“กรุงศรี” ชู BDMS-PR9 หุ้นเด่นโรงพยาบาล รับแผนดันไทยสู่ Longevity & Wellness Hub
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระแสธุรกิจสุขภาพเชิงป้องกันการดูแลสุขภาพระยะยาว และการฟื้นฟูสุขภาพ หรือ Longevity & Wellness มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก โดยอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ระบุว่า มูลค่าตลาด Longevity Economy ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงกว่า 27 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับจากศูนย์กลาง Medical Tourism ไปสู่ Longevity & Wellness Hub ในระยะยาว
ทั้งนี้สบส. มีแผน 1) เสนอขยายระยะเวลาวีซ่าเพื่อการรักษาพยาบาล (Medical Visa) ให้ สามารถพำนักในไทยได้นานกว่า 1 ปี เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการดูแล สุขภาพระยะยาว (Longevity & Wellness Hub)
2) ผลักดันให้แก้ไข พ.ร.บ. สถานพยาบาล เพื่อปลดล็อกให้โรงพยาบาลเอกชนสามารถจัดตั้งศูนย์วิจัยและ นวัตกรรมได้เอง ซึ่งจะช่วยดึงดูดผู้ป่วยโรคซับซ้อนที่ต้องการการรักษาระยะยาว สอดรับนโยบายขยายวีซ่า และ 3) เตรียมพัฒนานวัตกรรมบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติ เช่น สร้างแพลตฟอร์มกลางสำหรับเคลมประกันสุขภาพทั่วโลก และจัดตั้งศูนย์ล่ามภาษาแบบเรียลไทม์ เพื่อรองรับผู้ป่วยจากนานาชาติ
โดยวีซ่าสำหรับการรักษาพยาบาลในไทยมี 2 ประเภท 1) Medical Treatment Visa (MT) เป็นวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อการรักษาพยาบาล วีซ่ามีอายุ 60 วัน สามารถขยายเวลาได้อีก 30 วัน รวมสูงสุด 90 วันต่อครั้ง
2) Non-Immigrant Visa Type O (Non-MT Visa) ส าหรับผู้ที่ต้องรักษาพยาบาลระยะ ยาว วีซ่ามีอายุ 90 วัน (Single Entry) (ช่วงปี 2021-22 รัฐบาลอนุมัติหลักการวีซ่า Non-MT Visa1 ปี เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาในไทย)
บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์(15 มิ.ย.69) ว่า ประเด็นดังกล่าวมองเป็นปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างต่อกลุ่ม รพ. เนื่องจาก 1) เป็นการเปลี่ยน Position ของประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางด้าน Medical Tourism สู่ Longevity Care & Wellness Hub ซึ่งจะช่วยให้ รพ.สามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนและ สร้างรายได้ต่อเนื่องระยะยาว ผ่านบริการตรวจสุขภาพเชิงลึก และโปรแกรมดูแลสุขภาพ เฉพาะบุคคลอย่างต่อเนื่อง และ 2) การขยาย Medical Visa ช่วยเพิ่มโอกาสขยายฐานผู้ป่วย โรคซับซ้อน และดึงดูดผู้ป่วยต่างชาติกลุ่มใหม่
สำหรับโรงพยาบาลที่ศึกษามีรายได้กลุ่มต่างชาติเรียงจากมากไปน้อย (ไตรมาส 1/69) บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH สัดส่วน 66%, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS สัดส่วน 31% ,บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 สัดส่วน 26%, บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH สัดส่วน 13% และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHG สัดส่วน 4% มองเป็นโอกาสต่อยอดรายได้ต่างชาติในระยะกลาง-ยาว
ส่วนโรงพยาบาลที่มีการให้บริการดูแลสุขภาวะแบบองค์รวม (Wellness), เวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และเวชศาสตร์อายุวัฒนะ (Longevity) ครบวงจร ได้แก่ BDMS มีสัดส่วนรายได้ราว 12%, BH สัดส่วนรายได้ราว 5% และ PR9 (W9 Wellness Center) มองว่าหากไทยเปลี่ยนสู่ Longevity & Wellness Hub อย่างจริงจัง BDMS จะได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากมีฐานธุรกิจ Wellness ใหญ่สุดในกลุ่มโรงพยาบาลที่ศึกษา และมี Ecosystem ครอบคลุมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
ส่วน BH ยังมีสัดส่วนไม่สูง แต่มีฐานลูกค้าต่างชาติระดับบนแข็งแกร่ง และ PR9 เป็นโรงพยาบาลขนาดกลางที่เด่นในการรักษาโรคซับซ้อน ฐานผู้ป่วยต่างชาติขยายตัวเร็ว และผู้ป่วยไทยกำลังซื้อสูงทำให้มีโอกาสต่อยอดบริการ Longevity ในระยะยาวเช่นกัน
โดยคงมุมมอง Bullish ต่อกลุ่มโรงพยาบาลเนื่องจาก 1) สัญญาณฟื้นตัวของรายได้ในไตรมาส 2/69 สะท้อน Downside ต่อกำไรกลุ่มฯที่จำกัด 2) โรงพยาบาลส่วนใหญ่มีประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ดีในช่วงรายได้ฟื้นตัวค่อยเป็นค่อยไป และ 3) มีปัจจัยหนุนเพิ่มเติมในครึ่งหลังปี 2569 จากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ และความเป็นไปได้ของการปรับขึ้นค่ารักษาประกันสังคม ช่วยเพิ่มโอกาสการฟื้นตัวของกำไร
สำหรับหุ้นเด่นเลือก BDMS แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 27 บาท และ PR9 แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 23 บาท โดย BDMS มีจุดแข็งจากฐานรายได้ที่กระจายตัวและมีความสม่ำเสมอ ของกระแสเงินสด ส่วน PR9 เด่นจากการเติบโตของเคสโรคยากซับซ้อน และมีโอกาสขยายฐานผู้ป่วยต่างชาติ ซึ่งมีมูลค่าสูง ช่วยเพิ่ม Intensity ค่ารักษาและอัตรากำไรในระยะกลาง-ยาว
ส่วนหุ้นโรงพยาบาลอื่น KSS แนะนำ “ซื้อ” BH ราคาเป้าหมาย 210 บาท, BCH ราคาเป้าหมาย 11.20 บาท และ CHG ราคาเป้าหมาย 1.60 บาท