โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยมีหนาว มังคุดอินโดนีเซีย ไล่กวดในตลาดจีน กดราคาร่วง!

MATICHON ONLINE

อัพเดต 09 พ.ย. 2566 เวลา 08.33 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2566 เวลา 08.33 น.

มังคุดอินโดนีเซีย ไล่กวดมังคุดไทย ในจีน สนค.แนะเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาข้อมูลสถานการณ์การค้ามังคุด ซึ่งเป็นผลไม้ส่งออกสำคัญของไทย รองจากทุเรียน และลำไย มังคุดไทย มีจุดเด่น คือ ผลใหญ่ เปลือกบาง มีคุณภาพและรสชาติดี ที่ผ่านมาการส่งออกมังคุดของไทย มากกว่า 90% พึ่งพาตลาดจีน ดังนั้นต้องพยายามรักษาตลาดจีน และกระจายตลาดส่งออกให้มากขึ้น

ในปี 2565 ไทยมีพื้นที่ปลูกมังคุด ประมาณ 4.4 แสนไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 2.5 แสนตัน แหล่งผลิตมังคุดสำคัญอยู่ในภาคตะวันออกและภาคใต้ จังหวัดที่มีผลผลิตมังคุดมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จันทบุรี ตราด ระยอง นครศรีธรรมราช และ ระนอง โดยผลผลิตมากกว่า 60% มาจากจังหวัดจันทบุรี และมากกว่า 80% ของผลผลิตมังคุดไทยทั้งหมด จะถูกส่งออกไปขายในต่างประเทศ

สถานการณ์การส่งออกมังคุด ปี 2565 ไทยมีปริมาณส่งออก 205,804.31 ตัน หดตัว 19.73% จากปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออก 399.93 ล้านเหรียญสหรัฐ (13,532.31 ล้านบาท) หดตัว 26.26% สำหรับปี 2566 ช่วง 9 เดือนแรก 2566 มีปริมาณส่งออกรวม 240,150.09 ตัน ขยายตัว 17.33% มูลค่าส่งออก 483.57 ล้านเหรียญสหรัฐ (16,530.72 ล้านบาท) ขยายตัว 22.11% ตลาดส่งออกมังคุดที่สำคัญของไทย 3 อันดับแรกช่วง 9 เดือนแรก คือ จีน สัดส่วน 93.75% ของมูลค่าการส่งออกมังคุดไทย ตามด้วย เวียดนาม สัดส่วน 3.45% ฮ่องกง สัดส่วน 0.71 %

ตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกมังคุดหลักของไทย อนุญาตให้นำเข้ามังคุดสดได้จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย เมียนมา มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งไทยเป็นแหล่งนำเข้าอันดับ 1 ของจีน ปี 2565 จีนนำเข้ามังคุดจากไทย 545.75 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัว 21.84% คิดเป็นสัดส่วน 86.8 %ของมูลค่าการนำเข้ามังคุดทั้งหมดของจีน คู่แข่งสำคัญของไทยในตลาดจีน คือ อินโดนีเซีย ปี 2565 ที่จีนนำเข้า 82.98 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.33% สัดส่วน 13.2%

“มูลค่าการนำเข้าและสัดส่วนการนำเข้ามังคุดจากไทยลดลง ขณะที่มูลค่าการนำเข้าและสัดส่วนการนำเข้าจากอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น ดังนั้น ไทยต้องเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดในจีนรวมทั้งกระจายตลาดส่งออกให้มากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดจีนมากเกินไป”

ทั้งนี้ วันที่ 7 สิงหาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บรรลุข้อตกลงการเปิดตลาดมังคุดไทยสู่ตลาดญี่ปุ่นโดยไม่ต้องผ่านการอบไอน้ำ จากเดิมที่ต้องผ่านการอบไอน้ำเพื่อกำจัดไข่และหนอนแมลงวันผลไม้ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้า (ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้) แต่การอบไอน้ำจะทำให้อายุการเก็บรักษามังคุดสั้นลง จึงจำเป็นต้องขนส่งทางอากาศ ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนของผู้ส่งออกและทำให้มังคุดที่ส่งไปญี่ปุ่นมีราคาแพง จากข้อตกลงฯ ดังกล่าว สามารถช่วยลดต้นทุนการส่งออก ช่วยคงความสดใหม่ของผลมังคุดสด ยืดอายุการเก็บรักษาผลมังคุดสดให้ยาวนานขึ้น และสามารถขนส่งทางเรือได้อีกช่องทางหนึ่งนอกเหนือจากทางเครื่องบิน ส่งผลดีต่อการส่งออกมังคุดไทยไปตลาดญี่ปุ่นได้ในราคาที่ถูกลง และทำให้ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น

ปี 2565 ไทยส่งออกมังคุดไปญี่ปุ่น 82.41 ตัน คิดเป็น 0.38 ล้านเหรียญสหรัฐ (12.98 ล้านบาท) และปี 2566 ช่วง 9 เดือนแรก ไทยส่งออกมังคุดไปญี่ปุ่น 129.68 ตัน มูลค่า 0.73 ล้านเหรียญสหรัฐ (24.98 ล้านบาท) มูลค่าเพิ่มขึ้น 89.58% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งการลดข้อจำกัดด้านการอบไอน้ำของมังคุดที่จะส่งออกไปญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสหนึ่งในการขยายการส่งออกมังคุดของไทย

นายพูนพงษ์ กล่าวว่า มังคุดเป็นผลไม้ส่งออกของไทย มีศักยภาพ แต่ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการส่งออกไปจีนเป็นหลัก ปัจจุบันตลาดจีนเริ่มมีคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย และเมียนมา จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ไทยจะต้องรักษามาตรฐานและยกระดับการผลิตเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด เพิ่มปริมาณการส่งออก และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้เหนือกว่าคู่แข่ง อาทิ ใช้เทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา การประชาสัมพันธ์ และสร้างจุดเด่นให้สินค้ามีความแตกต่างจากคู่แข่ง อาจชูจุดเด่นด้านแหล่งผลิตที่เฉพาะเจาะจงและคุณภาพของผลผลิต

ซึ่งมังคุดที่ได้ขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว ได้แก่ มังคุดเขาคีรีวง มังคุดในวงระนอง และมังคุดทิพย์พังงา ทั้งนี้การขึ้นทะเบียน GI ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานของสินค้า ตลอดจนพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการและรสนิยมที่แตกต่างกันของผู้บริโภคในแต่ละตลาดด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...