มัลดีฟส์ ระดมนักดำน้ำระดับโลก ค้นหาร่างผู้สูญหายถ้ำใต้น้ำลึก 70 เมตร
วันนี้ (18 พ.ค.2569) CNN รายงานว่า ทางการมัลดีฟส์ ระดมทีมนักดำน้ำถ้ำระดับนานาชาติ เพื่อร่วมภารกิจค้นหาและกู้ร่างนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี 4 คน ที่ยังสูญหายอยู่ภายในถ้ำใต้น้ำบริเวณหมู่เกาะวาวู อะทอลล์ หลังเกิดอุบัติเหตุระหว่างการดำน้ำสำรวจ จนมีผู้เสียชีวิตรวม 5 คน และยังทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยของกองทัพมัลดีฟส์เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 คน ระหว่างภารกิจช่วยเหลือ
โมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีนักดำน้ำผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร Divers Alert Network หรือ DAN ซึ่งเป็นเครือข่ายความปลอดภัยด้านการดำน้ำระดับโลก เดินทางถึงมัลดีฟส์แล้ว 3 คนจากฟินแลนด์ พร้อมร่วมวางแผนกู้ภัยกับผู้เชี่ยวชาญอีก 1 คน และหน่วยยามฝั่งของมัลดีฟส์ โดยสนับสนุนอุปกรณ์เฉพาะทางจากสหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย
เจ้าหน้าที่กำลังประเมินสภาพอากาศและกระแสน้ำ เพื่อพิจารณาว่าปลอดภัยเพียงพอสำหรับเริ่มภารกิจค้นหารอบที่ 3 หรือไม่ เนื่องจากบริเวณถ้ำดังกล่าวมีความลึกถึง 70 เมตร และมีความยาวประมาณ 200 เมตร สภาพภายในเต็มไปด้วยความมืด กระแสน้ำแรง และเส้นทางแคบซับซ้อน
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่พบร่างของ จานลูกา เบเนเดตติ ครูสอนดำน้ำชาวอิตาลี อยู่บริเวณปากถ้ำ ทำให้เชื่อว่านักดำน้ำที่เหลืออีก 4 คน ยังอยู่ภายในถ้ำ ประกอบด้วย
- โมนิกา มอนเตฟัลโกเน อาจารย์ด้านนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยเจนัว
- จอร์เจีย ซอมมาคาล ลูกสาวของโมนิกา
- เฟเดริโก กวาลเทียรี นักชีววิทยาทางทะเล
- มิวเรียล ออดเดนิโน นักวิจัย
รายงานระบุว่า คณะนักดำน้ำทั้งหมดเดินทางมากับเรือ Duke of York เพื่อทำกิจกรรมดำน้ำท่องเที่ยว ขณะที่มีนักดำน้ำอีก 1 คนตัดสินใจไม่ลงน้ำในวันเกิดเหตุ จึงรอดชีวิต
ภารกิจค้นหาร่างผู้สูญหาย กลับกลายเป็นอีกหนึ่งโศกนาฏกรรม หลัง โมฮาเหม็ด มาฮูดี เจ้าหน้าที่นักดำน้ำอาวุโสวัย 43 ปี ของกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจค้นหารอบที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.)
ทางการเชื่อว่า เขาเสียชีวิตจากภาวะ Decompression Sickness หรือ "น้ำหนีบ" ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันอย่างรวดเร็ว ระหว่างขึ้นสู่ผิวน้ำ ภาวะดังกล่าวพบได้บ่อยในนักดำน้ำลึก โดยทุกภารกิจในถ้ำนี้ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง เนื่องจากต้องคำนึงถึงปริมาณออกซิเจนและขั้นตอนการปรับแรงดัน
โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์ กล่าวว่า มาฮูดีเป็นหนึ่งในนักดำน้ำที่มีประสบการณ์สูงที่สุดของประเทศ แต่สภาพแวดล้อมภายในถ้ำมีความอันตรายอย่างมาก ระหว่างปฏิบัติการ นักดำน้ำต้องยิงบอลลูนขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อระบุตำแหน่งทางเข้า และหลังขึ้นจากความลึก ก็จำเป็นต้องหยุดพักในระดับน้ำตื้น เพื่อปรับแรงดันก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำเต็มรูปแบบ
ด้าน จอห์น โวแลนเธน เจ้าหน้าที่ดำน้ำของ British Cave Rescue Council ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือทีมหมูป่า 13 ชีวิตในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอง จ.เชียงราย เมื่อปี 2561 ให้ความเห็นว่า อุปสรรคสำคัญของภารกิจครั้งนี้ คือความลึกของถ้ำและตะกอนใต้น้ำ ที่ทำให้ทัศนวิสัยแทบเป็นศูนย์ หากนักดำน้ำสัมผัสพื้นหรือผนังถ้ำ ตะกอนจะฟุ้งกระจายจนหาทางออกได้ยากมาก
ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงจากภาวะ Narcosis หรืออาการมึนเมาจากการหายใจอากาศอัดในระดับความลึกมาก ซึ่งอาจทำให้นักดำน้ำตื่นตระหนก สูญเสียการควบคุมตัวเอง และตัดสินใจผิดพลาด
ขณะเดียวกัน ทางการมัลดีฟส์เริ่มสอบสวนว่าเหตุใด นักดำน้ำจึงลงไปในระดับความลึกที่อาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด เนื่องจากมัลดีฟส์อนุญาตให้ดำน้ำเชิงสันทนาการได้ไม่เกิน 30 เมตร แต่บริเวณปากถ้ำแห่งนี้ลึกเกือบ 50 เมตรแล้ว
ใบอนุญาตของเรือที่ใช้ในการเดินทางถูกระงับชั่วคราวระหว่างการสอบสวน ขณะที่บริษัททัวร์ดำน้ำจากอิตาลีปฏิเสธว่า ไม่ได้อนุญาตหรือรับทราบแผนดำน้ำลึกเกินกฎหมาย โดยระบุว่า นักดำน้ำใช้เพียงอุปกรณ์ดำน้ำแบบทั่วไป ไม่ใช่อุปกรณ์สำหรับดำน้ำถ้ำลึกโดยเฉพาะ
เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างมากในมัลดีฟส์ ซึ่งพึ่งพาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก โดยแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ มากกว่า 2,000,000 คน ขณะที่รัฐบาลมัลดีฟส์และอิตาลี กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งกู้ร่างผู้เสียชีวิต กลับสู่ครอบครัวโดยเร็วที่สุด
อ่านข่าวอื่น :
"คมนาคม" สั่งตรวจเข้มคนขับรถไฟ เล็งจัดระเบียบรถสินค้าหนักวิ่งกลางคืน
ส่องจุดตัดทางรถไฟ กลางเมืองหลวง ระเบิดเวลาบนเส้นทางสัญจร
นักวิชาการ ชี้เหตุสลดมักกะสัน ไม่ใช่แค่คนที่พลาด แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ