“ดาวโจนส์” ปิดลบ 116 จุด หุ้นชิปร่วงหนัก–บอนด์ยีลด์พุ่ง ฉุดตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันอังคาร (18 ส.ค.69) ปรับตัวลงทั้ง 3 ดัชนีต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ของสัปดาห์นี้ โดยหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นำหุ้นเทคโนโลยีร่วงลง ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น เพิ่มความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 53,343.40 จุด ลดลง 116.38 จุด หรือ -0.22% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,691.76 จุด ลดลง 53.30 จุด หรือ -0.69% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,289.71 จุด ลดลง 355.20 จุด หรือ -1.33%
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี ยังคงกดดันหุ้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งถูกขายหนักในวันดังกล่าว
ดัชนี PHLX Semiconductor (.SOX) ร่วงลง 5% หลังนักลงทุนขายหุ้นที่ก่อนหน้านี้ปรับขึ้นแรงจากความต้องการที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนลดระดับราคาที่พร้อมจ่ายเพื่อแลกกับโอกาสการเติบโตของกำไรในกลุ่มเทคโนโลยี
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของ S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มที่กดดัชนีมากที่สุด โดยปรับตัวลดลง 1.9%
สำหรับหุ้นรายตัว Nvidia ผู้ผลิตชิป AI ชั้นนำ ลดลง 2.3% ขณะที่ Micron Technology ร่วงลง 7% หลังราคาหุ้นปรับขึ้นเกือบ 18% ในช่วง 5 วันทำการก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาผลประกอบการรายไตรมาสของ Nvidia ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นบททดสอบสำคัญครั้งต่อไปสำหรับแรงขับเคลื่อนของตลาดจากกระแส AI
ส่วนหุ้นกลุ่มจัดเก็บข้อมูลถูกขายเช่นกัน โดย Sandisk ลดลง 9% และ Western Digital ลดลง 7.4% ขณะที่ Roundhill Memory ETF ร่วงลง 8.8% หลังปรับขึ้นติดต่อกัน 5 วัน
ด้านดัชนีความผันผวน Cboe Volatility Index (VIX) ซึ่งเป็นมาตรวัดความวิตกกังวลของวอลล์สตรีท ปิดเพิ่มขึ้น 0.65 จุด มาอยู่ที่ 15.84 จุด ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม
ขณะที่กลุ่มพลังงานของ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.8% และเป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในวันดังกล่าว ตามทิศทางราคาน้ำมัน โดยสัญญาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดช่วงบวกลงในช่วงท้ายตลาด แต่ยังปิดเพิ่มขึ้น 0.5% หลังอิหร่านขู่ว่าจะเปลี่ยนไปใช้ท่าทีทางทหารแบบ “เชิงรุกเต็มรูปแบบ” ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธการขยายระยะเวลาข้อตกลงหยุดยิง
ด้านหุ้น Home Depot ลดลง 0.1% แม้บริษัทค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านรายดังกล่าวรายงานยอดขายไตรมาส 2 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพุธนี้ (19 ส.ค.69) เพื่อหาสัญญาณเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินภาวะเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของเฟด