ทรีนีตี้ ประเมิน Q4 ต่างชาติไหลกลับ หลังเฟดลดดอกเบี้ย แนะนำหุ้น KTB-SCB-GPSC-BGRIM
บล.ทรีนีตี้ ประเมินไตรมาส 4/67 เงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หลังเฟดลดดอกเบี้ย ลุ้น EPS บจ.ไทย ดีขึ้น ให้กรอบ SET 1,240-1,430 จุด มองเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยแข็งแกร่งขึ้น ชู KTB-SCB-GPSC-BGRIM
ดร. วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยในไตรมาส 3/67 จะถูกขับเคลื่อนโดยนักลงทุนสถาบัน มองการเคลื่อนไหวของ SET ในช่วงที่เหลือของปีที่อยู่ที่ 1,240-1,430 จุด โดยที่ 1,240 (ใช้สมมติฐานที่ PE 11.9X และ consensus EPS 2025 ที่ 107 บาทต่อหุ้นและ PE ที่13.8x) เคลื่อนไหว เป็น K shape และเป็น sector selection
โดยแนะนำให้ลงทุนใน sector ที่เน้นการขยายตัวของกำไร คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอาหาร กลุ่มโทรคมนาคม กลุ่มโรงไฟฟ้า และกลุ่มโรงพยาบาล
ทั้งนี้ เชื่อว่านักลงทุนต่างชาติอาจจะเริ่มสนใจหุ้นไทยเมื่อ Earning yield gap ของตลาดหุ้นไทย เมื่อเปรียบเทียบกับBond Yield 10 ปี ของสหรัฐที่ค่าเฉลี่ยที่ 3.24% หรือระดับดัชนี SET ที่ 1,250 จุด และมองตลาดหุ้นไทยจะมี Fund Flow ไหลเข้าในปลายไตรมาส 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งหุ้นกลุ่มธนาคารที่มีปันผลสูง
แนะนำซื้อหุ้น ThaiESG ชู KTB SCB มี yield สูง มากกว่า 5% GPSC BGRIM โรงไฟฟ้าที่มีปัจจัยพื้นฐานดี
ปัจจุบันหุ้นไทยที่ให้ yield สูงกว่า 5% US treasury (4..25%) มีมากกว่า 100 บริษัท จะเป็นจุดที่ทำให้เงินนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าในไตรมาส 4 ปีนี้ เพราะ yield ของเราสูงกว่าพันธบัตรสหรัฐ โดยคาดว่าไตรมาส 4/67 GDP ของไทยจะขยายตัว 3.7-3.8%
"ตลาดหุ้นไทยปัจจุบัน ซื้อขาย P/BV ถูกสุดในรอบ 18 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถ้าจะให้ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นได้ต้องทำให้ ROE และ EPS ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ตอนนี้ EPS ยังไม่ปรับเพิ่มขึ้น"
สำหรับ 3 ปัจจัยที่ทำให้เงินไหลออกนอกประเทศ ได้แก่
- เงินไทยไหลออกเพราะคนไทยนำเงินไปฝากในต่างประเทศมูลค่า 8.25 แสนล้านบาท ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง และทรงตัวระดับสูง
- ต่างชาติขายพันธบัตร
- ต่างชาติขายหุ้น
ส่วนการบังคับใช้มาตรการ Uptick วันแรก 1 ก.ค.67 พบว่า สัดส่วนโปรแกรมเทรดดิ้งลดลงชัดเจน สัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ของโบรกฯ 1 ราย ลดลง เทียบกับการบังคับใช้มาตรการ Uptick เมื่อปี 63 ทำให้มูลค่า Short Selling ต่อวันลดลงราว 80% จากค่าเฉลี่ย 4,000 ล้านบาท เหลือ 700 ล้านบาท
เช่นเดียวกับการบังคับใช้มาตรการ Uptick ในปี 67 ทำให้มูลค่า Short Selling ต่อวันลดลงราว 80% จากค่าเฉลี่ย 5,300 ล้านบาท เหลือ 1,100 ล้านบาท ที่น่าสนใจคือ Short Selling ส่วนใหญ่เป็นหุ้นในกระดาน NVDR ซึ่งลดลงอย่างชัดเจน
ภาพการระดมทุนมีความสมดุลมากขึ้นทั้งตราสารหนี้ ตราสารทุนและสินเชื่อธนาคาร ขณะที่ทุนสำรองต่อ GDP มีความแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่ที่ 44% ของ GDP เมื่อเปรียบเทียบกับระดับ 18% ของ GDP ในช่วงที่ 2540
ดุลเดินสะพัดมีความแข็งแกร่ง (บางปีถึง 10% ของ GDP) แต่ในส่วนของดุลบัญชีทุนเริ่มอ่อนแอลงนับตั้งแต่ปี 2556
ด้านหนี้สินภาคธุรกิจมีความแข็งแกร่งขึ้นจาก 175% ของ GDP ลงมาสู่ 95% ของ GDP ในปี 2552 ก่อนเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับ 197% GDP ในปีกลางปี 2567
เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ที่เกิดขึ้นทำให้ภาคธุรกิจต้องก่อหนี้เพิ่ม ส่วนกำไรสุทธิต่อหุ้นดีขึ้นจากที่ขาดทุนสุทธิช่วงปี 2540 มาสู่ระดับ 80-90 บาทต่อหุ้นในปัจจุบัน
แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต แต่ก็ยังมีบางภาคส่วนที่อ่อนแอลงมากในเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะในเรื่องของหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจาก 40% ของ GDP มาสู่ระดับ 91% ของ GDP ในปัจจุบัน และนำไปสู่ความอ่อนแอของการออมภาคครัวเรือน
ดร. วิศิษฐ์ กล่าวว่า มูลค่าการซื้อขายของตลาดทุนไทย เมื่อเปรียบเทียบกับ Market Cap ของตลาดหุ้นอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี นักลงทุนที่เป็นรายบุคคลไทยได้ลดลงจาก 47% มาสู่ระดับ 31%
และมองว่าตลาดทุนไทยช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 ได้ผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายสุดในด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกไปแล้ว หลังเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกในไตรมาส 1 และ 2 ไปแล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท
ในส่วนของ Fund Flow ทั้งการซื้อและขายของนักลงทุนต่างชาติจะเป็นแบบเบาบางในไตรมาส 3 ทั้งภูมิภาคเนื่องจากเม็ดเงินส่วนใหญ่ยังคงรอสัญญาณการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และการเลือกตั้งสหรัฐฯ
และคาดว่าFund Flow จะเริ่มคงไหลเข้ามาในปลายไตรมาส 4 ความชัดเจนของการลดดอกเบี้ยของ Fed และเป็นช่วง High season ของการท่องเที่ยวไทย
สำหรับแนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2567 ในช่วงสั้น 1-3 เดือนข้างหน้า ค่าเงินเหรียญสหรัฐ จะยังคงแข็งค่าเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของส่วนต่าง (Gap) ของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ และธนาคารกลางอื่นทั่วโลกยังอยู่สูง
นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าเฟดอาจจะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% หรือคงดอกเบี้ย และคาดการณ์ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยทั้งปี
ขณะที่ความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ถ้าทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 ล่าช้า ก็จะนำไปสู่การลดลงของกำไรสุทธิต่อหุ้นของตลาดหุ้นไทย และตลาดหุ้นโลกมักปรับตัวลดลงกว่า 10% โดยเฉลี่ยก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 4 เดือน (สถิติจากการเลือกตั้ง 25 ปีย้อนหลัง)