โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าขอเป็นชาวสวนผู้ร่ำรวยMpreg (มี e-book)

นิยาย Dek-D

เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2567 เวลา 07.16 น. • มณีสีแดง
“ลำพังก็อดมื้อกินมื้ออยู่แล้ว ข้าจะต้องเลี้ยงดูเจ้าหัวผักกาดน้อยนี่อีกรึ!”

ข้อมูลเบื้องต้น

** เกิดใหม่ครั้งนี้ข้าขอเป็นชาวสวนผู้ร่ำรวย Mpreg **
#นิยายวายจีนโบราณ #Feelgood #เกิดใหม่ #ทะลุมิติ #เลี้ยงเด็ก #นายเอกท้องได้

คำโปรย

เหยาหมิงชายหนุ่มหัวสมัยใหม่เป็นถึงเจ้าของไร่ผลไม้หลายพันไร่ได้จบชีวิตลงในวัยสามสิบห้าปี เขาได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งพร้อมกับช่องว่างที่เต็มไปด้วยสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่ที่ขัดใจคนที่รักความยุติธรรมอย่างเขาก็คือร่างที่เขามาเกิดใหม่นี้ดันเป็นโจรที่ถูกชาวบ้านทุบตีจนตาย

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลกทำให้เขาทะลุมิติมาเกิดใหม่ในร่างของฉู่เหยาหมิง เขาดันโชคร้ายเพราะช่วงเวลาที่เขาทะลุมิติมานั้น ทรัพย์สินทุกอย่างของร่างนี้ดันถูกคู่หมั้นหลอกไปจนหมดแล้ว เส้นทางชีวิตใหม่นี้เขาจะไม่ยอมให้ตัวเองถูกทุบตีจนตายเป็นครั้งที่สองแน่ เขาตั้งใจว่าชาตินี้จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายไม่ต้องการแข่งขันกับผู้ใด
แต่แล้วชีวิตของเหยาหมิงก็ไม่ได้สงบสุขอย่างที่วาดฝันเอาไว้ เมื่ออยู่ ๆ ก็มีคนใจร้ายนำเจ้าก้อนแป้งน้อยมาทิ้งเอาไว้ที่เรือนของเขา

ความโง่เขลานำพาให้ตระกูลตกต่ำ

ตระกูลฉู่ที่เคยอยู่อย่างสุขสงบช่วงเวลานี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น วันนี้ตระกูลฉู่ได้ปิดประตูเรือนตั้งแต่พลบค่ำ ภายในเรือนก็มีเสียงตัดพ้อของสตรีดังขึ้นมาไม่ขาดสาย ฉู่เจียงหลีที่ตั้งใจกลับมาเยี่ยมบิดาที่ป่วยติดเตียงอยู่แล้ว เมื่อนางได้รับจดหมายจากฉู่เหยาหมิงนางก็เร่งเดินทางกับตระกูลเดิมก่อนกำหนดทันที นางได้รับรู้ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นเพราะความโง่เขลาของหลานชายเพียงคนเดียว บุตรสาวที่ออกเรือนไปแล้วอย่างนางทำสิ่งใดมากไม่ได้ ดวงตาทั้งสองข้างมีน้ำใสๆ ไหลออกมา ฉู่เจียงหลีรู้สึกจุกอยู่ในอกเหมือนคนน้ำท่วมปาก บิดาของนางหวังพึ่งพิงหลานชายเพียงคนเดียว แต่ทุกอย่างกลับพังลงในพริบตา

นางยืนมองร่างของบิดาที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเห็นใจ ตัวนางเองจะรับบิดาไปอยู่ด้วยก็ไม่ได้ เพราะนางก็ไม่ได้อยู่สุขสบายอย่างที่บอกบิดา ส่วนชายชราที่นอนป่วยติดเตียงทำได้เพียงทอดสายตามองหลานชายด้วยความผิดหวัง

“เหยาหมิงข้าอยากรู้นักว่าในหัวของเจ้ามันมีสิ่งใดอยู่ เหตุใดเจ้าถึงคิดไม่ได้”

สมบัติของตระกูลถูกคนอื่นช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา แม้แต่เงินตำลึงเดียวก็ไม่ได้กลับมา ทั้งยังไม่สามารถเอากลับคืนมาได้อีก

“ท่านน้าหลิวลี่ซือบอกข้าว่าข้อความในกระดาษใบนั้นเป็นสัญญาการแต่งงานระหว่างข้ากับเขา ข้าผิดเองที่ไม่อ่านให้แน่ชัด ไม่คิดว่ามันจะเป็นสัญญาซื้อขาย ข้าขอโทษขอรับ ไม่คิดว่าหลิวลี่ซือจะกล้าหักหลังข้า”

เมื่อปีที่ผ่านมาเขาได้ทำความรู้จักกับบุรุษคนหนึ่ง แค่ได้ยินคำหวานออกจากปากของเขา ฉู่เหยาหมิงก็หลงจนหัวปักหัวปำ จากนั้นก็ได้ยื่นขอเสนอเรื่องการหมั้นหมายกับหลิวลี่ซือเอง และยังมอบโฉนดที่ดินของเรือนหลังนี้และที่ดินทำเลทองที่อยู่ในเมืองหลวงให้เขาเก็บเอาไว้เป็นหลักประกัน แต่คนหัวอ่อนอย่างฉู่เหยาหมิงหรือจะทันเล่ห์เหลี่ยมของบุรุษผู้นั้นได้

ทันทีที่เขาลงนามบนกระดาษแผ่นนั้น วันถัดมาก็มีบ่าวจากตระกูลหลิวเข้ามาบอกให้เก็บของเพราะเรือนหลังนี้ได้ตกเป็นของตระกูลหลิวแล้ว ฉู่เหยาหมิงมืดแปดด้านเขาไม่รู้จะทำเช่นไรดี เขากับท่านปู่จะไปอยู่ที่ไหน ที่พึ่งพิงสุดท้ายมีเพียงท่านน้าของเขาเท่านั้น ทันทีที่ท่านน้ามาถึงก็จับเขามัดเอาไว้ ฉู่เหยาหมิงรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาเลยไม่กล้าขัดขืนและปล่อยให้ท่านน้าจับมัดเอาไว้เช่นนั้น

“เจียงหลีหลานชายของเจ้ายังเด็กนักสั่งสอนเขาเบา ๆ หน่อย”

ชายชราเงยหน้าขึ้นมองที่หลังคาของเรือนพร้อมกับเอ่ยบอกบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย ทั้งที่ในใจของเขานั้นสงสารหลานชายหัวแก้วหัวแหวนจับใจ ครั้งนี้ฉู่เหยาหมิงสมควรถูกลงโทษจริง ๆ หลายครั้งแล้วที่คนแก่อย่างเขาทำเป็นหูหนวกตาบอดเพราะการกระทำสิ้นคิดของหลานชาย เงินที่ถลุงไปใช้แต่ละวันเพื่อปรนเปรอบุรุษนั้นยังไม่ร้ายแรงเท่ากับการยกที่ดินหลายหมู่ไปให้บุรุษ ต่อให้บุรุษผู้นั้นจะเป็นคู่หมั้นก็ตาม

ฉู่เจียงหลีเดินหายเข้าไปในห้องลับหลังเรือน นางเดินออกมาพร้อมกับถือแซ่หวายติดมือออกมาด้วย ท่านน้าที่เคยใจดีมาโดยตลอดลงมือโบยหลานชายด้วยตัวเองเต็มแรง

เพี๊ยะ! เพ๊ยะ! เสียงแซ่ฟาดกระทบเนื้อดังชัดเจน ชายชราถึงกับเมินหน้าหนีเพราะไม่อยากเห็นภาพที่หลานชายของตนเองเจ็บปวด

“โอ๊ย!ท่านน้า ท่านไม่มีสิทธิ์มาโบยข้าเช่นนี้ ฮึก!”

เขาทำได้เพียงแค่ร้องโอดครวญออกมาเพราะร่างบอบบางของฉู่เหยาหมิงถูกจับให้นอนคว่ำหน้าลงกับแท่นหิน บริเวณข้อมือและลำตัวถูกเชือกมัดขึงเอาไว้อย่างแน่นหนา เขาพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มีดิ้นให้หลุดจากพันธนาการแต่ก็ไม่เป็นผล เพราะเชือกที่ท่านน้าผู้เอาไว้นั้นแน่นหนานัก

“เจ้ายังไม่รู้ตัวอีกหรือว่าทำสิ่งใดลงไป ฉู่เหยาหมิงข้าผิดหวังในตัวเจ้านัก จงรู้เอาไว้ว่าการกระทำของเจ้านั้นทำให้ตระกูลฉู่เสียทรัพย์สินไปมากมายเพียงใด และยังไม่รวมกับที่ดินทำเลทองที่อยู่ในเมืองหลวงที่เจ้าหลงกลยกที่แปลงนั้นให้คู่หมั้นของเจ้าไปอีก จะให้ข้านั่งดูตระกูลฉู่ล่มจมเพราะน้ำมือของหลานโง่เขลาอย่างเจ้าหรือ”

ปัง!

ในขณะที่ฉู่จียงหลีเอ่ยตัดพ้อออกมาด้านนอกของเรือนก็มีคนกลุ่มหนึ่งพังประตูเข้ามา บุรุษนับสิบคนเข้ามารื้อของออกต่อหน้าต่อตาของชายชราอย่างไร้ความเกรงใจ ชายชราหลับตาลงพร้อมกับความรู้สึกขมขื่นภายในจิตใจ

“พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใด หยุดเดี๋ยวนี้!”

ฉู่เหยาหมิงตะโกนออกมา แต่คนพวกนั้นหาได้สนใจไม่ เจียงหลีที่เห็นสถานการณ์ไม่ค่อยจะดี นางวางทิฐิที่มีลงแล้วรีบเข้าไปแก้มัดหลานชายของตนให้เป็นอิสระ

“พาตัวไร้ประโยชน์ออกไปให้พ้นเรือนของข้า ของไร้ประโยชน์พวกนี้ก็ขนออกไปให้หมด”

บุรุษผิดเพศ

น้ำเสียงที่คุ้นหูทำให้ฉู่เหยาหมิงรู้สึกมีความหวังขึ้นมา นั่นมันเสียงของคู่หมั้นเขาเอง สายตาคู่นั้นจ้องมองไปยังทิศทางของเสียงเพียงชั่วขณะร่างสูงใหญ่ก็เดินเยื้องกรายเข้ามา
ฉู่เหยาหมิงถลาตัวเข้าไปด้านหน้าหวังจะกอดขาของหลิวลี่ซือเอาไว้ แต่ร่างสูงกลับขยับกายหนีห่างราวกับว่าเขานั้นรังเกียจฉู่เหยาหมิงยิ่งกว่าสิ่งใด ร่างบางถึงกับผงะเล็กน้อยก่อนที่ริมฝีปากบางจะฝืนคลี่ยิ้มออกมา สายตาของเขามองไปที่คู่หมั้นอย่างอ้อนวอน
“ลี่ซือข้าขอร้องอย่าทำเช่นนี้เลย ท่านปู่ของข้ากำลังป่วยอยู่ท่านจะออกไปอยู่ที่อื่นได้อย่างไร ในอนาคตข้ากับเจ้าก็ต้องแต่งงานกันอยู่ดี เหตุใดต้องให้คนของเจ้าเข้ามาขนของออกไปเช่นนี้ด้วยเล่า”
ในขณะที่พูดขอร้องคนตรงหน้าสายตาของเขาก็จ้องมองคนของหลิวลี่ซือที่กำลังเก็บของบางอย่างโยนออกไปนอกเรือน ภาพของท่านน้าที่วิ่งไปมาเพื่อห้ามคนพวกนั้นมันทำให้เขารู้สึกผิดเหลือเกิน เขาหวังว่าการขอร้องหลิวลี่ซือในครั้งนี้จะทำให้เขาเห็นใจบ้าง
“หึ เจ้ากำลังเพ้อสิ่งใดอยู่ คนที่เหลือแต่ตัวอย่างเจ้าไม่มีคุณสมบัติมากพอที่ข้าจะแต่งงานด้วย แล้วอีกอย่างของทุกอย่างที่ข้าได้มาก็เป็นเจ้าที่ยื่นให้กับมือ ถ้าข้าปฏิเสธก็เกรงว่าจะเสียน้ำใจเจ้า ข้าถึงรับสิ่งของที่เจ้ามอบให้ด้วยความเต็มใจ”
“แต่เจ้าหลอกให้ข้าลงนามในสัญญาซื้อขายนั่น ข้าไม่ได้เต็มใจ”
“ไหนเล่าหลักฐานแค่คำพูดลอย ๆ ของเจ้าไม่อาจโยนความผิดให้ข้าได้หรอกนะ ตอนนี้เจ้าของที่ดินในเมืองหลวงและเรือนหลังนี้ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว รีบไสหัวออกไปซะ!”
“แค่ก แค่ก เหยาหมิงเจ้าอย่าได้ทำตัวไร้ศักดิ์ศรีนัก มาพาปู่ออกไปได้แล้ว”
ชายชราที่นอนป่วยอยู่บนเตียงทนมองหลานชายของตนถูกหยามเกียรติไม่ไหว ในเมื่อมันแก้ไขสิ่งใดไม่ได้แล้ว ก็ทำได้เพียงเริ่มต้นใหม่เท่านั้น
“ท่านปู่ข้าขอโทษขอรับ ข้าทำให้ท่านปู่กับท่านน้าต้องเดือดร้อน”
ฉู่เหยาหมิงเดินเข้าไปหาท่านปู่ของตนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง เมื่อได้เห็นสภาพของผู้เป็นปู่ น้ำตาของเขาไหลนองออกมาจากหางตาอย่างห้ามไม่อยู่ ด้านฉู่เจียงหลีที่คอยห้ามคนพวกนั้นเมื่อได้ยินสิ่งที่บิดาของตนเอ่ยออกมานางก็หยุดการกระทำทุกอย่าง และเดินมาช่วยพยุงบิดาของตนออกไปนอกเรือน
“ท่านพ่อค่อย ๆ ลุกนะเจ้าคะ”
ทั้งสองพาร่างของชายชราออกไปนอกเรือนอย่างทุลักทุเล ในขณะที่ทั้งสามคนเดินออกจากตระกูล คนของหลิวลี่ซือก็โยนเสื้อผ้าและข้าของที่ไร้ค่าออกมาตามหลัง ส่วนของที่พอจะนำไปขายได้ก็ถูกนำออกไปอย่างรวดเร็ว
“ฮือ ฮือ ท่านปู่ ข้าสำนึกผิดแล้ว ฮึก”
ฉู่เหยาหมิงกอดร่างของชายชราเอาไว้แน่น เขาร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้นต่างก็พากันออกมามุงดู บางคนก็สมน้ำหน้า บางคนก็เห็นใจ ฉู่เหยาหมิงนั้นไม่เคนยสนใจผู้ใดเลย วัน ๆ เอาแต่ถลุงเงินเล่น เวลาเพื่อนบ้านเดือดร้อนเขาก็ไม่ได้สนใจไยดี และวันนี้ก็มาถึงจุดที่ตระกูลฉู่ตกต่ำ ผู้คนต่างก็เมินหน้าหนี ไม่มีแม้แต่คนยื่นมือเข้ามาช่วย
“ท่านพ่อไปนั่งรอบนเกวียนก่อนเจ้าค่ะ”
โชคดีที่วันนี้ฉู่เจียงหลีได้เช่าเกวียนมาทำให้สะดวกขึ้นมาบ้าง ทั้งสองน้าหลานได้ประคองชายชราขึ้นไปบนเกวียน
“มาข้าช่วย”
บุรุษวัยกลางคนที่เป็นเจ้าของเกวียนทนเห็นภาพน่าเวทนาต่อไม่ไหว ทีแรกเขาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งแต่เมื่อเห็นชายชราถูกหิ้วออกมาแบบนั้นเขาก็ทนนั่งมองต่อไปไม่ไหวเช่นกัน เมื่อเห็นว่าท่านปู่มีคนเข้ามาช่วยฉู่เหยาหมิงก็เดินกลับไปเก็บเสื้อผ้าที่กองเอาไว้บนพื้น ตรงหน้าของเขามีแต่ชุดเก่า ๆ ไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว ส่วนชุดใหม่ที่เขาชอบใส่และเคยซื้อมาเก็บไว้นั้นถูกนำไปขายเช่นกัน ร่างบางรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาก้มเก็บชุดของตนเองกับท่านปู่ขึ้นมากอดเอาไว้
พรึ่บ!
“เอาของสกปรกของเจ้าออกไปให้หมด”
ชุดอีกกองถูกโยนใส่หน้าของฉู่เหยาหมิงอย่างไม่ไยดี ร่างบางเงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่โยนชุดใส่หน้าเขาคือหลิวลี่ซือ เขาจะจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจว่าการกระทำที่โง่เขลามันนำพาให้ตระกูลของเขาล่มจม
“ข้าจะบอกความจริงให้เจ้าได้ฉลาดขึ้น ข้าไม่เคยรักบุรุษผิดเพศอย่างเจ้า จำเอาไว้ให้ขึ้นใจว่าข้านั้นชอบสตรี ฮ่า ฮ่า”
ร่างบางรู้สึกชาไปทั้งตัว คำว่าบุรุษผิดเพศมันยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ฉู่เหยาหมิงมองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ผิดหวัง แต่สำหรับหลิวลี่ซือแล้วเขามองฉู่เหยาหมิงด้วยความสมเพช ฉู่เหยาหมิงทำได้แค่ตัดพ้อในใจ การที่เขามีร่างกายพิเศษไม่เหมือนผู้ใดมันน่ารังเกียจขนาดนั้นเชียวหรือ นี่สินะเหตุผลที่แท้จริงของเจ้า ต้องการแค่ทรัพย์สินของข้าเท่านั้น เจ้าไม่ได้รู้สึกอะไรกับข้าแม้แต่น้อย ข้าควรจะรู้ตัวตั้งนานแล้ว

เริ่มต้นชีวิตใหม่

ฉู่เหยาหมิงหันไปมองเรือนหลังใหญ่ที่เคยอยู่อาศัยเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่เขาจะหอบเอาชุดของตนเองเดินคอตกไปที่เกวียนเก่า ๆ ดวงตากลมโตมีน้ำใส ๆ คลอเบ้า ดวงตาคู่นั้นมองไปที่ร่างของชายชราที่นั่งอยู่บนเกวียนอย่างทุลักทุเล ข้างๆ ของท่านปู่ก็มีร่างผอมแห้งของท่านน้าคอยประคองอยู่ไม่ห่าง เขาพอจะดูออกว่าสายตาที่ท่านน้ามองมานั้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ท่านน้าคงจะผิดหวังในตัวเขาไม่น้อยเลย
“ท่านปู่ เวลานี้ท่านควรจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ท่านปู่ต้องเดือดร้อนเพราะหลานไม่เอาไหนอย่างข้า”
เสียงพึมพำดังออกมาจากปากเรียวบาง ฉู่เหยาหมิงยังโทษตัวเองไม่หยุด ที่ตระกูลฉู่มาถึงจุดนี้ก็เป็นเพราะเขา
“แค่เจ้าสำนึกผิดก็ดีแล้ว หลังจากนี้ก็แค่เริ่มต้นใหม่”
“ท่านพ่อข้าเสียใจ ที่ข้านั้นไม่สามารถช่วยเหลือท่านได้เลย”
“เจียงหลีเจ้าช่วยพ่อกับเหยาหมิงได้เท่านี้ก็ดีมากแล้ว”
“แล้วนี่ท่านพ่อจะไปอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ” บุตรสาวเอ่ยถามออกมาด้วยความเป็นห่วง
“ที่หลังเขามีกระท่อมร้างอยู่ช่วยไปส่งพ่อกับเหยาหมิงที่นั่นที”
ก่อนที่เขาจะเป็นผู้ป่วยติดเตียง เขาจำได้ว่าหลังเขาท้ายหมู่บ้านมีกระท่อมร้างหลังหนึ่ง อีกทั้งรอบ ๆ กระท่อมยังมีพื้นที่ให้พอเพราะปลูกได้ พื้นที่ตรงนั้นรกร้างมาหลายปีแล้วไม่มีผู้ใดกล้าไปอาศัยที่นั่นเพราะบริเวณนั้นเคยมีสตรีต่างถิ่นนอนตายทั้งกลมและกลายเป็นศพไร้ญาติ คนในหมู่บ้านทุกคนต่างก็รู้เรื่องนี้กันดี
“แต่ที่นั่น”
ฉู่เจียงหลีกำลังจะเอ่ยทัดทานขึ้นมาเมื่อเงยหน้าไปมองบิดานางก็กลืนวาจาทุกอย่างลงไป ส่วนตัวต้นเหตุของเรื่องนั้นก้มหน้าน้ำตาตกในเมื่อได้ยินว่าท่านปู่จะไปอาศัยอยู่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ความรู้สึกเช่นนี้มันช่างขมขื่นนัก
“เหยาหมิงเจ้าได้ยินแล้วหรือยัง ไม่ว่าเจ้าจะทำผิดร้ายแรงเพียงใดท่านปู่ก็ไม่ดุด่าเจ้า ข้าหวังว่าหลังจากนี้เจ้าจะไม่ทำให้ท่านปู่ของเจ้าเดือดร้อนอีก”
“ขอรับท่านน้า”
“ขึ้นเกวียนมาเถิด ข้าจะไปส่ง”
ฉู่เจียงหลีให้คนขับเกวียนไปส่งบิดาของตนกับหลานชายที่กระท่อมร้างหลังนั้น ใช้เวลาเพียงแค่สองก้านธูปก็ถึงที่หมาย ยิ่งเห็นกระท่อมร้างตรงหน้านางก็รู้สึกสงสารบิดาของตนจับใจ เพราะกระท่อมหลังนี้มันเริ่มผุพังไปแล้วบางส่วน ถ้าเกิดมีพายุเข้ากระท่อมหลังนี้คงได้พังลงมาเป็นแน่
“เจ้ารีบกลับไปเถิด เดี๋ยวฝั่งนั้นจะว่าเจ้าเอาได้”
มีหรือชายชราจะไม่รู้ว่าบุตรสาวของเขานั้นไม่ได้มีชีวิตที่สู้ดีนัก กลับไปครั้งนี้นางอาจจะเดือดร้อนก็ได้ ร่างของชายชราถูกพยุงเข้าไปด้านใน โชคดีที่ในกระท่อมยังมีเตียงหลงเหลืออยู่ไม่เช่นนั้นคงลำบากมากกว่านี้หลายเท่านัก
“ไว้ข้าจะหาโอกาสมาเยี่ยมนะเจ้าค่ะ ฮึก! เหยาหมิงช่วยดูแลท่านปู่ด้วยเล่า”
ฉู่เจียงหลีกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ นางร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายผู้ใด
“ข้าสัญญาจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ ขอบคุณท่านหน้าขอรับที่ยื่นมือมาช่วยเหลือ”
ฉู่เหยาหมิงให้คำมั่นสัญญาออกไป เมื่อได้ยินหลานชายเอ่ยวาจาออกมาเช่นนี้เจียงหลีก็สบายใจขึ้นมาบ้าง นางหยิบเงินออกมาจากถุงเงินสีน้ำตาลเก่า ๆ แล้วยื่นออกไปให้ฉู่เหยาหมิงเก็บเอาไว้
“เก็บเงินนี่เองไว้ เจ้าอาจจะได้ใช้มัน”
เงินสองตำลึงถูกยื่นออกไปให้ฉู่เหยาหมิง ในตัวของนางนั้นพอมีติดตัวอยู่บ้าง แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่ากลับไปครั้งนี้นางอาจจะโดนสามีตำหนิเอาได้ แต่ความเป็นอยู่ของบิดานางนั้นสำคัญกว่า ต่อให้นางโดนตระกูลของสามีตำหนินางก็จะอดทน
“แต่ว่า”
สายตาคมมองเงินที่อยู่ในมือของท่านน้าอย่างลังเล ภาพที่เขาเคยใช้เงินจนมือเติบผุดเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ แต่ตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัวแม้แต่ตำลึงเดียว เมื่อเห็นหลานชายมีท่าทีลังเลนางจึงยัดเงินตำลึงใส่ไปในมือของเขา
“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น รับไปซะ”
ทันทีที่ยัดเงินใส่มือฉู่เหยาหมิงได้สำเร็จ จากนั้นนางก็รีบเดินขึ้นเกวียนไป
“สักวันข้าจะเอาเงินไปคืนท่านน้า”
ร่างบางมองตามแผ่นหลังของท่านน้าแล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ
“ข้าจะรอวันนั้น”
ฉู่เหยาหมิงยืนมองท่านน้าของตนขึ้นเกวียนเก่า ๆ กลับไป ร่างบางยืนมองเกวียนแล่นออกไปจนสุดสายตา ชีวิตใหม่ที่ลำบากกว่าเดิมเพราะฉู่เหยาหมิงนั้นทำสิ่งใดไม่เป็นเลย จากที่เคยมีบ่าวรองมือรองเท้า บัดนี้เขาต้องลงมือทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ร่างบางเดินสำรวจดูรอบ ๆ กระท่อมเขาจึงตระหนักขึ้นมาได้ว่าจำเป็นจะต้องมีฝืนไว้ใช้
“ท่านปู่ข้าจะไปหาฟืนนะขอรับ”
ฉู่เหยาหมิงเอ่ยออกมาเพราะคิดว่าการหาฟืนนั้นเป็นเรื่องสนุก และคนที่ไม่เคยลำบากมาก่อนอย่างเขาก็อยากไปสัมผัสการใช้ชีวิตแบบชาวบ้านที่ยากไร้เต็มแก่แล้ว
“อืม เจ้าไปเถอะไม่ต้องห่วงปู่”
แม้ในใจจะเป็นห่วงหลานชายมากเพียงใด แต่เขาก็ควรจะปล่อยให้หลานชายคนนี้ได้ลองไปทำสิ่งใหม่ ๆ ดูบ้าง ฉู่เหยาหมิงจะได้รู้เสียทีว่าโลกภายนอกนั้นมันไม่ได้สวยงามอย่างที่คิด ถ้าเกิดว่าวันหนึ่งเขาจากโลกนี้ไปหลานชายคนนี้ก็จะดูแลตัวเองได้ ร่างบางเดินขึ้นเขาอย่างอารมณ์ดี ฉู่เหยาหมิงนั้นคิดว่าการหาฟืนนั้นเป็นเรื่องง่ายดาย เขาไม่ได้เร่งรีบแต่อย่างใดและยังคงเดินขึ้นเขาอย่างใจเย็น
เวลาล่วงเลยมาหลายชั่วยามแล้วฉู่เหยาหมิงเดินจนรู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว ไม่มีวี่แววว่าจะเจอท่อนไม้ที่จะนำไปใช้เป็นฟืนได้เลย ละแวกนี้ก็มีคนมากมายที่ขึ้นเขามาเก็บฝืน พวกเขาจะเข้ามาหาของป่าและเก็บฝืนเฉพาะในเวลากลางวัน ชาวบ้านเหล่านั้นจะหาของป่าเฉพาะบริเวณรอบนอก แค่ได้ของติดไม้ติดมือมาก็รีบกลับออกจากป่าแล้ว ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปในป่าลึกมากกว่านี้ ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็ยิ่งอันตรายถึงชีวิตเท่านั้น เหตุนี้จึงทำให้บริเวณที่ฉู่เหยาหมิงเดินผ่านมานั้นไม่มีฟืนหลงเหลืออยู่เลย
“ชาวบ้านพวกนั้นเก็บฟืนไปหมดเลยรึ แย่จริง ๆไม่คิดจะเหลือไว้ให้ผู้อื่นบ้างเลย”
เมื่อยังไม่พบสิ่งที่ต้องการ ร่างบางก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เขาไม่ยอมแพ้และเลือกที่จะเดินไปด้านหน้าต่อ ตลอดสายตาเขากวาดสายตามองรอบ ๆ สายตาคู่กลมดันไปสะดุดกับไม้กองหนึ่งที่วางเอาไว้ เขารู้อยู่เต็มอกว่าไม้กองนี้มีเจ้าของ แต่แล้วอย่างไรในเมื่อไม่มีคนอยู่เฝ้าไม้กองนี้ก็ต้องตกเป็นของเขา ฉู่เหยาหมิงหันมองซ้ายแลขวาเมื่อเห็นว่าทางสะดวกเขาเลยเข้าไปแบกเอาไม้พวกนั้นกลับไปทำเป็นฝืน ด้วยความที่เขาเป็นบุรุษรูปร่างบอบบางทำให้ไม่สามารถเก็บเอาไม้เหล่านั้นไปได้หมด ทำได้เพียงเอากลับไปบางส่วนเท่านั้นอีกที่เหลือเล็กน้อยก็ทิ้งเอาไว้ให้เจ้าของก็แล้วกัน
นิสัยที่มักง่ายและชอบฉวยโอกาสเช่นนี้มีติดตัวเขามาตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งตอนนี้ตระกูลฉู่ตกที่นั่งลำบาก ธาตุแท้ของฉู่เหยาหมิงที่ปิดบังมานานก็เริ่มเปิดเผยออกมา เขารีบแบกไม้ลงจากเขาด้วยความเร่งรีบ ความระแวงที่กลัวว่าเจ้าของไม้จะเข้ามาเห็นทำให้เขาไม่ทันระวังตัว เงินสองตำลึงที่ท่านน้าให้ติดตัวเอาไว้ได้ร่วงหล่นลงพื้นโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าของมีค่าชิ้นสุดท้ายได้หล่นลงพื้นไปเสียแล้ว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...