โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

ส่งออกกระบะไทยสะเทือน ออสซี่เข้ม “ก๊าซเรือนกระจก”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 01 มิ.ย. 2567 เวลา 01.37 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2567 เวลา 01.24 น.
Photo by Amaury PAUL / AFP

ค่ายรถผวาเทรนด์โลกใหม่ แห่ออกกฎคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ล่าสุด “ออสเตรเลีย” ตลาดส่งออกรถกระบะเบอร์ 1 ของไทย มูลค่า 2.3 แสนล้านบาท เตรียมใช้มาตรการ NVES คุมค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดีเดย์ 1 ม.ค. 68 ด้าน ส.อ.ท.ย้ำต้องรักษาตลาดออสเตรเลีย “ลุ้น” โรงงานผลิตรถ EV ตามนโยบาย 30@30 ต้องเริ่มผลิตในปี 2568 ให้ทัน พร้อมประสานรัฐบาลช่วยเจรจา หลัง “นายกฯเศรษฐา” กรุยทางไว้ให้แล้ว แต่ต้องศึกษาให้ดี ลงทุนลดก๊าซเรือนกระจกไปแล้วจะคุ้มค่าในอนาคตหรือไม่

รถยนต์สินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 1.3-1.4 ล้านล้านบาทกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากประเทศที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญต่างออก “มาตรการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” เพื่อขับเคลื่อนประเทศเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุด คือการปลดปล่อยก๊าซเรือนจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ด้วยการประกาศแผนลดการใช้รถยนต์สันดาป และหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV เพิ่มขึ้น

ล่าสุด รัฐบาลออสเตรเลีย ภายใต้การนำของนายแอนโทนี แอลบานีส นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ ด้วยการออกกฎหมายควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมไปถึงการสนับสนุนให้ชาวออสเตรเลียเข้าถึงรถยนต์ที่มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะยังไม่ได้ยกเลิกการใช้รถยนต์สันดาปเสียทีเดียวก็ตาม

ออสเตรเลียดีเดย์ 1 ม.ค. 68

แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า ขณะนี้ประเทศออสเตรเลียได้ประกาศมาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ของออสเตรเลีย หรือ New Vehicle Efficiency Standard : NVES เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568

โดยประกาศฉบับนี้เป็นผลจากการที่รัฐบาลออสเตรเลียตระหนักถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกว่ามีความสำคัญ ดังนั้น จึงมีการใช้มาตรฐานประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ หรือกฎหมาย NVES ออกมาบังคับใช้

สำหรับรายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ว่า 1) รถยนต์ทั่วไป และรถ SUVs จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 141 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2025 (2568) และไม่เกิน 58 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2029 (2072)

2) รถบรรทุกขนาดเล็ก (รวมถึงรถกระบะและรถตู้) จะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 199 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2025 และไม่เกิน 81 กรัม/กิโลเมตร ภายในปี 2029

3) ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวได้จะต้องชำระค่าปรับ “ส่วนเกิน” ของก๊าซเรือนกระจกจำนวน 100 เหรียญออสเตรเลีย/กรัม ทั้งนี้ มาตรการ NVES ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 แต่ผู้ผลิตรถยนต์จะยังไม่ต้องเสียค่าปรับใด ๆ จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2568

ในส่วนของประเทศไทยได้มีการติดตามมาตรการ NVES อย่างใกล้ชิด เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักรถยนต์ไปยังออสเตรเลีย โดยในปี 2566 ตลาดออสเตรเลียถือเป็นตลาดส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของไทย ครองสัดส่วน 16.72% มูลค่า 236,831 ล้านบาท

และล่าสุดในช่วง 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.) 2567 การส่งออกรถยนต์มีมูลค่า 85,926 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 18.64% ของการส่งออกรถยนต์ทั้งหมดที่มีมูลค่า 460,908 ล้านบาท ดังนั้น การมาตรการดังกล่าวภายใต้กฎหมาย NVES จะมีผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่นถือเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย

สะเทือนรถกระบะไทย

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยจะดำเนินการแจ้งข้อห่วงกังวลดังกล่าวกับออสเตรเลีย ทั้งในระดับทวิภาคีและเวทีระหว่างประเทศที่ออสเตรเลีย ได้มีการแจ้งใช้มาตรการ NVES เพื่อขอเวลาปรับตัวกับผู้ส่งออกจากไทย โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศ ซึ่งจะเป็นการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินผลกระทบเบื้องต้นที่อาจเกิดขึ้นกับไทยดังนี้ 1) มาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย รวมถึงผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่นในไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจาก “รถกระบะ” เป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของไทยไปยังออสเตรเลีย สัดส่วน 48% ในตลาดออสเตรเลีย หากประสิทธิภาพของรถกระบะที่ผลิตในไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายที่ออสเตรเลียกำหนดไว้ได้

2) แนวโน้มของผู้บริโภคในออสเตรเลียคาดว่าราคารถกระบะที่ออสเตรเลียนำเข้าอาจเพิ่มสูงขึ้น แม้จะยังไม่ผ่านมาตรฐาน NVES ผู้บริโภครถกระบะในออสเตรเลีย โดยเฉพาะในภาคเกษตรในพื้นที่ส่วนภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะเลือกใช้รถกระบะรุ่นเดิมต่อไป ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า EV ที่ผลิตในจีนก็ยังมีราคาสูงมาก และมีสมรรถนะไม่เท่าเทียมกับความต้องการใช้งานของผู้บริโภคในออสเตรเลีย

สถิติการนำเข้ารถกระบะของออสเตรเลีย ปรากฏร้อยละ 48 ที่นำเข้าจากไทยนั้น รุ่นที่นิยมและขายดีที่สุดก็คือ Ford Ranger, Toyota Hilux, Toyota Landcruiser, Isuzu Ute D-Max และ Toyota RAV ปัจุบันประสิทธิภาพการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของรถกระบะที่ผลิตในประเทศไทยยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้

ส.อ.ท.รอลุ้นโรงงาน EV เสร็จทัน

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและในฐานะโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับทราบถึงแนวทางในการจัดทำมาตรการดังกล่าว และอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อม แม้ปัจจุบันไทยจะมีการส่งออกรถไฮบริด “ก็มีส่วนช่วย” ก็ตาม

แต่ก็คาดว่าภายในปี 2568 หากโรงงานที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ได้รับการส่งเสริมตามนโยบาย 30@30 โดยรัฐบาลไทย “เริ่มผลิตและสามารถส่งออกได้” ทันตามมาตรการ NVES ก็จะช่วยรักษาตลาดส่งออกออสเตรเลียได้

ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่ไทยส่งออกทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ และในออสเตรเลียไทยถือเป็นผู้ครองตลาดเบอร์สอง รองจากประเทศญี่ปุ่น โดยตลาดออสเตรเลียมีความต้องการใช้รถกระบะภายในประเทศปีละ 1.1-1.2 ล้านคันต่อปี

“ยังดีที่กฎหมาย NVES ใช้ประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงเป็นเกณฑ์ในการจัดทำ ไม่ได้เป็นการห้ามรถยนต์สันดาปภายใน หรือไม่ได้ห้ามแบบปิดประตูไปเลย เพียงแต่ว่าคุณจะทำอย่างไรให้รถที่ผลิตได้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน โดยการปล่อยมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อย ไฮบริดก็มีส่วนช่วย หรือ EV ซึ่งเราก็หวังว่าไทยที่มีการผลิตรถยนต์ EV พวงมาลัยขวาของบริษัทจีนที่มาลงทุนเสร็จ หากผลิตได้ทันก็จะส่งไปออสเตรเลียได้”

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมองว่า อาจจะมีผลในแง่ของราคา เพราะมาตรการ NVES จะทำให้ต้นทุนการผลิตรถกระบะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคออสเตรเลียได้ สำหรับกระบวนการในการเจรจานั้น ทางภาคเอกชนได้ประสานและส่งเรื่องไปทางรัฐบาล

ในโอกาสที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลียก่อนหน้านี้ ซึ่งก็ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นไปหารือแล้ว หลังจากนี้คงต้องรอติดตามในรายละเอียดว่า ทางออสเตรเลียจะดำเนินการอย่างไร

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ตลาดส่งออกรถยนต์ส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยก่อนหน้าที่ออสเตรเลียจะประกาศกฎหมายฉบับนี้ ก็มีทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางบังคับใช้ แต่ใช้เป็นราย ๆ ไป และสหรัฐก็เริ่มใช้กฎหมายนี้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ออสเตรเลียอาจมองว่า

“ตนเองยังดำเนินการเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ช้ากว่าประเทศอื่น จึงได้ออกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา ในส่วนของไทยตระหนักรู้ว่ามีเทรนด์เรื่องนี้ ทำให้ BOI ต้องออกมาตรการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ EV และชิ้นส่วนรถยนต์ EV แต่ก็ได้เพียงบางชิ้นส่วนเท่านั้น” นายสุรพงษ์กล่าว

ค่ายรถคิดหนักคุ้มหรือไม่

ด้านนายณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนของการศึกษารายละเอียด เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดรับกับมาตรการ NVES ต่อไป

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวระดับบริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์กล่าวย้ำว่า รถยนต์ที่ผลิตจากไทยส่งออกไปยังออสเตรเลียจำเป็นต้องมีการพัฒนาและปรับปรุงให้ได้ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดใหม่ ซึ่งคาดว่าผู้ประกอบการค่ายรถยนต์ต่าง ๆ จะต้องมีการลงทุนเพื่อเตรียมรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ปัจจุบันรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยรองรับมาตรฐานยูโร 5 ซึ่งถือเป็นมาตรฐานที่สูงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทางออสเตรเลียต้องการน่าจะมีระดับความเข้มข้นที่สูงกว่า ซึ่งผู้ประกอบการค่ายรถยนต์จำเป็นจะต้องมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเจรจาเงื่อนไขดังกล่าวผ่านทางรัฐบาลไทย เพื่อดูในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ให้รอบด้านมากที่สุด

เพราะหากจะส่งรถยนต์เข้าไปทำตลาดตามเงื่อนไขใหม่ ทุกค่ายจะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้สอดรับกับมาตรการดังกล่าว “เราต้องมานั่งคุยกันผ่านรัฐบาลไทยว่าจะไปทางไหนได้บ้าง เพราะรถยนต์ในปัจจุบันที่ผลิตอยู่ หากยังไม่รองรับกับข้อกำหนดใหม่ หลายค่ายอาจจะต้องพิจารณาว่าพร้อมจะลงทุนหรือไม่ และต้องมองเรื่องความคุ้มค่าในอนาคตด้วย”

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเพิ่มเติมว่า ในปี 2566 โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเป็นจำนวน 379,044 คัน หรือเพิ่มขึ้น 0.2% จากปี 2565 โดยยอดรวมการผลิตรถยนต์สำหรับการขายภายในประเทศและการส่งออกในปี 2566 มีจำนวนทั้งสิ้น 621,156 คัน หรือลดลง 5.8% จากปี 2565

ส่วนปี 2567 โตโยต้าตั้งเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 358,800 คัน หรือลดลง 5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ายังต้องเผชิญกับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ ตลอดจนภาวะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประเทศคู่ค้าที่ยังคงชะลอตัว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่งออกกระบะไทยสะเทือน ออสซี่เข้ม “ก๊าซเรือนกระจก”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...