ด้านมืด!! ‘เมืองผู้ดี’ ที่ ‘BBC’ เลือกที่จะเงียบ ไม่เคยคิดทำสารคดี โสเภณีถูกกฎหมาย!! เสียภาษีรายได้ แต่ตรวจโรค ต้องควักจ่ายเอง
THE STATES TIMES
อัพเดต 28 ก.ย 2568 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 28 ก.ย 2568 เวลา 04.45 น. • AYA IRRAWADEE(28 ก.ย. 68) หลังจากมีกระแสตีกลับเรื่องที่ BBC ทำสารคดีเกี่ยวกับด้านมืดของสวรรค์นักท่องเที่ยวในเมืองไทย มาวันนี้เอย่าจะมาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้ทราบกัน เรื่องแรกเลยที่ BBC สื่อเมืองผู้ดีควรจะทราบก่อนเลยคือเรื่องโสเภณีในอังกฤษก็มีมาตั้งแต่อดีตที่หลายคนรู้จักในยุคศตวรรษ 70-90 ที่ปรากฏตามภาพยนตร์ก็อย่างเช่นย่าน Soho ที่เป็นย่ายบันเทิงมาตั้งแต่ยุควิคตอเรียและ Whitechapel ที่นอกจากจะมีตำนานแจ็ด เดอะริปเปอร์แล้ว ตำนานในย่านนี้ที่คนร็จักกันดีคือหญิงขายบริการที่ใครจะมาหาซื้อก็ต้องมาในย่านนี้
ในปัจจุบันย่านโคมแดงของลอนดอนนอกจากจะเป็นย่าน Soho ที่อุดมไปด้วยคลับ บาร์สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ยังมีย่าน Kings Cross และย่าน Camden ที่มีการขายบริการทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ในย่านนี้รวมถึงในเมืองใหญ่อื่นๆนอกลอนดอนอย่าง แมนเชสเตอร์ ลิเวอร์พูล หรือเบอร์มิงแฮม ก็มีธุรกิจลักษณะนี้อยู่เช่นเดียวกันกระจายไปทั่วไม่ได้แตกต่างอะไรกับประเทศไทย
สิ่งที่ดูแล้วจะทำให้รู้สึกว่าการขายบริการในอังกฤษต่างจากประเทศไทยคือการค้าประเวณีถือเป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายและจะต้องเสียภาษีโดยคนที่คิดจะทำอาชีพนี้ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ค้าประเวณีกับ HM Revenue & Customs เพื่อให้ได้ Unique taxpayer reference เพื่อใช้สำหรับการยื่นภาษีรายได้โดยผู้ค้าประเวณีจะต้องทำบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายสำหรับยื่นในการเสียภาษีรายได้และ National Insurance โดยการจัดเก็บภาษีจะเป็นขั้นบันไดตั้งแต่ 20-45% และ National insurance จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มขึ้นกับฐานรายได้ โดยหากรายได้ไม่เกิน 12,570 ปอนด์ต่อปีจะเสียอยู่ที่ 3.45 ปอนด์ต่อสัปดาห์และหากรายได้เกินกว่านี้จะเก็บเป็นขั้นบันไดตามลำดับ
อีกจุดที่ต่างกันคือกฎหมายของอังกฤษห้ามให้มีการประกอบกิจการซ่อง หรือ Brothel โดยถือว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจผิดกฎหมายนั่นเองเพราะในอังกฤษมองว่าการเปิดซ่องนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการค้ามนุษย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามในอังกฤษก็ไม่ได้ต่างจากไทยคือการค้าประเวณีแฝงที่อยู่ในสถานบันเทิงอย่างผับ บาร์ คาราโอเกะหรือร้านนวด
สุดท้ายเอย่ามองว่าการมองหามุมมืดของทุกประเทศนั้นมีหมดในอังกฤษเองก็ไม่ได้สะอาดหมดจรดแถมยังเลือกจะแก้ปัญหาให้มีโสเภณีเสรีเสียอีกด้วยโดยปราศจากการควบคุมการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์นอกจากผู้ค้าสมัครใจตรวจโรคเองและเสียค่าใช้จ่ายเอง ในขณะที่ประเทศไทยในยุคที่อาบอบนวดเฟื่องฟู มีข้อมูลมาว่าสถานบริการทางเพศที่ถูกต้องตามกฎหมายในไทยจะมีบังคับให้ตรวจโรคทุก 3-4 เดือนและต้องใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ซึ่งค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคเป็นสวัสดิการจากเจ้าของกิจการแก่พนักงาน
สุดท้ายเอย่าไม่ทราบว่า BBC ทำสารคดีนี้ต้องการอะไรแต่ช่วยกลับไปหาถึงมุมมืดในประเทศตนเองและทำสารคดีออกมาจะดีกว่าไหมว่ากฎหมายที่ตัวเองใช้ควบคุม Sex worker ของตนนั้นมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือเปล่ารวมถึงสวัสดิการในการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย