รู้จัก PCL บิ๊กตัวแทนขาย “เครื่องมือแพทย์” ชั้นนำ! พ่วง “ศูนย์แล็บวินิจฉัยโรค” ครบวงจร
จับตาหุ้นน้องใหม่ไอพีโออย่าง บริษัท พี ซี แอล โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PCL ผู้ดำเนินธุรกิจ ผลิต นำเข้าและจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์และน้ำยาตรวจวิเคราะห์โรคในประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์ธุรกิจมาอย่างยาวนานกว่า 37 ปี เตรียมเดินหน้าเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) พร้อมเข้าเทรดช่วงเดือนสิงหาคม 2567 นี้
ล่าสุดหัวเรือใหญ่อย่าง นายพิสิษฐ์ วรรณวิทยาภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท PCL เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีธุรกิจอยู่ 3 แกนหลักด้วยกัน คือ 1.ธุรกิจนำเข้า-ผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าทางการแพทย์ ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นแกนหลักของบริษัท คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 80% โดยประเทศที่ PCL นำสินค้าเข้ามาจำหน่าย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นต้น และ 2.ศูนย์แล็บทางการแพทย์คิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 15% และ 3.ธุรกิจด้านระบบซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ สัดส่วนอยู่ที่ 5% โดยระบบดังกล่าว PCL คือผู้พัฒนาขึ้นมาด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงปี 1997 ซึ่งจะใช้งานในการเชื่อมต่อข้อมูลเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการตรวจวินิจฉัยโรคและจัดส่งข้อมูลของผู้ป่วยให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลต่างๆ ของรัฐบาลและเอกชน
ขณะที่ ระบบซอฟต์แวร์ดังกล่าวถูกใช้อยู่ในหลังบ้าน กล่าวคือ หากโรงพยาบาลนำส่งหลอดเลือดของผู้ป่วยที่ต้องการตรวจวินิจฉัยโรคเข้ามาที่ศูนย์แพทย์ของ PCL จะสามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และหากผลตรวจออกระบบจะยิงข้อมูลกับไปยังมือถือของแพทย์หรือระบบของโรงพยาบาลทันที ทั้งนี้ ไม่เพียงแต่ใช้ในโรงพยาบาลภายในประเทศเท่านั้น ที่ผ่านมา PCL ได้ให้บริการระบบซอฟต์แวร์นี้ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศมาเลเซีย จำนวน 25 โรงพยาบาล ซึ่ง PCL ได้มีการฝึกอบรมบุคลากรที่จะดูแลระบบดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อย
“ผมเชื่อว่าระบบซอฟต์แวร์ของบริษัทถือเป็นจุดแข็งเพราะว่าอนาคตเรื่อง IT และ AI นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ปัจจุบันบริษัทมุ่งสู่เทคโนโลยีวิเคราะห์ (Big Data) ซึ่งสามารถทำได้สำเร็จเรียบร้อยแล้วและนับเจ้าเดียวที่ทำระบบ Big data นี้ มันส่งผลให้บริษัทก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ทำให้คู่แข็งยังตามหลังเราอยู่ อีกทั้งหากพูดถึงถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุปกรณ์ทางการทางการแพทย์ PCL นับเป็น TOP 3 ของประเทศในธุรกิจนี้”นายพิสิษฐ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจด้านการแพทย์ของ PCL ยังคงเน้นให้บริการแก่โรงพยาบาลภาครัฐภายในประเทศ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดนครราชสีมา, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เป็นต้น ขณะที่มีเพียง 1-2 จังหวัดเท่านั้นที่บริษัทยังไม่ได้ให้บริการ และอีกสัดส่วน 20% ที่เหลือจะเป็นโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลศูนย์แพทย์ของมหาวิทยาลัย รวมถึงศูนย์วิจัย ทั้งนี้สัดส่วนของศูนย์วิจัยคิดเป็นเพียง 5% จาก 20% ที่ได้กล่าวไปข้างต้น
ขณะที่ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์และน้ำยาตรวจวิเคราะห์โรคต่างๆ ภายใต้ตราสินค้าของผู้ผลิต 36 ตราสินค้า ที่ผ่าน PCL ได้รับการรับรองและมีใบอนุญาตนำเข้าจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย.) รวมถึงการตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับเครื่องมือแพทย์
นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตปีละประมาณ 10% ซึ่งเป็นไปตามกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์อยู่แล้ว รวมถึงทิศทางของผลงานธุรกิจในแต่ละไตรมาสของ PCL นั้นบริษัทขอชี้แจงให้นักลงทุนทราบว่า PCL จะแบ่งเป็นช่วงคือครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง ปกติแล้วช่วงครึ่งปีแรกนับเป็นช่วงที่บริษัทมีผลงานอยู่ในระบบที่ทรงตัว โดยคิดเป็นการเติบโตผลงานอยู่ที่ 45% สำหรับธุรกิจ เนื่องจากยังไม่ได้รับปัจจัยสนับสนุนเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่ใช้ในการสั่งซื้อสินค้าของบรรดาโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่งบจะถูกเบิกจ่ายในช่วงเดือนตุลาคม หรือช่วงไตรมาส 2
ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีหลังนับเป็นช่วงที่เป็นบริษัทจะมีผลงานที่โดดเด่น คิดเป็นการเติบโตอยู่ที่ 55% อันเนื่องมาจากได้รับปัจจัยสนับสนุนการเบิกจ่ายงบประมาณนั้นเอง โดยที่ผ่านมางานที่ PCL เคยได้รับจากการเบิกจ่ายงบของโรงพยาบาลภาครัฐ ลมากสุดยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดนครราชสีมาช่วง 1 ปี อยู่ที่เกือบ 100 ล้านบาท
สำหรับโครงการ 2 ปีข้างหน้าระหว่างปี (2567–2568) PCL วางแผนขยายธุรกิจไว้ 2 ส่วนหลักๆ คือ 1.การขยายธุรกิจในการลงทุนปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และ 2.โครงการเพิ่มขีดความสามารถในการบริการทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ด้วยเครื่องมือและเทคโนโลยีชั้นสูง
นายพิสิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าปรับรูปแบบการดำเนินงานธุรกิจจาก Business-to-Business หรือ B2B สู่การเน้นทำธุรกิจแบบ Business-to-Customer หรือ B2C เนื่องจากช่วงการแพร่ระบาดของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้บริษัทได้เรียนรู้ว่ากลุ่มประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเกี่ยวกับแล็บตรวจสุขภาพได้โดยตรง ซึ่งช่วงนั้น PCL ได้ในบริการแก่ประชาชนมากกว่า 1 แสนคนในการตรวจวินิจฉัยโรค โดยพบว่าประชาชนได้แนะนำให้บริษัทเปิดบริการตรวจเลือดและบริการวินิจฉัยโรคอื่นๆ
ขณะที่ปัจจุบัน PCL ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินงานส่วนดังกล่าวผ่านการจดทะเบียนในหมวดหมู่คลินิกเวชกรรม ซึ่งมีแพทย์ดูแลเรื่องตรวจโรคเรียบร้อยแล้ว ศูนย์ดังกล่าวมีจุดเด่นเรื่องราคาที่เข้าถึงได้ง่าย สะดวกและมีมาตรฐานสูง โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการในไตรมาส 1-2 ปี 2568 พร้อมกันนี้ PCL ยังเคยประสบการณ์ร่วมกับงานกับโรงพยาบาลสิริราชในเปิดบริการเจาะเลือดแบบ (Drive-thru) ประมาณ 4 ช่องจอด เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนที่เข้าใช้บริการอีกด้วย
นอกจากนี้ PCL ได้คิดค้นนวัตกรรมเสริมในห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เช่น เทคโนโลยีเครื่องมือและอุปกรณ์เชื่อมต่อกับท่อลมส่งหลอดเลือดความเร็วสูงแบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีระบบสายพาน ซึ่งมีการจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในปี 2566 ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นต้น และ PCL ยังมีเครื่องมือแขนกลอัจฉริยะสำหรับ (Lab Automation) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเชิงพาณิชย์ ได้ภายในปี 2567 นี้
สำหรับผลการดำเนินงานช่วง 4 ปี (2563 – 2566) บริษัทมีรายได้ ดังนี้ สำหรับปี 2563 รายได้รวมอยู่ที่ 2,186.13 ล้านบาท, ต่อมาในปี 2564 รายได้รวมอยู่ที่ 3,858.98 ล้านบาท ส่วนในปี 2565 อยู่ที่ 2,859.05 ล้านบาท และในปี 2566 อยู่ที่ 2,280.73 ล้านบาท
ทั้งนี้ PCL เตรียมจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 410 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 26.05% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้
โดยการเสนอขาย IPO ของบริษัทมีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1.เพื่อใช้ลงทุนซื้อเครื่องมือวิเคราะห์โรคเพื่อขยายส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับธุรกิจผลิต นำเข้า และจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ และน้ำยาตรวจวิเคราะห์โรค และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ โดยลงทุนในเครื่องมือวิเคราะห์โรค ได้แก่ เครื่องมือวิเคราะห์โรค เบาหวาน ไขมันในเลือด กรดยูริค ฮอร์โมนไทรอยด์ สารบ่งชี้มะเร็ง เป็นต้น 2.ชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงิน จำนวนไม่เกิน 700 ล้านบาท (Briding Loan) ที่บริษัทนำมาใช้ในการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นเดิม และ 3.ลงทุนขยายกิจการ
นอกจากนี้ บริษัทฯ มีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักสำรองตามกฎหมายในแต่ละปี อย่างไรก็ตามการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โดยจะพิจารณาจากผลการดำเนินงานของบริษัทฯ แผนการลงทุนตามความจำเป็น ฐานะทางการเงิน สภาพคล่อง แผนการขยายธุรกิจ และความเหมาะสมอื่นๆ รวมถึงการบริหารงานของบริษัทฯ ในอนาคต