โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ทุ่ม6.5หมื่นล้าน อุ้มข้าว ลุ้นดึงราคา-ชาวนาเฮ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 14 พ.ย. 2566 เวลา 16.03 น. • เผยแพร่ 14 พ.ย. 2566 เวลา 22.45 น.

ทุ่ม6.5หมื่นล้านอุ้มข้าว
ลุ้นดึงราคา-ชาวนาเฮ

การแทรกแซงราคาข้าว ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลเศรษฐา 1 กำลังเข้าโค้งแรก หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทยอยเห็นชอบมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือกปี 2566/67

ประกอบด้วย 1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี 2566/67 แยกเป็น 2 มาตรการ คือ เห็นชอบราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 25% จะให้สินเชื่อตันละ 12,000 บาท และให้ค่าเก็บรักษาคุณภาพ ระยะเวลา 5 เดือน ตันละ 1,500 บาท และเกษตรกรได้ชดเชยดอกเบี้ยทั้งหมด

หากเกษตรกรเก็บรักษาผลผลิตด้วยตัวเอง (เก็บยุ้งฉางของชาวนา) จะได้เงินสินเชื่อรวมค่าฝากเก็บ 13,500 บาทต่อตัน หากเกษตรกรไม่มีที่เก็บ (ยุ้งฉางต้องไปฝากสถาบันเกษตรหรือสหกรณ์ช่วยเก็บ) ค่าเก็บรักษาคุณภาพ 1,500 บาท แบ่งเป็นสหกรณ์ได้ 1,000 บาท เกษตรกรได้ 500 บาท โดยมีเป้าหมายดูดซับข้าวเปลือกประมาณ 3 ล้านตัน

2.โครงการสินเชื่อสถาบันการเกษตรหรือสหกรณ์ เข้าไปแทรกแซงตลาดหรือรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 12,000 บาท โดยรัฐช่วยเหลือดอกเบี้ยสินเชื่อให้สหกรณ์ 3.85% และสหกรณ์แบกรับภาระ 1% จากอัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เก็บ 4.85% เป้าหมายดูดซับข้าวเปลือก 1 ล้านตัน ทั้ง 2 โครงการเริ่ม 1 ตุลาคม 2566 ถึง 29 กุมภาพันธ์ 2567

3.โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้กับสหกรณ์และโรงสีที่รับซื้อข้าวและเก็บสต๊อก เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่าย โดยมีเป้าหมาย 4 ล้านตัน ซึ่งโรงสีได้ขอให้ชดเชยดอกเบี้ย 4% จากที่จ่ายดอกเบี้ย 7-8%

4.การสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ไร่ละ 1,000 บาท ให้สิทธิครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งมีเกษตรกรประมาณ 4.68 ล้านครัวเรือนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะเวลาโครงการเริ่ม 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 30 กันยายน 2567 โดย ธ.ก.ส.ขอรับจัดสรรงบรายจ่ายประจำปี

เบื้องต้นทั้ง 4 โครงการ จะใช้วงเงินรวมกว่า 6.5 หมื่นล้านบาท เป้าหมายชะลอข้าวออกตลาดพร้อมกัน 8 ล้านตันภายใน 1-2 เดือน เป็นทยอยออก 5-10 เดือนแทน โดยจำนวนเงินทั้งหมดจะเป็นเงินให้ขาดกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท ที่รัฐช่วยปัจจัยการผลิต ชดเชยต้นทุนเงิน ธ.ก.ส. และค่าบริหารจัดการ

นอกจากกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 1.2 หมื่นบาทแล้ว มติ ครม.ยังกำหนดราคารับซื้อข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 10,500 บาท ข้าวหอมปทุม ตันละ 1 หมื่นบาท ข้าวเปลือกเจ้า 9 พันบาท และข้าวเปลือกเหนียว 1 หมื่นบาท

ทั้งนี้ ประเมินผลผลิตข้าวเปลือกปีการผลิต 2566/67 ไว้ที่ 32 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวเปลือกนาปี 25.57 ล้านตัน ลดลง6% จากฤดูกาลครั้งก่อน และข้าวเปลือกนาปรัง 6.78 ล้านตัน ลดลง 12%

ขณะที่ราคาข้าวส่วนใหญ่อยู่ในราคาทรงตัวสูง แม้ผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดแล้วประมาณ 10% เนื่องจากรอดูความชัดเจนของนโยบายแทรกแซงที่รัฐบาลจะทยอยประกาศออกมา ดังนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ 15,400 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 12,800 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเจ้า 11,550 บาทต่อตัน ข้าวเปลือกเหนียว 13,800 บาทต่อตัน

ถึงวันนี้ วงการข้าวต่างมีความเห็นอย่างไร?

หากถามชาวนา “ปราโมทย์ เจริญศิลป์” นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุว่า มาตรการที่ออกมา ชาวนาพอใจ เพราะเป็นสิ่งที่ชาวนาได้นำเสนอ และดีใจที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับไปขับเคลื่อน

ฟากฝั่งผู้ส่งออก “เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ให้ความเห็นถึงมาตรการแทรกแซงราคาข้าวที่รัฐบาลประกาศออกมา ว่า ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เพียงแต่ไม่มีคำว่าประกัน และจำนำ แต่นโยบายอื่นๆ เช่น รวบรวมข้าวเปลือก จำนำยุ้งฉาง ชดเชยดอกเบี้ยบางส่วนให้โรงสีเก็บข้าวเปลือก เป็นมาตรการที่เคยทำมาแล้วทั้งสิ้น แต่ปีนี้เน้นบทบาทของสหกรณ์ในการรวบรวมข้าวเปลือก จึงต้องติดตามผลการดำเนินงาน เพราะยังไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงต้องพิสูจน์ความสามารถของแต่ละสหกรณ์ด้วย

ประเด็นนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า แม้กำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตัดสด ไว้ที่ตันละ 12,000 บาท ที่ความชื้น 25% ใกล้เคียงกับราคาตลาด และเชื่อว่าผู้ซื้อและเก็บไว้ขายจะได้ราคาขายที่ดี จากข้อมูลอาจได้ถึง 14,000-15,000 บาทต่อตัน และมีสหกรณ์สนใจเข้าโครงการแล้วกว่า 480 แห่ง

ขณะที่ผู้ประกอบการโรงสี แสดงความห่วงในหลายประเด็น คือ การตั้งราคารับซื้อข้าวเปลือกแบบตัดสด อย่างหอมมะลิตันละ 12,000 บาท ความชื้นไม่เกิน 25% แต่ขณะนี้ข้าวหอมมะลิตัดสดมีความชื้น 28-30% ราคาได้จริงจะต่ำกว่า 10,100 บาท

ส่วนมาตรการแทรกแซง หากเป็นชาวนาที่ปลูกข้าวเอง เก็บเกี่ยวเอง และมียุ้งฉางเก็บเอง ไม่มีภาระหนี้สินจนต้องเร่งขาย ก็ถือว่าได้ประโยชน์ เพราะเมื่อเกี่ยวข้าวและจัดเก็บในยุ้งฉาง ที่ขึ้นบัญชีเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อเข้ากู้และมีบัญชีกับ ธ.ก.ส.ก็จะได้รับเงินทันที 13,500 บาท

หากเก็บไว้ 5 เดือนก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่ ธ.ก.ส.คิด 4.85% เทียบกับราคาประกันรายได้ปีก่อนอยู่ที่ตันละ 11,000 บาท และดอกเบี้ย 4% ถือว่าชาวนาได้ราคาข้าวเพิ่มจากปีก่อน 1,000 บาทต่อตัน และได้ค่าเก็บอีก 1,500 บาท หรือหากไม่มียุ้งฉางแต่ฝากไว้ที่สหกรณ์หรือสถาบันการเกษตร ก็ยังได้ 500 บาท

วิธีการนั้นก็เสมือนชาวนาจำนำข้าวไว้กับ ธ.ก.ส. แต่มีหลักประกันจากภาครัฐที่ออกมาตรการแทรกแซงช่วยเหลือดอกเบี้ยจูงใจสหกรณ์และโรงสีเข้าแย่งซื้อ กำหนดราคารับซื้อเหมือนกับประกันรายได้ เพื่อลดการแย่งนำผลผลิตที่เก็บเกี่ยวพร้อมกันออกสู่ตลาดทันที อย่างช่วงนี้ข้าวนาปีฤดูการผลิตใหม่ 2566/67 เริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว 10%

ทั้งนี้ ข้าวพร้อมเก็บเกี่ยวจะมากสุดในช่วงวันที่ 15-30 พฤศจิกายนนี้ ถือว่าปริมาณออกสู่ตลาดพีคสุดของข้าวเปลือกหอมมะลิ มาตรการที่รัฐออกมาจะออกหัวหรือออกก้อยก็ช่วงนี้ หากชาวนาพอใจมาตรการจูงใจของรัฐ ตัดแล้วเก็บและทยอยขายจนถึงเข้าฤดูการผลิตปี 2567/68 และไถ่ถอนข้าวออกขายเมื่อราคาข้าวสูงขึ้น ก็จะบรรลุเป้าหมายที่รัฐต้องการชะลอการขาย เพื่อลดผลผลิตล้นตลาดที่ทำให้ราคาตกต่ำได้

แต่ถ้าเป็นตรงกันข้าม หากเกิดเหตุการณ์ภายนอกกระทบส่งออกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวลดลง อย่างข้าวหอมมะลิที่ส่งออก 40% ของผลผลิตรวม เมื่อครบกำหนดไถ่ถอนก็จะไม่มีใครไถ่ถอน รัฐโดย ธ.ก.ส.ก็ต้องหาทางระบาย รัฐก็ต้องแบกรับภาระจ่ายชดเชยเพื่อลดภาระ ธ.ก.ส.หรือไม่

“อย่างไรก็ตาม หากมองโดยภาพรวม วิธีการที่รัฐออกมานั้นถือว่าถูกทาง เพราะมุ่งไปดูแลเกษตรกรโดยตรง เพราะเมื่อปลูกข้าวเอง เกี่ยวเอง เก็บในยุ้งฉางของตน เหมือนเป็นสินทรัพย์ของตนเอง ก็จะดูแลคุณภาพข้าวอย่างดี คนซื้อมั่นใจเรื่องคุณภาพ และไม่มีการปลอมปน แต่หากปลูกและเกี่ยวส่งพ่อค้า ก็ห่วงเรื่องคุณภาพ ในระยะยาวอำนาจต่อรองในตลาดเสรีก็จะไปที่ชาวนา แต่ผู้ส่งออกอาจเจอปัญหาเรื่องต้นทุนและการรับคำสั่งซื้อใหม่ๆ เพราะอาจเกิดความผันผวนของราคาข้าวขาขึ้น กำไรจะหดตัวลง” ผู้ประกอบการโรงสีระบุ

ด้านอุตสาหกรรมค้าข้าวมองว่า แทรกแซงชะลอการขายข้าว จะดีกว่าการจำนำ และประกันรายได้ เพราะทุ่มเงินมหาศาลเป็นแสนๆ ล้านบาท ในการอุ้มราคาข้าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการแทรกแซงราคาข้าว จะลุล่วงไปด้วยดีนั้น วงการข้าวยังห่วงใน 2 เรื่อง คือ วงเงินหมุนเวียนในการดูดซับข้าวในตลาดและเก็บเป็นสต๊อกเพื่อทยอยขายนั้น จะมีเพียงพอแค่ไหน

เมื่อกลุ่มโรงสียังไม่ได้คำตอบถึงหลักเกณฑ์พิจารณาให้กู้เงินกับโรงสีหรือพ่อค้าข้าว และการส่งออกข้าวปี 2567 จะยังเป็นขาขึ้นอย่างปี 2566 ที่ยังรักษาตัวเลขไว้เกิน 7 ล้านตันหรือไม่…และราคาข้าวเปลือกจะสูงเป็นที่พอใจของชาวนาแค่ไหน

คำตอบรออยู่ข้างหน้า

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...