หยุดยิงแค่บนกระดาษ ฮอร์มุซเผชิญความโกลาหลจากกฎใหม่ของอิหร่าน
วันนี้ (28 มิ.ย.2569) เอเลนี จิโอโกส ผู้สื่อข่าวของ CNN ประจำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกว่า กำลังตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย และเผชิญหน้ากับความตึงเครียดครั้งใหม่
ซึ่งกลายเป็นบททดสอบครั้งสำคัญ ของข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน โดยชนวนเหตุระลอกล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าว ผ่านวิทยุการบินไปยังเรือพาณิชย์ทุกชนิดว่า เรือทุกลำห้ามแล่นผ่านช่องแคบ หากไม่ได้รับอนุญาตจากทางการอิหร่าน หรือใช้เส้นทางนอกเหนือจากที่กำหนด มิฉะนั้นจะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบ ทางความมั่นคงที่จะตามมาเองทั้งหมด
หลังจากคำเตือนดังกล่าวเพียงไม่กี่ชั่วโมง เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ "เอเวอร์ เลิฟลี" (Ever Lovely) ซึ่งจดทะเบียนและชักธงสิงคโปร์ ถูกโดรนโจมตีของอิหร่านพุ่งชนจนได้รับความเสียหาย
เหตุการณ์นี้นับเป็นการโจมตีเรือสินค้าครั้งแรก ตั้งแต่มีการลงนามในข้อตกลง ส่งผลให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกมาประณามอย่างรุนแรงว่าเป็น "การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่โง่เขลา" และกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศ เพื่อตอบโต้ต่อเป้าหมายทางการทหารของอิหร่านรอบช่องแคบฮอร์มุซทันที
ขณะที่สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า ฝ่ายอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ กลับเช่นกัน และมีรายงานเหตุโดรนโจมตีในบาห์เรนในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมาด้วย (27 มิ.ย.2569)
วิกฤต 3 เส้นทางทับซ้อน ความสับสนของการเดินเรือ
แม้ว่าเนื้อหาในข้อตกลงหยุดยิงจะระบุชัดเจนว่า อิหร่านต้องดูแลความปลอดภัยและเปิดทางให้เรือพาณิชย์สัญจรผ่านช่องแคบอันเป็นข้อแลกเปลี่ยนสำคัญ แต่ในทางปฏิบัติ อิหร่านไม่ได้ละทิ้งการควบคุมน่านน้ำดังกล่าว โดยร่วมมือกับโอมานในการจัดตั้ง "องค์การบริหารช่องแคบเปอร์เซีย" (PGSA) พร้อมออกกฎเกณฑ์ใหม่ให้เรือทุกลำสำแดงเอกสารผ่านอีเมลเพื่อแลกกับใบรับรองความปลอดภัย
ทำให้เกิดเส้นทางเดินเรือทับซ้อนกันถึง 3 เส้นทางในช่องแคบที่มีความกว้างเพียง 21 ไมล์ ได้แก่
- เส้นทางสายใต้ของโอมาน
- เส้นทางสายกลางที่เป็นเส้นทางเดิมก่อนสงคราม
- เส้นทางสายเหนือภายใต้การควบคุมของอิหร่าน
ความไร้ระเบียบนี้สร้างความปั่นป่วนให้กับบริษัทเดินเรือทั่วโลกอย่างรุนแรง เนื่องจากผู้ประกอบการต้องตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หากปฏิบัติตามคำสั่งอิหร่านโดยใช้เส้นทางที่ 3 คือเส้นทางสายเหนือ และยอมจ่ายค่าธรรมเนียมบริการทางทะเล หรือภาษีสิ่งแวดล้อมใหม่ที่อิหร่านตั้งขึ้น ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจในอนาคต ฐานสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐบาลเตหะราน
แต่หากเลือกใช้เส้นทางอื่น (เส้นทางที่ 1 และ 2) เพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร ก็อาจถูกกองกำลังอิหร่านโจมตีทางทหารหรือเผชิญกับทุ่นระเบิดและโดรน
จนล่าสุดองค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ต้องสั่งระงับปฏิบัติการอพยพเรือพาณิชย์กว่า 500 ลำชั่วคราว ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ (VLCC) ยังคงพุ่งสูงกว่า 1,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ/ลำ และหากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ วิกฤตการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ อาจทวีความรุนแรงและอันตรายยิ่งขึ้น
อ่านข่าวอื่น :
นิด้าโพลทำนายผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.69 "ชัชชาติ" อันดับ 1 "มัลลิกา" อันดับ 2 "ชัยวัฒน์" อันดับ 3
จับสาวเมียนมาไกด์เถื่อน เปิดเพจขายทัวร์เที่ยวเชียงใหม่ ถือวีซ่าติดตามลูก เร่งขยายผลล่าเครือข่าย
ขีดเส้น 15 วัน สั่งรื้อ 3 รีสอร์ตรุกป่าทับลาน หลังคดีถึงที่สุด