บริษัทส่วนใหญ่ของโลกเป็น “ธุรกิจครอบครัว” มีส่วนต่อจีดีพีโลก 70-80%
“มาร์ติน รอลล์” ที่ปรึกษาอาวุโส McKinsey & Company เผยบริษัทส่วนใหญ่ของโลก 75-85% เป็น “ธุรกิจครอบครัว” คิดเป็นสัดส่วน 70-80% ของจีดีพีโลก สร้างผลประกอบการประจำปีรวมกันกว่า 60-70 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 60% ของการจ้างงานทั่วโลก
วันที่ 1 สิงหาคม 2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นเจ้าภาพจัดงาน “The 2nd SET Annual Conference on Family Business : Family Business in the Globalized Asia” ขึ้นในวันที่ 1-2 สิงหาคม 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนศักยภาพธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย
โดยมีผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาจากสถาบันชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งผู้ประกอบการชาวไทยจากหลายภาคธุรกิจมาร่วมบรรยาย อาทิ กลุ่มเซ็นทรัล บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน บริษัท สุภารา กรุ๊ป แอนด์ จีคิว แอพพาเรล จำกัด บมจ.บ้านปู บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด บมจ.อาปิโก ไฮเทค และ บมจ.ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์
เหตุผลที่ต้องจัดงานเพื่อส่งเสริมศักยภาพของธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยครั้งนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจครอบครัวนับเป็นรากฐานที่สำคัญของเศรษฐกิจ กว่า 2 ใน 3 ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นธุรกิจครอบครัว ซึ่งมีอัตราการจ้างงานกว่า 1.3 ล้านอัตรา คิดเป็น 74% ของการจ้างงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย
สอดคล้องกับภาพของธุรกิจครอบครัวในระดับโลกที่ นายมาร์ติน รอลล์ (Martin Roll) ที่ปรึกษาอาวุโสจากแมคคินซีย์ แอนด์ คอมพานี (McKinsey & Company) บรรยายไว้ในหัวข้อ “Fit for Generation : Essential of Successful Asian Family Business Strategy” ว่า ปัจจุบันบริษัทส่วนใหญ่ของโลกเป็นธุรกิจครอบครัวสัดส่วนถึง 75-85% มีส่วนต่อระบบเศรษฐกิจคิดเป็น 70-80% ของจีดีพีโลก โดยสร้างผลประกอบการประจำปีรวมกันสูงกว่า 60-70 ล้านล้านดอลลาร์ และมีสัดส่วน 60% ของการจ้างงานทั่วโลก
ด้วยกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจครอบครัวของชาวเอเชียให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ต้องมองถึงความสำคัญทั้งในส่วนการกำหนดเป้าหมายของธุรกิจ (purpose) และสร้างเรื่องราวให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เข้าใจพันธะทางธุรกิจ ตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้า จิม ทอมป์สัน (Jim Thompson) ที่มีความชัดเจนในการนำเสนอผ้าไหมให้กลายเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์
และมีการตั้งสำนักงานครอบครัว (Family Office) เพื่อแยกทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้าของบริษัท กับทรัพย์สินของบริษัทออกจากกัน จะไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ที่สำคัญต้องมีธรรมนูญครอบครัว (Family constitution) ซึ่งเป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อกำหนดบทบาท หน้าที่ และสิทธิประโยชน์ที่แต่ละสมาชิกพึงได้รับ
ตรงนี้ รอลล์ได้แสดงตัวอย่างเครือสินค้าหรู LVMH ซึ่งมีทายาท 5 คน และหากทั้ง 5 คนนี้ ไม่มีธรรมนูญครอบครัวกำหนดไว้ชัดเจน ความขัดแย้งและความไม่ลงรอยกันอาจทำให้ปัญหาที่ควรจะแก้ไขได้ ลุกลามบานปลาย
อย่างไรก็ตาม ต่อให้มีโครงสร้างการบริหารที่ชัดเจน แต่หากไร้ซึ่งการสื่อสารที่ดี ก็อาจจะบริหารธุรกิจให้ดำเนินต่อไปในระยะยาวได้ยากกว่าเดิม มาร์ติน รอลล์ จึงเน้นย้ำถึงความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological safety) หรือก็คือการพูด การถาม การมีข้อกังวล หรือทำผิดพลาดได้ โดยที่ไม่ถูกลงโทษหรือทำให้อับอาย
สุดท้ายนี้ รอลล์ได้แสดงข้อคิดเห็นว่าธุรกิจครอบครัวในภูมิภาคเอเชียยังถือว่าใหม่กับแนวทางที่เขากล่าวมา แต่เขาก็เชื่ออีกด้วยว่าเป็นเรื่องที่เรียนรู้กันได้ เพียงแค่ต้องคอยพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บริษัทส่วนใหญ่ของโลกเป็น “ธุรกิจครอบครัว” มีส่วนต่อจีดีพีโลก 70-80%
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net