โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

กกร.อัปจีดีพีปี 69 โต 1.6-2% รับ “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ 1.7 แสนล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB และประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนมิ.ย.2569 เปิดเผยว่า สถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในปีนี้ โดยการส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่ประเทศในกลุ่ม OECD มีแนวโน้มเร่งนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อเติมคลังสำรองที่ลดลง ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจไทย กกร.ประเมินว่ายังคงเผชิญภาวะการฟื้นตัวแบบ K-Shape แม้การส่งออกในช่วง 4 เดือนแรกของปีจะขยายตัวถึง 18.9% โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเทคโนโลยีที่เติบโตสูงถึง 48.4% ตามกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ขยายตัวทั่วโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคส่งออกเทคโนโลยียังไม่สามารถส่งผ่านผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเป็นสัดส่วนสูง ขณะที่ภาคการผลิตและการส่งออกสินค้าอื่นยังทรงตัว ท่ามกลางความกังวลเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและอุปสงค์ภายในประเทศที่ชะลอตัวจากภาระค่าครองชีพ

ทั้งนี้ กกร.แสดงความกังวลต่อภาคธุรกิจและแรงงานในกลุ่ม "K ขาล่าง" ที่ยังไม่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยข้อมูลล่าสุดของบริษัทจดทะเบียนกว่า 300 แห่งสะท้อนว่าหลายธุรกิจเผชิญต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่รายได้ลดลง จึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้การลงทุนใหม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม กระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจจริง และเพิ่มการจ้างงานภายในประเทศ

นายผยง กล่าวว่า กกร.ประเมินว่าโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจราว 170,000 ล้านบาท จะช่วยสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศ ส่งผลให้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.6-2.0% จากเดิม 1.2-1.6% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อคาดอยู่ที่ 2.5-3.0% และปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิมที่คาดว่าจะทรงตัว

กกร.มองว่าไทยควรใช้โอกาสจากเมกะเทรนด์การลงทุนโลก โดยเฉพาะ AI, Data Center และ Cyber Security เพื่อเร่งยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) และการผลิตขั้นสูง (Advanced Manufacturing) พร้อมผลักดันการวิจัยและพัฒนา (R&D) ปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว

ด้านสถานการณ์พลังงานในประเทศ กกร.ยืนยันว่าไทยยังมีความมั่นคงด้านพลังงาน โดยมีน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปสำรองรวมประมาณ 13,384 ล้านลิตร เพียงพอต่อการใช้งานภายในประเทศราว 109 วัน และยังไม่มีสัญญาณการขาดแคลนพลังงาน ขณะเดียวกัน ภาคอุตสาหกรรมโรงกลั่นได้ปรับลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมประมาณ 55% เหลือเพียง 27% และเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากแหล่งอื่นเป็น 73% เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ

นอกจากนี้ กกร.ยังคาดหวังให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) สามารถประกาศใช้ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อเป็นกรอบกำหนดทิศทางพลังงานระยะยาว ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงาน การส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

พร้อมกันนี้ กกร.เห็นว่าประเทศไทยควรใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติหลายเวทีในปี 2569 อาทิ ABAC 2026 ครั้งที่ 3, Gastech 2026, Thailand-US Trade & Investment Forum 2026 และ IMF-World Bank Annual Meetings เพื่อแสดงศักยภาพเศรษฐกิจไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และผลักดันโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยดึงดูดเงินลงทุนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...