“สเปน” โอ่ทำงานหนัก เป้าหมาย ปราบ “ฝรั่งเศส” เข้าชิงฟุตบอลยูโร
ผู้จัดการทีมชาติสเปน ระบุว่า ในการเผชิญหน้ากับ “ฝรั่งเศส” เกมรอบรองชนะเลิศฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป“สเปน” จะยกระดับสไตล์การเล่นไปอีกรูปแบบ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่นในบางรายที่พลาดการลงสนาม ให้เครดิตคู่แข่ง แม้จะถูกมองว่าเล่นได้น่าเบื่อขาดความน่าประทับใจ แต่ขุมกำลังของทีม “ตราไก่” ก็คือกลุ่มผู้เล่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก
หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต้ ผู้จัดการทีมสเปน เปิดเผยว่า ในการพบกับ “ฝรั่งเศส” ในรอบรองชนะเลิศ UEFA European Football Championship 2024 : ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2024 “ยูโร 2024” ที่ประเทศเยอรมนี (แข่งขันคืนวันอังคาร ในเวลา 02.00 น.) สำหรับสเปนสิ่งที่ทีมพร้อมจะทำก็คือ การรักษาเอกลักษณ์ของตนเองเอาไว้ คือการเล่นฟุตบอลที่เร้าใจ เพื่อสร้างความต่าง การทำงานหนักกว่าปกติ เพื่อให้ได้ผลการแข่งขันที่ต้องการ ดังนั้นรอบรองชนะเลิศ พบกับ ฝรั่งเศส, สเปน จะเป็นเกมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างในสไตล์การเล่น โดยมีเป้าหมายด้วยการผ่าน ทีมชาติฝรั่งเศส ไปสู่รอบชิงชนะเลิศ เขา กล่าว
“สเปน” หรือ “กระทิงดุ” โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจากการชนะรวด 5 นัด นับตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงการเอาชนะ “เยอรมนี” 2-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือ รอบก่อนรองชนะเลิศ ต่างไปจาก ทีมชาติฝรั่งเศส ที่ยิงประตูได้น้อยมาก นับตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม และ ผ่านเข้ามาถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย โดยไม่สามารถยิงประตูคู่แข่งได้เลย จากการเล่นแบบโอเพ่นเพลย์ (ในเวลาครบ 90 นาที) โดย ฝรั่งเศส เอาชนะ โปรตุเกส รอบก่อนรองชนะเลิศ จากการตัดสินการแข่งขัน ด้วยลูกจุดโทษ 5-3 ในเวลาเสมอ 0-0
“ผมไม่คิดว่าการดูฝรั่งเศสลงแข่งขันเป็นเรื่อง “น่าเบื่อ” อย่างไรก็ตามเมื่อต้องเผชิญหน้ากับฝรั่งเศส เรามีวิธีการที่แตกต่างออกไปในการเล่น เราทุกคน (ทีมงาน) พยายามวางแผนการเล่นที่จะช่วยให้ทีมชนะ ซึ่งโมเดลของเราเน้นไปที่การทำแบบนั้น
สเปนเป็นทีมที่น่าจับตามอง ผมไม่ปฏิเสธว่านั่นคือคุณสมบัติของเรา แต่ท้ายที่สุดแล้ว เมื่ออยู่ที่นี่คือเรื่องของชัยชนะ เราอยากลงเล่นไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่เราต้องเล่นอย่างมีเหตุผล วิธีการของเราในการได้ผลลัพธ์คือพยายามสร้างความต่าง ในขั้นตอนนี้ ผลลัพธ์ต่างหากที่สำคัญ เพราะนั่นเป็นวิธีที่งานของคุณจะถูกตัดสินและประเมินในท้ายที่สุด”
เขา กล่าวว่า สิ่งที่สเปนให้ความสำคัญและวิเคราะห์คือศักยภาพของฝรั่งเศส ฝ่ายตรงข้ามมีผู้เล่นระดับสูงมาก ฝรั่งเศสเป็นทีมที่ยอดเยี่ยม ดังนั้นสเปนต้องทำงานหนักและพร้อมรับมือในเกมที่ต่างไปอีกข้้น เพราะนี่คือเส้นทางที่จะเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลยูโร“เกมนี้สเปน เราขาด ผู้เล่นหลัก 3 คนคือ ดานี่ การ์บาฆาล กองหลัง, โรบิน เลอ นอร์มันด์ กองหลัง ซึ่งทั้งคู่ติดโทษแบนจากใบเหลืองสะสม และเปดรี้ กองกลาง ซึ่งจะพลาดการแข่งขันยูโรช่วงที่เหลือเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แรงจูงใจจะทำให้คุณเอาชนะอุปสรรค เราจะเห็นสิ่งนี้ในระหว่างการแข่งขัน สเปน พร้อมที่จะเล่นเกมนี้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งอย่างฝรั่งเศส” ผู้จัดการทีมชาติสเปน ระบุ
รอบรองชนะเลิศ “ยูโร 2024” ในคู่“สเปน” พบ “ฝรั่งเศส” เป็นการแข่งขันระหว่างทีมที่ทำคะแนนสูงสุดทีมหนึ่ง พร้อมกับจำนวนการทำประตู กับทีมที่ทำคะแนนได้น้อยที่สุด และ ยิงประตูได้น้อยตลอดทัวร์นาเมนต์ ก่อนพบกัน
ทั้ง สเปน และ ฝรั่งเศสต้องเล่นด้วยการต่อเวลาพิเศษ โดยประตูชัยของมิเกล เมริโน ในช่วงนาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลาพิเศษทำให้สเปนเอาชนะเจ้าภาพเยอรมนีไปได้ 2-1 ขณะที่ ฝรั่งเศส ต้องยิงจุดโทษเพื่อเอาชนะโปรตุเกสหลังจากจบเกมโดยไม่มีสกอร์
สถานการณ์ของ ฝรั่งเศส ยังไม่มีผู้เล่นทำประตูได้ในการเล่นแบบโอเพ่นเพลย์ (ครบ 90นาที ในการแข่งขัน ) โดยฝรั่งเศสทำได้เพียง 2 ประตู จากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นฝั่งตรงกันข้าม 2 ครั้ง (ออสเตรีย และ เบลเยียม) และ จุดโทษของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ในเกมเสมอโปแลนด์ 1-1 ส่วนสเปน ยิงไป 11 ประตู สเปน ซึ่งกำลังไล่ล่าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ทำผลงานได้อย่างสมบูรณ์แบบในเยอรมนี โดยเป็นทีมเดียวที่ชนะการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มได้ทั้งหมด ขณะที่ฝรั่งเศสทำได้แค่เสมอกับโปแลนด์และเนเธอร์แลนด์เท่านั้น หลังจากเอาชนะออสเตรียไปได้ 1-0
สเปน และ ฝรั่งเศส ทั้งสองทีมพบกันมาแล้ว 36 ครั้ง โดยสเปนชนะ 16 ครั้ง ส่วนฝรั่งเศส ชนะ 13 ครั้ง รวมถึง 5 ครั้งจาก 8 ครั้งหลังสุด ใน “ยูโร 2024” คือรอบรองชนะเลิศการแข่งขันชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปครั้งที่ 6 ของ “สเปน” โดยสเปนเคยพลาดการเข้ารอบชิงชนะเลิศเพียงครั้งเดียว โดยแพ้จุดโทษให้กับอิตาลี แชมป์เก่าในยูโร 2020 ส่วน “ฝรั่งเศส” เข้าถึงรอบรองชนะเลิศมาแล้ว 5 ครั้ง โดยการชนะ 3 ครั้ง
ทั้งนี้ ฝรั่งเศส เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ 3 จาก 4 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ล่าสุด โดยพ่ายแพ้ 0-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษให้กับโปรตุเกส ใน ยูโร 2016 และแพ้จุดโทษให้กับอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลก 2022 แต่ก่อนหน้านั้น “ทีมตราไก่” ฝรั่งเศส เอาชนะ โครเอเชีย 4-2 คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ในปี 2018 ถัดจากครั้งแรกในปี 1998