โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“กรุงศรี” ชู BDMS-PR9 หุ้นเด่นโรงพยาบาล รับแผนดันไทยสู่ Longevity & Wellness Hub

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสธุรกิจสุขภาพเชิงป้องกันการดูแลสุขภาพระยะยาว และการฟื้นฟูสุขภาพ หรือ Longevity & Wellness มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก โดยอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า มูลค่าตลาด Longevity Economy ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่า 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับจากศูนย์กลาง Medical Tourism ไปสู่ Longevity & Wellness Hub ในระยะยาว

ทั้งนี้สบส. มีแผน 1) เสนอขยายระยะเวลาวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Visa) ให้ สามารถพำนักในไทยได้นานกว่า 1 ปี เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการดูแล สุขภาพระยะยาว (Longevity & Wellness Hub)

2) ผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. สถานพยาบาล เพื่อปลดล็อกให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดตั้งศูนย์วิจัยและ นวัตกรรมได้เอง ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องการการรักษาระยะยาว สอดรับนโยบายขยายวีซ่า และ 3) เตรียมพัฒนานวัตกรรมบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติ เช่น สร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับเคลมประกันสุขภาพทั่วโลก และจัดตั้งศูนย์ล่ามภาษาแบบเรียลไทม์ เพื่อรองรับผู้ป่วยจากนานาชาติ

โดยวีซ่าสำหรับการรักษาพยาบาลในไทยมี 2 ประเภท 1) Medical Treatment Visa (MT) เป็นวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อการรักษาพยาบาล วีซ่ามีอายุ 60 วัน สามารถขยายเวลาได้อีก 30 วัน รวมสูงสุด 90 วันต่อครั้ง

2) Non-Immigrant Visa Type O (Non-MT Visa) ส าหรับผู้ที่ต้องรักษาพยาบาลระยะ ยาว วีซ่ามีอายุ 90 วัน (Single Entry) (ช่วงปี 2021-22 รัฐบาลอนุมัติหลักการวีซ่า Non-MT Visa1 ปี เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาในไทย)

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์(15 มิ.ย.69) ว่า ประเด็นดังกล่าวมองเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อกลุ่ม รพ. เนื่องจาก 1) เป็นการเปลี่ยน Position ของประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางด้าน Medical Tourism สู่ Longevity Care & Wellness Hub ซึ่งจะช่วยให้ รพ.สามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนและ สร้างรายได้ต่อเนื่องระยะยาว ผ่านบริการตรวจสุขภาพเชิงลึก และโปรแกรมดูแลสุขภาพ เฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง และ 2) การขยาย Medical Visa ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานผู้ป่วย โรคซับซ้อน และดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มใหม่

สำหรับโรงพยาบาลที่ศึกษามีรายได้กลุ่มต่างชาติเรียงจากมากไปน้อย (ไตรมาส 1/69) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH สัดส่วน 66%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS สัดส่วน 31% ,บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 สัดส่วน 26%, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH สัดส่วน 13% และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG สัดส่วน 4% มองเป็นโอกาสต่อยอดรายได้ต่างชาติในระยะกลาง-ยาว

ส่วนโรงพยาบาลที่มีการให้บริการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม (Wellness), เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และเวชศาสตร์อายุวัฒนะ (Longevity) ครบวงจร ได้แก่ BDMS มีสัดส่วนรายได้ราว 12%, BH สัดส่วนรายได้ราว 5% และ PR9 (W9 Wellness Center) มองว่าหากไทยเปลี่ยนสู่ Longevity & Wellness Hub อย่างจริงจัง BDMS จะได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากมีฐานธุรกิจ Wellness ใหญ่สุดในกลุ่มโรงพยาบาลที่ศึกษา และมี Ecosystem ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

ส่วน BH ยังมีสัดส่วนไม่สูง แต่มีฐานลูกค้าต่างชาติระดับบนแข็งแกร่ง และ PR9 เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางที่เด่นในการรักษาโรคซับซ้อน ฐานผู้ป่วยต่างชาติขยายตัวเร็ว และผู้ป่วยไทยกำลังซื้อสูงทำให้มีโอกาสต่อยอดบริการ Longevity ในระยะยาวเช่นกัน

โดยคงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มโรงพยาบาลเนื่องจาก 1) สัญญาณฟื้นตัวของรายได้ในไตรมาส 2/69 สะท้อน Downside ต่อกำไรกลุ่มฯที่จำกัด 2) โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดีในช่วงรายได้ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป และ 3) มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมในครึ่งหลังปี 2569 จากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ และความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นค่ารักษาประกันสังคม ช่วยเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวของกำไร

สำหรับหุ้นเด่นเลือก BDMS แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 27 บาท และ PR9 แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 23 บาท โดย BDMS มีจุดแข็งจากฐานรายได้ที่กระจายตัวและมีความสม่ำเสมอ ของกระแสเงินสด ส่วน PR9 เด่นจากการเติบโตของเคสโรคยากซับซ้อน และมีโอกาสขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งมีมูลค่าสูง ช่วยเพิ่ม Intensity ค่ารักษาและอัตรากำไรในระยะกลาง-ยาว

ส่วนหุ้นโรงพยาบาลอื่น KSS แนะนำ “ซื้อ” BH ราคาเป้าหมาย 210 บาท, BCH ราคาเป้าหมาย 11.20 บาท และ CHG ราคาเป้าหมาย 1.60 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...