'ดร.เลอพงษ์' ชี้มุสลิมไทยส่วนใหญ่ ไม่เอาด้วย แบ่งแยกดินแดนใต้ ชี้อ้างถูกกดขี่ฟังไม่ขึ้น
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นบาดแผลเรื้อรังที่มักถูกผูกโยงเข้ากับประเด็นทางศาสนาและการกดขี่ ท่ามกลางกระแสความรุนแรงที่ยังคงคุกรุ่น ล่าสุด เฟซบุ๊กของทีมโฆษก กอ.รมน. ได้แชร์คลิปของ ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการก่อเหตุ และยืนยันข้อเท็จจริงว่าพี่น้องมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่ ไม่ได้ให้การสนับสนุนความรุนแรงที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด
ตั้งคำถามถึงนิยามคำว่า "กดขี่" บนแผ่นดินที่ให้อิสระเสรี
ดร.เลอพงษ์ ได้แสดงจุดยืนต่อต้านแนวคิดการแบ่งแยกดินแดนเพื่อตั้งรัฐอิสลาม โดยระบุว่า ข้ออ้างเรื่องการถูกกดขี่นั้นไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคมไทย และได้ตั้งคำถามสำคัญว่า คำว่า "กดขี่" ในบริบทนี้มีนิยามอย่างไร เพราะในความเป็นจริง ประเทศไทยให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนทุกศาสนาอย่างเต็มที่ พี่น้องมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและประกอบศาสนกิจได้อย่างอิสระเสรี เช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพุทธ ฮินดู พราหมณ์ คริสต์ หรือยิว ที่ต่างก็สามารถมีศาสนสถานและประกอบพิธีกรรมของตนเองได้ สภาพสังคมเช่นนี้สะท้อนชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ใช่ "ดารุลฮัรบ" หรือแผ่นดินแห่งสงคราม มุสลิมในไทยคือพลเรือนคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นบนความหลากหลายได้อย่างสันติ
การสังหารผู้บริสุทธิ์ คือบาปมหันต์ที่ผิดหลักศาสนา
ต่อประเด็นการใช้ความรุนแรง ดร.เลอพงษ์ ได้ประณามการกระทำของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่ ประชาชน พระสงฆ์ ครูอาจารย์ หรือแม้กระทั่งเด็ก ดร.เลอพงษ์ ได้ทวงถามถึงหลักการทางศาสนาที่ผู้ก่อเหตุใช้เป็นข้ออ้าง ว่านำมาจากส่วนใดของคัมภีร์อัลกุรอานหรือคำสอนของท่านศาสดา เพราะในความเป็นจริง หลักการอิสลามที่ถูกต้องระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การสังหารผู้บริสุทธิ์เพียงหนึ่งคน เปรียบเสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก ซึ่งถือเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่และร้ายแรงอย่างมาก ไม่มีข้ออ้างใดที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำดังกล่าวได้
มุสลิมไทยกว่า 90% ปฏิเสธความรุนแรง ชี้ถูกผู้ไม่หวังดีชักใย
นอกจากนี้ ดร.เลอพงษ์ ยังได้ชี้แจงถึงท่าทีของประชาคมมุสลิมในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม โดยยืนยันว่ามุสลิมกว่าร้อยละ 90 ไม่ว่าจะเป็นนิกายซุนนี ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และมีท่านจุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำ หรือนิกายชีอะห์ ต่างก็ไม่ยอมรับและต่อต้านกระบวนการก่อความไม่สงบที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ทั้งมุสลิมและชาวไทยพุทธ ไม่มีกลุ่มใดให้การสนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ส่วนกลุ่มที่ยังคงก่อเหตุความรุนแรงนั้น เป็นเพียงคนกลุ่มน้อยที่ถูกล้างสมอง ปลูกฝังแนวคิดที่บิดเบือน และตกเป็นเครื่องมือของแผนการบางอย่างที่อาจมีสื่อหรือแม้แต่ประเทศอื่นคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อบั่นทอนความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย
ทำความรู้จัก "ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีต" กระบอกเสียงจากตะวันออกกลาง
ท่าทีอันแข็งกร้าวและตรงไปตรงมาของ ดร.เลอพงษ์ ได้รับความสนใจและมีน้ำหนักความน่าเชื่อถือสูง สืบเนื่องมาจากภูมิหลังที่เจาะลึกอยู่ในโลกอิสลาม ปัจจุบัน ดร.เลอพงษ์ ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักศึกษาไทย-อิหร่าน ในแวดวงสื่อสารมวลชนก็เป็นที่รู้จักในฐานะนักวิชาการและแหล่งข่าวผู้รายงานสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่มักจะนำเสนอข้อมูล ภาพ และคลิปวิดีโอจากพื้นที่จริงฝั่งตะวันออกกลางโดยตรง
กอ.รมน. ย้ำจุดยืนร่วมปฏิเสธความรุนแรง ขับเคลื่อนสันติสุข
ทั้งนี้ในแคปชั่นของวีดีโอดังกล่าว กอ.รมน. ที่ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า ความรุนแรงและการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เป็นเพียงการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งที่บิดเบือนหลักศาสนา และใช้ความเชื่อเป็นเครื่องมือเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของพี่น้องมุสลิมทั้งประเทศรวมถึงในพื้นที่ชายแดนใต้
ประเทศไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา อยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค จึงไม่อาจกล่าวอ้างได้ว่าความรุนแรงคือทางออก ทั้งนี้ กอ.รมน. ยืนยันความพร้อมในการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเดินหน้าสร้างความเข้าใจ เคารพความหลากหลาย และปฏิเสธความรุนแรง เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ต่อไป