โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอ็ดดี้ ซัด เท้ง-พรรคส้ม เข้าใจประชาธิปไตยแบบตื้นๆ ล้าสมัยที่สุด

แนวหน้า

เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

27 พฤษภาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เท้งและพรรคส้ม จะรื้อระบบสีน้ำเงิน ตอนที่ 2

คำว่า “รื้อระบบสีน้ำเงิน” (ของพรรคส้ม) หมายถึงการรื้อโครงสร้างอำนาจที่พรรคส้มมองว่าเอื้อให้กลุ่มที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูงเกินไป

คำว่า “รื้อระบบสีน้ำเงิน” (ของพรรคส้ม) ฟังเผิน ๆ เหมือนการปลดปล่อยประชาธิปไตย

รัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้มีแค่รัฐบาลกับพรรคการเมือง แต่ยังมีศาล รัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ระบบราชการ กลไกความมั่นคง ธนาคารกลาง และสถาบันที่ทำหน้าที่รักษาความต่อเนื่องของรัฐ (สถานบันพระมหากษัตริย์)

หลายองค์กรไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ยังมีความชอบธรรมได้ ถ้าองค์กรนั้นถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ อยู่ใต้กฎหมาย มีขอบเขตอำนาจชัดเจน ตรวจสอบได้ และทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

ประชาธิปไตยคือระบบถ่วงดุล ไม่ใช่การมอบรัฐทั้งรัฐให้ผู้ชนะเลือกตั้ง

พรรคส้มไม่ได้ผิดที่พูดเรื่องประชาธิปไตย แต่ผิดตรงที่ย่อประชาธิปไตยให้เหลือแค่การเลือกตั้ง พรรคการเมือง และเสียงข้างมาก

แต่ความจริงคือ ประชาธิปไตยแบบรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เสียงข้างมาก “ครอบครองรัฐทั้งหมด” แต่เกิดมาเพื่อให้เสียงข้างมากใช้อำนาจได้ภายใต้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ สิทธิของคนส่วนน้อย และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล

หลักการแยกอำนาจในระบอบเสรีประชาธิปไตยแบ่งรัฐออกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ เพื่อป้องกันไม่ให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ในมือองค์กรเดียว และเพื่อให้แต่ละฝ่ายตรวจสอบถ่วงดุลกันได้ นี่คือหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ไม่ใช่อุปสรรคของประชาธิปไตย

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐประชาธิปไตยจำนวนมากยังมี “องค์กรอิสระ” หรือองค์กรกำกับตรวจสอบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุล ป้องกันการครอบงำทางการเมือง ป้องกันการทุจริต รักษาความเป็นกลางของระบบเลือกตั้ง และคุ้มครองความเป็นมืออาชีพของรัฐ International IDEA อธิบายองค์กรลักษณะนี้ว่าเป็น “checks and balances” อีกรูปแบบหนึ่ง เคียงข้างสามอำนาจหลักของรัฐ

โดยรัฐธรรมนูญไทยบัญญัติว่าองค์กรอิสระต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีฐานะเป็น “อำนาจซ้อน” ตามวาทกรรมการเมือง แต่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ตีความรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาหลักความเป็นกฎหมายสูงสุด และถูกออกแบบให้เป็นองค์กรตุลาการที่มีความเป็นอิสระจากการเมือง

ดังนั้น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์จึงไม่ใช่

“ใครชนะเลือกตั้งแล้วครอบครองรัฐทั้งหมด“

พรรคการเมืองเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตย

แต่พรรคการเมืองไม่ใช่เจ้าของประชาธิปไตย

เสียงข้างมากเป็นฐานความชอบธรรมของรัฐบาล

แต่เสียงข้างมากไม่ใช่ใบอนุญาตให้ครอบครองรัฐทั้งระบบ

การเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย

แต่ประชาธิปไตยไม่ได้มีหัวใจอย่างเดียว

มันต้องมีโครงกระดูก เส้นเลือด ระบบประสาท และภูมิคุ้มกันของรัฐด้วย

ถ้าไม่มีระบบถ่วงดุล ประชาธิปไตยก็อาจกลายเป็นเพียง “เผด็จการเสียงข้างมาก”

ถ้าไม่มีองค์กรอิสระ อำนาจรัฐก็อาจถูกกลืนโดยรัฐบาล

ถ้าไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญก็อาจเหลือเป็นแค่กระดาษ

ถ้าไม่มีสถาบันที่รักษาความต่อเนื่องของรัฐ ประเทศก็จะถูกเหวี่ยงไปมาตามอารมณ์ของการเมืองรายวัน

เพราะฉะนั้น ปัญหาของวาทกรรม “รื้อระบบสีน้ำเงิน” ไม่ใช่แค่ว่าเขาต้องการแก้รัฐธรรมนูญหรือปฏิรูปองค์กรอิสระ

การปฏิรูปทำได้ วิจารณ์ได้ แก้ไขได้

แต่ปัญหาคือ เขาใช้กรอบคิดที่ทำให้ทุกสถาบันซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นผู้ร้ายทางประชาธิปไตยไปหมด

นี่ต่างหากคือความเข้าใจประชาธิปไตยแบบตื้น

และอาจเป็นความล้าสมัยที่สุดของฝ่ายที่ชอบอ้างว่าตนเองก้าวหน้าที่สุด

โปรดติดตามตอนต่อไป

- 006

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...