โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'ผ้าไทยใส่ให้สนุก' พ่อเมืองสุรินทร์ จับมือภาคีเครือข่าย รณรงค์แต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 23 ส.ค. 2566 เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 23 ส.ค. 2566 เวลา 15.36 น.

‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ พ่อเมืองสุรินทร์ จับมือภาคีเครือข่าย รณรงค์แต่งกายด้วยผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง ภายใต้คำขวัญ “ชาวสุรินทร์ภูมิใจ สวมใส่ผ้าไทยทุกวัน”

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม นายพิจิตร บุญทัน ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า จังหวัดสุรินทร์มุ่งส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนและประชาชนทั่วไปได้สวมผ้าไทยในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย และเกิดการอนุรักษ์และสืบสานผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับผ้าไทยให้มีความโดดเด่นและมีชื่อเสียงในเวทีโลก เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ตามพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยรณรงค์ส่งเสริมให้ข้าราชการและประชาชนได้แต่งกายด้วยผ้าไทยตามความเหมาะสมของท้องถิ่นเพิ่มขึ้น มีหัวหน้าส่วนราชการ นายอำเภอ ผู้นำท้องที่ท้องถิ่น เป็น “ผู้นำต้องทำก่อน” เพื่อให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันหันมาสวมใส่กันในทุกโอกาส

“เป็นความโชคดีของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์ที่จังหวัดสุรินทร์เป็นพื้นที่แห่งความยั่งยืนในด้านการผลิตผ้าไหมไทยที่เป็นภูมิปัญญาสืบทอดกันมาอย่างช้านานหลายชั่วอายุคน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในฐานะ “หมู่บ้านผ้าไหม” นั่นคือ บ้านท่าสว่าง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงหัตถกรรมผ้าไหมแห่งเดียวของประเทศไทย โดยประชาชน ช่างทอผ้าในหมู่บ้านต่างมีฝีมือในการทอผ้าไหมโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ ด้วยเทคนิคการทอผ้ายกทองแบบโบราณผสานกับลวดลายที่วิจิตรงดงาม โดยการทอผ้าแต่ละผืนต้องใช้คนทอเป็นจำนวนมากและใช้เวลาในการทอนานหลายเดือน มีลวดลายที่ละเอียดสวยงามเป็นเอกลักษณ์ เนื้อละเอียดนุ่มแน่นชนิดจับต้องได้ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ทอผ้าไหมยกทองโบราณเพื่อมอบให้กับผู้นำเอเปค เมื่อปี พ.ศ. 2546 และที่สำคัญ คือ มีผู้สืบทอดที่เป็นทั้งครูบาอาจารย์และเป็นศิลปินประจำถิ่น คือ “อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย” จึงถือเป็นพื้นที่ที่มีต้นทุนเดิมในการส่งเสริมการใช้ผ้าไทย ที่ลูกหลานคนสุรินทร์ได้ร่วมภาคภูมิใจ และสืบสานรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมนี้ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ สวมใส่ผ้าไทยในทุกวัน ทุกโอกาส” นายพิจิตร กล่าว

นายพิจิตร กล่าวต่อว่า สิ่งที่จังหวัดสุรินทร์กำลังขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมการใช้ผ้าไทยนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องที่จังหวัดสุรินทร์ได้ร่วมขับเคลื่อนกับกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนมาโดยตลอด เพื่อมุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเป็นการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้ประชาชนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีอาชีพ มีรายได้ นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดี โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะผ้าไทยล้วนทำมาจากสีธรรมชาติไม่ใช้สารเคมีหรือผ้าใยสังเคราะห์ ทำให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อ ขององค์การสหประชาชาติ ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศร่วมลงนามประกาศเจตนารมณ์เพื่อประเทศไทยที่ยั่งยืนกับสหประชาชาติประจำประเทศไทย มุ่ง Change for Good ทำให้โลกใบเดียวของทุกคนมีอายุยืนยาวตราบนานเท่านาน ด้วยแนวคิด “76 จังหวัด 76 คำมั่นสัญญา เพื่อการพัฒนา เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความยั่งยืน “โลกนี้เพื่อเรา””

“จังหวัดสุรินทร์ ได้ร่วมรณรงค์การแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมืองในทุกวัน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน เกิดการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ภายใต้คำขวัญ “ชาวสุรินทร์ภูมิใจ สวมใส่ผ้าไทยทุกวัน” โดย 1) วันจันทร์ : แต่งกายด้วยเครื่องแบบปฏิบัติราชการหรือเครื่องแบบของหน่วยงาน 2) วันอังคาร : แต่งกายด้วยผ้าลายอัตลักษณ์ของจังหวัดสุรินทร์ “ผ้าโฮล ผ้าอัมปรม ผ้าสมอ อันลูนซีม ผ้าละเบิก ผ้าสาคู ผ้าหางกระรอก” 3) วันพุธ : แต่งกายด้วยผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมือง 4) วันพฤหัสบดี : แต่งกายด้วยผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” “ผ้าลายขิดนารีรัตนราชกัญญา” “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” 5) วันศุกร์ : แต่งกายด้วยผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมืองสีฟ้า เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นายพิจิตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ผ้าไทยของจังหวัดสุรินทร์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก มีการผลิตมาอย่างยาวนานและยังคงรักษารูปแบบ สีสัน ลวดลาย ความประณีตบรรจง รวมถึงเทคนิคการทอแบบโบราณอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นไว้ได้ดีจนถึงปัจจุบัน คนชาติพันธุ์เขมร ลาว และกูย ในจังหวัดสุรินทร์ล้วนสืบสานงานทอผ้ามาจากบรรพบุรุษซึ่งมีทั้งความแตกต่างทางด้านเทคนิคการทอ ลวดลาย การให้สี การย้อมสี และวัตถุดิบที่ใช้ ในขณะเดียวกันก็มีการถ่ายทอดลวดลาย กรรมวิธีการผลิตซึ่งกันและกันเสมอ ซึ่งในแต่ละขั้นตอนล้วนต้องอาศัยความละเอียดอ่อน ความชำนาญ และความมีใจรักของช่างทอ เป็นอย่างยิ่ง

“ขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดสุรินทร์และทุกจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมกันสวมใส่ผ้าไทยหรือผ้าพื้นเมือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้สู่ชุมชน เกิดการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก อันเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวสุรินทร์ รวมทั้งพี่น้องประชาชนช่างทอผ้าและครอบครัวในทั่วประเทศ ให้ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และร่วมกันสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันล้ำค่าให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” นายพิจิตรกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...