“กองตราสารหนี้ระยะสั้น” พิมพ์นิยม ติดทำเนียบ “10 Big” ถึง 90%... ถูกใจนักลงทุนไทยที่สุด “เสี่ยงต่ำ-ผลตอบแทนเหนือเงินฝาก” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้ จะพามาส่องที่สุด 10 “กองทุนตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่ในอุตสาหกรรมกองทุนของไทยกันบ้าง (นับเฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวม Term Fund)
ต้องบอกว่า ภาพจะต่างกันกับฝั่ง “กองหุ้นไซส์ใหญ่” คนละเรื่องเลยทีเดียว ในขณะที่ฝั่งกองหุ้นขนาดเกิน 1 หมื่นล้านบาท มีเพียง 17 กองนั้น ฝั่ง “กองตราสารหนี้ไซส์ใหญ่” มีถึง 39 กอง และโตได้แบบไม่ง้อภาษีด้วย เพราะมีกอง RMF ติดโผมาเพียง 5 กอง คิดเป็น 13% เท่านั้น (ในขณะที่ฝั่งหุ้นมีกอง RMF/LTF 10 กอง คิดเป็น 59% เลยทีเดียว)
โดยมี “กองตราสารหนี้ต่างประเทศ” ติดมา 2 กอง คิดเป็น 5% (ในขณะที่ฝั่งกองหุ้นมีกองต่างประเทศ 3 กอง คิดเป็น 18%)
ที่สำคัญ 10 Big “กองตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่นั้น ไม่มีกองประหยัดภาษีติดมาสักกอง โดยมีขนาดต่อกองเฉลี่ย 7.7 หมื่นล้านบาท โดยกองใหญ่สุดมีขนาดถึง 1.8 แสนล้านบาท เลยทีเดียว !!!
ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้นเคยของนักลงทุนไทยที่ขยับมาจากฐาน “เงินฝากแบงก์” ที่อาจจะยังชื่นชอบโพรดักท์ที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากนั่นเอง
ทั้ง 10 Big “กองตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่ของไทย มีกองทุนอะไรบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
10 Big "กองตราสารหนี้" ไซส์ใหญ่โชว์ขนาดเฉลี่ย 7.7 หมื่นล้านบาท…“K-SF-A” แชมป์ใหญ่สุด 1.8 แสนล้านบาท
สำหรับ 10 Big “กองตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่ ที่ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สำรวจในครั้งนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 พ.ค. 24) มีขนาดรวมกัน 767,179.25 ล้านบาท หรือเฉลี่ยต่อกอง 76,717.93 ล้านบาท ที่น่าสนใจ คือ เป็น “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” ถึง 9 กอง คิดเป็น 90%มี “กองตราสารหนี้ระยะยาว” ติดมา 1 กอง คิดเป็น 10%เท่านั้น และทั้งหมดมาจาก “บลจ.ลูกแบงก์” เพียง 4 แห่งอีกด้วย
โดยบลจ.ที่มีส่วนแบ่งมากสุด ได้แก่ “บลจ.กสิกรไทย” มี 4 กอง ส่วนแบ่ง 46%, “บลจ.ไทยพาณิชย์” มี 2 กอง ส่วนแบ่ง 19%, “บลจ.กรุงศรี” มี 2 กอง ส่วนแบ่ง 13%, “บลจ.บัวหลวง” มี 1 กอง ส่วนแบ่ง 12% และ “บลจ.เกียรตินาคินภัทร” มี 1 กอง ส่วนแบ่ง 10% ตามลำดับ
โดย “กองตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่กว่า 90% นั้น เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นในประเทศเป็นหลัก ทั้งตราสารหนี้ทั่วไปและตราสารหนี้ภาครัฐ “อายุไม่เกิน 1 ปี” นี่สะท้อนถึงฐานลูกค้ากลุ่มที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง แต่ขอผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากได้เป็นอย่างดี
“ส่วน ‘กองตราสารหนี้ระยะยาว’ ที่ติดโผมาเพียง 1 กองนั้น ก็มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารหนี้ทั่วไปในประเทศเป็นหลัก และมีอายุเฉลี่ยของตราสารที่ลงทุน ‘ไม่เกิน 3 ปี’ แสดงว่าโอกาสสำหรับกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่า รับความเสี่ยงได้มากขึ้นก็ใช่ว่าจะไม่มีเช่นกัน”
โดยทั้ง 10 Big “กองตราสารหนี้” ไซส์ใหญ่สุดของอุตสาหกรรมนั้น ประกอบไปด้วย
1) “K-SF-A” ของบลจ.กสิกรไทย มีขนาดใหญ่สุด 8 แสนล้านบาท
2) “B-TNTV” ของบลจ.บัวหลวง 9 หมื่นล้านบาท
3) “K-SFPLUS” ของบลจ.กสิกรไทย 3 หมื่นล้านบาท
4) “SCBSFFPLUS-A” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ 3 หมื่นล้านบาท
5) “KKP PLUS” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร 4 หมื่นล้านบาท
6) “SCBSFF” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ 6 หมื่นล้านบาท
7) “KFSPLUS-A” ของบลจ.กรุงศรี 5 หมื่นล้านบาท
8) “K-CASH” ของบลจ.กสิกรไทย 4 หมื่นล้านบาท
9) “KFSMART-A” ของบลจ.กรุงศรี 8 หมื่นล้านบาท
10) “K-FIXED-A” ของบลจ.กสิกรไทย 9 หมื่นล้านบาท
แน่นอนว่า 10 Big “กองตราสารหนี้”ไซส์ใหญ่สุดของอุตสาหกรรมนี้ จะต้องมี “นโยบายลงทุน” ที่โดนใจ หรือไม่ก็ต้องมี “ทีมขายที่แข็งแกร่ง” อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเช่นเดียวกัน ที่สำคัญยังสะท้อนภาพนักลงทุนไทยที่มาจากฐานลูกค้าเงินฝากแบงก์นั้น ก็ยังชื่นชอบโพรดักท์กองทุนที่เสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากอยู่นั่นเอง