนว่าตนเองถูกปรักปรำ แม้แต่เงินภาษีหายไปอย่างไรก็ยังไม่ทราบ”
ดารุณีชุดเหลืองกล่าวเรียบๆว่า “ข้าเคย ส่องปราณ ของเขา เขาไม่ได้โกหก”
สวีอี้ชุน กับเจ้าเมืองเฉินพยักหน้าเบาๆไม่ถกเรื่องของคนผู้นี้ต่อ
ในฐานะผู้ต้องหา หลี่เสียนย่อมเป็นคนแรกที่ถูกลงทัณฑ์อไต่สวน ถูกตรวจสอบการเงินและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับใช้วิชาสองปราณของสำนักสื่อเทียนเจี้ยน ยามนี้นับว่าพ้นสถานะผู้ต้องสงสัยแล้ว แน่นอนว่าการทำเงินภาษีสูญหายนับว่าหลี่เสียนบกพร่องต่อหน้าที่ ยังมิอาจพ้นจากโทษประหาร
บุรุษวัยกลางคนกับเจ้าเมืองต่างรู้สึกหนักอึ้ง มีสีหน้าตึงเครียด มีเพียงอรุณีชุดเหลืองที่ยังแทะอ้อยต่อไปอย่างไรความรู้สึก
ทันใดนั้นพลันมีเสียงฝีเท้าเจ้าหน้าที่ศาลคนหนึ่งวิ่งเข้ามามือขวาถือกระบอกไม้ไผ่เล็กๆมือซ้ายถือถุงกระดาษเคลือบน้ำมันภายในบรรจุซาลาเปาเนื้อร้อนๆ ดารุณีชุดเหลืองมิได้ยื่นมือรับ ตาสุขใสราวกับดวงดาราเพ่งมองไปยังถุงซาลาเปาเนื้อ
เจ้าหน้าที่พลันเข้าใจสถานการณ์สับเปลี่ยนเป็นยื่นถุงซาลาเปาเนื้อให้ก่อน ดรุณีชุดเหลืองกัดซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะรับกระบอกไม้ไผ่ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาเปิดอ่าน “คนของข้าบอกว่าตลอดรายทางสิบกิโล ไม่พบว่ามีไอปีศาจในน้ำ ริมฝั่งก็ไร้ร่องรอย”
เปรี้ยง! “บัดซบ ปีศาจตนใด มาชิงเงินภาษีของต้าฉินไป เราผู้เป็นขุนนางจะกำจัดมันให้สิ้นซาก!” ในที่สุดอารมณ์ที่สะกดไว้ก็ระเบิดขึ้น เจ้าเมืองเฉินตบโต๊ะด้วยโทสะ กล่าวอีกว่า “เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง จะถูกนำไปที่ใดๆ ถึงอย่างไรมันต้องขึ้นฝั่ง จำเป็นต้องขึ้นฝั่ง นี่ผ่านมาสามวันแล้วแม้แต่ร่องรอยก็ยังหาไม่พบ”
หากนำเงินภาษีกลับมาไม่ได้เขาก็จำเป็นต้องแบกหม้อก้นดำนี้ไว้ ฮ่องเต้ย่อมไม่สนพระทัยว่าเค้าจะมีความผิดหรือไม่ เมื่อก้นของเขานั่งอยู่บนตำแหน่งนี้ย่อมต้องรับผิดชอบ วงการขุนนางก็เป็นเช่นนี้ปีนป่ายขึ้นมาอย่างยากลำบากยามตกร่วงกลับง่ายดายยิ่ง
สวีอี้ชุน ระบายลมหายใจคราหนึ่ง ยกหัวข้อสนทนาเมื่อครู่กลับมาอีกครั้ง “หรือเป็นเพราะการสืบสวนของเรามุ่งเป้าผิดทางนี่อาจไม่ใช่ฝีมือของมารร้าย”
เจ้าเมืองเฉินหันไปมองสูดลมหายใจลึกๆคราหนึ่งพยายามสะกดเพลิงโทสะในใจ “หากไม่ใช่ปีศาจเช่นนั้นล้มปีศาจนั้นมาจากที่ใด เงินมากมายร่วงหล่นลงแม่น้ำจะหายไปได้อย่างไรเหตุใดจึงระเบิดกลายเป็นคลื่นน้ำ กระแทกตลิ่งสองฝั่งลั่นสะเทือน”
จินตนาการก็ใช้สืบสวนได้
ปัญหานี้ไม่มีผู้ใดตอบได้
สวีอี้ชุนกล่าวว่า “แรงจูงใจที่มารร้ายจะปล้นเงินภาษีคืออะไร”
เจ้าเมืองเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งกล่าวว่า “เผ่ามารกระทำการตามอารมณ์ ไร้เหตุผลหากต้องการสืบหาสาเหตุ ก็ไม่ต่างจากหาเรื่องปวดศีรษะใส่ตัว”
ดรุณีชุดเหลืองกลับเห็นต่าง “เนื้อมนุษย์มีรสชาติดียิ่งกว่า….อืม พวกท่านรอสักครู่ รอข้ารับประทานซาลาเปาหมดก่อน”
นางยังซาลาเปาเนื้อเข้าปาก ใบหน้ากลายเป็นซาลาเปาใบน้อย พยายามกลืนลงไป ดื่มน้ำชาอึกหนึ่ง ค่อยย้อนกลับไปสนทนาเรื่อง รับประทานเนื้อคนได้อย่างเต็มที่ “พวกมารทําสิ่งใดไร้ความยําเกรง ในสายตาของพวกมัน เงินทอง มิได้น่าเย้ายวนเท่าเนื้อมนุษย์ ต่อให้ต้องการเงินทอง ปล้นชิงจากผู้คน ย่อมง่ายดายกว่าปล้นชิงเงินภาษีมากนัก"
ปล้นชิงเงินภาษีกลางถนนในเมืองหลวง อาณาจักรต้าเพิ่ง เสี่ยงอันตรายเกินไป
เจ้าเมืองเฉินพยักหน้าเบาๆ กล่าวว่า “มีเหตุผล ไม่อาจตัดข้อสงสัยว่ามีคนบงการ”
สวีอี้ชุนหรี่ตาลง กล่าวว่า “เช่นนั้นผู้ใดสามารถบงการให้ มารร้ายมาปล้นชิงเงินภาษี? เหตุผลคือสิ่งใด? เหตุใดต้องเป็นเงินภาษีชุดนี้ และต้องเป็นจํานวนหนึ่งแสนห้าหมื่นตําลึง พวกเราลองจินตนาการว่า ผู้ที่บงการเบื้องหลังกําลังต้องการ
เงินก้อนใหญ่ แต่ไม่อาจก่อเรื่องเอิกเกริกจนเกินไป…กล่าวให้ชัดเจนก็คือ ไม่อาจปล้นชิงทรัพย์โดยไร้ความยําเกรง”
หัวใจของเจ้าเมืองเฉิน กระตุกคราหนึ่ง
“ด้วยเหตุนี้ จึงพุ่งเป้ามาที่เงินภาษี?" ดรุณีชุดเหลืองเม้มริมฝีปากอันงดงามเบาๆ
“เส้นทางขนส่งเงินภาษีนั้นไม่แน่นอน หน่วยองครักษ์ดาบหลี่เสียนจะเป็นผู้กําหนดขึ้นกะทันหัน แต่พวกปีศาจกลับสามารถดักซุ่มอยู่ ในแม่น้ำล่วงหน้า….หรือในขณะขนเงินภาษี มีหนอนบ่อนไส้” สวีอี้ชุน กล่าวพลางจ้องมองเจ้าเมืองเฉิน
“ไปเชิญยอดคนจากลัทธิหยูสํานักศึกษาอวิ๋นลู่มาใช้ วิชาถามใจ”
ดรุณีชุดเหลืองค้อนแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านดูแคลนวิชาส่องปราณของสํานักสื่อเทียนเจี้ยนหรือ ข้าบอกแล้วว่า ทหารที่ขนส่งเงินภาษี ไม่มีผู้ใดทราบเรื่อง”
ความคิดของทุกคนพลันสะดุดลง ทั้งสามคนกลับสู่ความนิ่งเงียบอีกครั้ง อากาศรอบตัวพลันนิ่งสงัด
สวีอี้ชุนก้มหน้าอ่านบันทึกคดีอย่างละเอียด เจ้าเมืองเฉินถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า ดรุณีชุดเหลืองหมุนเข็มทิศที่ห้อยเอว คิดเพียงว่าเมื่อตะวันตกดินจะออกจากศาลเมืองจิงจ้าว ไปขอรับประทานอาหารกับองค์หญิงใหญ่
ฝีมือในการปรุงอาหารของห้องเครื่องในวัง จัดเป็นอันดับหนึ่งในแผ่นดิน!
หากเทียบกับอีกสองคน ดรุณีชุดเหลืองนามว่าไฉ่เวยคล้ายมาในฐานะแขก หรือผู้ที่ช่วยสนับสนุนคดีมากกว่า
นางไม่มีตําแหน่งขุนนาง แม้จะเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบคดีนี้ แต่ก็มิได้แบกความรับผิดชอบไว้มากนัก
เจ้าเมืองเฉินกลอกตาเล็กน้อย เอ่ยหยั่งเชิงขึ้นว่า “ยามนี้คดี คืบหน้าช้ามาก แต่เวลากลับไม่รอช้า จนผู้คนร้อนใจดั่งไฟลน ใต้เท้าสวี มิสู้ลองไปสอบถามจากเว่ยกง?”
ชายวัยกลางคนชําเลืองมองเขาแวบหนึ่ง แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “ขุนนางบุ๋นมีการสอบ หน่วยองครักษ์เสื้อแพรของพวกข้าก็มีเช่นกัน บอกตามตรงว่า นี่เป็นข้อทดสอบที่เว่ยกงมอบให้ข้า
เจ้าเมืองเฉินฝืนยิ้มกล่าวว่า “หากไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ ตําแหน่งของข้าคงไม่อาจรักษาไว้ได้ คนทั้งราชสํานักกําลังจับตาดูพวกเราอยู่”
ทั้งสองคนจ้องมองกันอย่างนิ่งงัน บรรยากาศยิ่งหนักอึ้ง
“หากเป็นมารร้ายก่อกวน เช่นนั้นข้าก็จนปัญญา!”
ใบหน้าหลี่อี้เฉินซีดเผือด สัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายของสวรรค์ โลกใบนี้มีเหล่ามารร้าย มีเผ่ามารดํารงอยู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ยุคโบราณ ต่างฝ่ายต่างล่า ต่างฝ่ายต่างกลืนกิน
เทือกเขาลือว่านทางชายแดนใต้ มีอาณาจักรหมื่นมาร เป็นแหล่งรวมตัวที่ใหญ่ที่สุดของเผ่ามาร ห้าร้อยปีก่อน แว่นแคว้นทางตะวันตก ภายใต้การนําของศาสนาพุทธ ได้ประกาศเปิดศึกกับอาณาจักรหมื่นมารทางใต้ ทําสงคราม
ต่อเนื่องเป็นเวลาหกสิบปี จึงสามารถถล่มอาณาจักรมารจนราบคาบ บันทึกประวัติศาสตร์เรียกสงครามครั้งนี้ว่า “เจียจื่อสยบมาร”
หลังสงครามครั้งนั้น เผ่ามารประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ค่อยๆ อ่อนกําลังลง ศาสนาพุทธกลับรุ่งเรืองถึงขีดสุด
หากอธิบายตามภาษาของหลี่อี้เฉิน มนุษย์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ จากสงครามช่วงชิงสถานะสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในครั้งนี้ หากการปล้นชิงเงินภาษีเป็นฝีมือของหมู่มาร เช่นนั้นเขาจะต้อง ชิงเงินนั้นกลับมา จึงจะสามารถปกป้องตนเองและตระกูลหลี่ได้
ในฐานะผู้ยุทธ์ระดับเก้าขั้นสูงสุด หลี่อี้เฉินเห็นว่าตนเองคงไม่สามารถพลิกคดีได้แล้ว
เข้าสู่ฤดูสารท อากาศเย็นชื้น หลี่อี้เฉินกลับหลั่งเหงื่อโซมกาย เขากําลังกลัว! เมื่อหลอมรวมความทรงจําเจ้าของร่างเข้ามา เขารู้ว่าตนเองไม่สามารถแหกคุกได้ ยิ่งรู้ว่าสังคมที่พระราชอํานาจของฮ่องเต้แสนยิ่งใหญ่ อํานาจส่วนบุคคลนั้นเปราะบางยิ่งนัก ในอดีตเขาเคยจินตนาการว่าหากได้ย้อนเวลาไปในอดีต คัดลอกบทกวีผู้อื่นไปโอ่อวด คงเป็นเรื่องสมใจไม่น้อย บัดนี้กลับถูกความเป็นจริงตบหน้าฉาดใหญ่ ย้อนเวลาแล้วกลับถูกสังคมทุบตี
"ไม่ นี่เป็นเพียงการคาดเดา เป็นเพียงการคาดเดาของศาลเมืองหนานจิง ข้าจะไม่ปล่อยให้การคาดเดาของพวกเขามีอิทธิพลกับข้า ข้าจะวิเคราะห์ด้วยตัวเอง…ยังมีทางรอด ยังมีทางรอด…” สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดอันรุนแรงทําให้เขาสงบลงอย่างรวดเร็วความคิดรัดกุมและชัดเจนยิ่งขึ้น
“เหตุใดมารจึงต้องปล้นชิงเงินภาษี หรือเนื้อมนุษย์ไม่หอมหวน… ต่อให้ขาดเงินทอง ก็ไม่จําเป็นต้องเล็งเป้ามาที่เงินภาษี นักเล่านิทาน เคยเล่าว่า สตรีเผ่ามารล้วนงดงามแช่มช้อย รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น… ไม่รู้ว่าจะมีนางปีศาจแมว นางปีศาจสุนัขหรือไม่…”
“เพียะ!” หลี่อี้เฉินตบหน้าตนเองฉาดหนึ่ง “เริ่มต้นคิดใหม่!" การพิเคราะห์เน้นที่กระบวนการตัด นําเอาเงื่อนงําทั้งหมดที่มี
ออกมา แล้วจัดความเกี่ยวข้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นเส้นขนที่ขยุมเป็นก้อน ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน
คดีเงินภาษีมีเบาะแสที่ชัดเจนสองอย่าง
หนึ่ง ลมปีศาจ!
สอง ระเบิด หลังจากเงินภาษีหล่นลงแม่น้ำ
นอกจากผู้ฝึกยุทธ์แล้ว ผู้ฝึกวิชาสายต่างๆ ล้วนมีความสามารถ สร้างลมปีศาจได้ ฉะนั้นเบาะแสแรก บอกได้เพียงว่า “มีผู้ฝึกวิชา” เข้าร่วม ไม่อาจระบุเป้าหมายที่ละเอียดกว่านั้น เช่นนี้ความน่าสงสัยของผู้ฝึกยุทธ์อย่างท่านพ่อก็ยิ่งลดลง
แต่ยังไม่อาจระบุได้ว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดหรือไม่
เบาะแสที่สองคือระเบิด เป็นข้อสงสัยที่ไม่สมเหตุสมผล การต่อสู้ ของผู้ฝึกวิชาระดับสูง สามารถก่อให้เกิดการระเบิดได้ นับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในคดีเงินภาษีหายสาบสูญนี้ ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น การระเบิดนี้จึงไม่มีเหตุผล
"เว้นแต่ไม่อาจไม่ระเบิด!”หลี่อี้เฉินพึมพําขึ้น “ผู้ฝึกวิชาแต่ละสาย มีอาชีพใดที่ต้องอาศัยระเบิดเพื่อบรรลุ
เป้าหมาย?”
หลี่อี้เฉินขบคิดครู่หนึ่ง ยังหาเงื่อนงําไม่ได้ สุดท้ายพลันแตกตื่นที่พบว่า ตนเองกําลังผิดพลาดเช่นเดียวกับศาลเมืองหนานจิง
กระบวนการคิดของศาลเมืองหนานจิงมีปัญหาแต่แรก อาศัยเบาะแสที่ เด่นชัดที่สุดของคดี ตัดสินว่าคนร้ายคือมารร้าย จากนั้นก็มุ่งไปตาม แนวคิดนี้โดยไม่หวนกลับ
นี่อาจไม่ผิด แต่ปัญหาอยู่ที่ การตัดสินเช่นนี้อาจหยาบจนเกินไป แม้หลี่อี้เฉินจะหลอมรวมกับความทรงจําของเจ้าของร่างแล้ว แต่ยังคงใช้แนวคิดแบบคนสมัยใหม่ ใช้ประสบการณ์ชาติที่แล้วของตนเอง เป็นหลัก เขาชอบการเก็บเบาะแสจากบันทึกคดี ค่อยๆ ย่อยรายละเอียด ที่ผู้คนไม่ทันสังเกต ก่อนจะหาข้อสรุป
“แนวทางนี้ ยามกะทันหันยังคิดไม่ออก เช่นนั้นก็เปลี่ยนแนวทางอื่น ลองทะลวงจากมุมอื่น ตัดประเด็นมารร้ายก่อกวนออกไปก่อน ตั้งสมมติฐานว่านี่เป็นฝีมือมนุษย์ที่ตั้งใจวางแผนอย่างละเอียด “เช่นนั้นเขาจะต้องทิ้งช่องโหว่ไว้ในคดีอย่างแน่นอน”
“ทฤษฎีแลกเปลี่ยนวัตถุ” (หลัก Locard's exchange Principle กล่าวคือเมื่อวัตถุสองอันกระทบกัน จะแลกเปลี่ยนเนื้อวัตถุซึ่งกันและกันเช่น สีรถ คันหนึ่งไปติดอีกคันหนึ่ง แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน - หลักการตรวจ ตรวจว่าชีววัตถุนั้นเป็นชีววัตถุที่สงสัยหรือไม่ ถ้าใช่เป็นของมนุษย์หรือไม่ ถ้าเป็นของมนุษย์ เป็นของมนุษย์คนใด) บอกต่อพวกเราว่า การก่ออาชญากรรมใดๆ ล้วนต้องทิ้งร่องรอยทางตรงและทางอ้อมไว้ในที่เกิดเหตุ…ร่องรอยต่างๆแบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ จํารายละเอียดได้ ไม่ชัดเจน น่าจะเป็นรอยมือ รอยเท้า ลายนิ้วมือ ร่องรอยยานพาหนะ เครื่องมือต่างๆ
“จุดสําคัญไม่ได้อยู่ที่เบาะแสชัดเจนที่สุดสองประการนี้ แต่อยู่ที่ร่องรอยที่มีรูปลักษณ์….”
จากสิ่งที่ได้อ่านจากบันทึกคดี หลี่อี้เฉินลองจินตนาการภาพ การขนส่งเงินภาษีของบิดาทั้งหมดในสมอง
อะดรีนาลินสูบฉีด เซลล์สมองทํางานคึกคัก ทบทวนเหตุการณ์ ครั้งแล้วครั้งเล่า วิเคราะห์รอบแล้วรอบเล่า
ข้อมูลและเบาะแสทั้งหมดในบันทึกคดีรวมกัน สมองของเขาทํางานราวกับซีพียู” ความเร็วสูง
หลังจากประกอบส่วนต่างๆ ของข้อมูลเข้าด้วยกัน คดีนี้ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ทันรู้ตัว หลี่อี้เฉินรู้สึกว่าตนเองกําลังเข้าสู่ภาวะบางอย่าง ดวงวิญญาณของเขาล่องลอยออกไป ลอยออกจากกายเนื้อ ลอยออกจากสิ่งปลูกสร้าง ไปอยู่กลางอากาศเหนือเมืองหนานจิง
เวลาคล้ายไหลย้อนกลับ ทางทิศตะวันออกบังเกิดแสงรําไร ดวงตะวันกําลังจะโผล่พ้นขอบฟ้า หลี่เสียนนําพาทหารสวมชุดเกราะ กลุ่มหนึ่ง คุ้มกันเงินภาษี มุ่งหน้าไปยังกรมคลังเวลานี้เป็นเวลาช่วงหกนาฬิกาสามสิบนาที…เดินทางไปตามถนนกว่างหนาน ทันใดนั้นเกิดลมปีศาจ ม้าแตกตื่น พลัดลงแม่น้ำ
ตูม!
ผิวน้ำเกิดระเบิด คลื่นสูงพุ่งขึ้นฟ้าเสียงระเบิดคล้ายดังก้องในใจของหลี่อี้เฉิน เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ ขาทั้งสองข้างดีดออก ได้สติขึ้นมาสายตาฉายแววเหนื่อยล้า ใบหน้ากลับยินดีและคึกคัก
“ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว ฮา ฮา ฮา ข้าไขปริศนาได้แล้ว!!” หลี่อี้เฉินหัวร่อราวคลุ้มคลั่ง ออกแรงทุบลูกกรง “มีใครอยู่บ้างๆรีบมาเร็ว”
ผู้คุมคุกที่อยู่เวรได้ยินเสียงตะโกน จึงถือคบไฟเดินเข้ามาตวาดว่า “อย่าส่งเสียงหนวกหู รําคาญในการมีชีวิตอยู่แล้วหรือ” กล่าวจบก็ เคาะลูกกรงเพื่อข่มขู่
หลี่อี้เฉินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง คลายมือจากลูกกรงเพื่อไม่ให้ถูกฟาดนิ้ว กล่าวเสียงทุ้มว่า “ข้าต้องการพบท่านเจ้าเมือง”
“เป็นนักโทษคนหนึ่ง กลับต้องการพบท่านเจ้าเมือง…..ไม่รู้จักส่อง ปัสสาวะตนเองดูบ้าง” ผู้คุมคุกมีโทสะจนหัวร่อออกมา ยื่นคบไฟผ่าน ลูกกรง แทงใส่หลี่อี้เฉิน
หลี่อี้เฉินถอยหลังหลบอีกครั้ง “เจ้ากล้าหลบ?”
ผู้คุมคุกลูบกุญแจที่เอว ยิ้มแยกเขี้ยวกล่าวว่า “วันนี้บิดาจะฟาดขาเจ้าให้หัก”
“ข้ามีเบาะแสสําคัญเกี่ยวกับคดีปล้นชิงเงินภาษี ข้าต้องการพบท่านเจ้าเมือง หากส่งผลกระทบถึงคดี เจ้าต้องรับผิดชอบ” หลี่อี้เฉินจ้องหน้านิ่ง
ใบหน้าผู้คุมคุกพลันผนึกค้าง
เรือนด้านหลัง ดรุณีชุดเหลืองรับประทานซาลาเปาเนื้อเสร็จ ก็หันไปแทะอ้อยต่อ บางครั้งยังล้วงผลไม้แช่อิ่มจากถุงหนังกวางใบเล็กมาร่วมรับประทาน
ด้านหนึ่งหารืออย่างกลัดกลุ้ม อีกคนหนึ่งกลับไร้หัวจิตหัวใจ “ฮ่องเต้มีพระบัญชาให้พวกเราไขคดีภายในห้าวัน เพราะเวลายิ่งผ่านไปนาน อาจไม่สามารถตามเงินภาษีกลับคืนมาได้”
เจ้าเมืองเฉิน นั่งไม่ติด จึงเดินวนไปมาภายในห้อง
“แต่เวลากระชั้นชิดถึงเพียงนี้ พวกเราก็อับจนปัญญา การไขคดีจําเป็นต้องใช้เวลา”
เจ้าเมืองตบโต๊ะคราหนึ่ง กล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ข้าจะไปขอร้องเว่ยกงด้วยตนเอง นําบันทึกคดีมาให้ข้า”
สวีอี้ชุนลังเลครู่หนึ่ง กล่าวว่า “ข้าจะไปพร้อมกับท่าน”
ดรุณีชุดเหลืองชม้ายตามองแวบหนึ่ง ยิ้มแล้วกล่าวว่า “วิธีนี้ใช้ได้ เมื่อให้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าฉินออกโรง ท่านทั้งสองก็จะไม่ถูกฮ่องเต้เอาผิด เพียงแต่การถูกเว่ยกงลดคุณค่า ยังหนักหนาสาหัสกว่าถูกฮ่องเต้เอาผิดมากนัก”
กล่าวจบพลันแย้มยิ้มออกมา เผยให้เห็นเขี้ยวสีขาวเป็นประกาย บุรุษวัยกลางคนมีสีหน้าหมองคล้ำ
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก้มหน้าเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว ค้อมกายกล่าว
“เรียนท่านเจ้าเมือง ผู้คุมคุกรายงานว่า เมื่อครู่หลี่อี้เฉินบุตรชายของหลี่เสียนบอกว่ามีเบาะแสสําคัญเกี่ยวกับคดีปล้นชิงเงินภาษีต้องการพบใต้เท้า”
สายตาทั้งสามคนพลันผนึกค้าง หลี่อี้เฉินถ้าจําไม่ผิด นี่เป็นบุคคลที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดี หลังผ่านการลงทัณฑ์ไต่สวนเบื้องต้น ถูกระบุเป็นบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เจ้าเมืองเฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “นําตัวเข้ามา”
ไม่นาน หลี่อี้เฉินในชุดนักโทษเปื้อนคราบโลหิตแห้งกรังก็ถูกนําตัวมา ขณะเดินมา โซ่ตรวนมือเท้ากระทบกันส่งเสียงดัง
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะครับ