โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ ยกผักชนิดนี้เป็น "ราชาแห่งผักใบเขียว" ธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัว บำรุงหัวใจ-สายตา

sanook.com

เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 03.14 น. • Sanook
สหรัฐฯ ยกให้ผักชนิดนี้เป็น “ราชาแห่งผักใบเขียว” มีธาตุเหล็กมากกว่าเนื้อวัว บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา ดีต่อสุขภาพระดับโลก

สหรัฐฯ ยกให้ผักชนิดนี้เป็น “ราชาแห่งผักใบเขียว” มีธาตุเหล็กมากกว่าเนื้อวัว บำรุงหัวใจ บำรุงสายตา ดีต่อสุขภาพระดับโลก

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผักชนิดนี้ได้รับการยกย่องจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) ให้เป็นหนึ่งในผักที่ดีที่สุดในโลก ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างรอบด้าน จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับฉายา “ราชาแห่งผักใบเขียว” สำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ

คนไทยคุ้นเคยดี ผักที่อเมริกายกให้ดีที่สุดในโลก

ผักโขม หรือ ผักปวยเล้ง (Spinach) เป็นผักใบเขียวที่คนไทยรู้จักชื่อดี ด้วยคุณค่าทางโภชนาการที่โดดเด่น ทั้งวิตามินและแร่ธาตุหลากชนิด ทำให้ ศูนย์ CDC ของสหรัฐฯ จัดให้เป็นหนึ่งในผักที่ดีที่สุดในโลก

ผักโขมเป็นผักใบเขียวเข้มที่ให้พลังงานต่ำแต่มีคุณค่าสูง โดยในผักโขมสด 1 ถ้วย (ประมาณ 30 กรัม) ให้สารอาหารที่โดดเด่น ได้แก่

  • วิตามินเค: มากกว่า 300% ของความต้องการต่อวัน ช่วยเรื่องการแข็งตัวของเลือดและกระดูกแข็งแรง
  • วิตามินเอ: มากกว่า 160% ของความต้องการต่อวัน ดีต่อสายตาและผิวพรรณ
  • วิตามินซี: ราว 40% ของความต้องการต่อวัน เสริมภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
  • แร่ธาตุอื่น ๆ: ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม แคลเซียม โฟเลต ไฟเบอร์
  • สารต้านอนุมูลอิสระ: ลูทีน เคมพ์เฟอรอล เควอเซทิน และซีแซนทีน

ตามข้อมูลจาก USDA ผักโขม 100 กรัมให้ธาตุเหล็กระหว่าง 2.7–3.57 มิลลิกรัม ขณะที่เนื้อวัว 100 กรัมมีเพียง 2.6 มิลลิกรัม แสดงให้เห็นว่าผักโขมมีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัวเสียอีก

ด้วยสารอาหารครบถ้วนเหล่านี้ ผักโขมจึงได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาผักใบเขียว” ที่ช่วยบำรุงหัวใจ สมอง ระบบย่อยอาหาร และส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอย่างยอดเยี่ยม

1. ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food and Function พบว่า สารอาหารในผักโขมช่วยลดความเสียหายของ DNA ส่งเสริมการเผาผลาญ และควบคุมฮอร์โมนที่กระตุ้นความอยากอาหาร ส่งผลให้ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวานชนิดที่ 2 และภาวะอ้วนลงพุง

นอกจากนี้ ผักโขมยังมีโพแทสเซียมในปริมาณสูง ซึ่งช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต โดยลดผลกระทบของโซเดียมในร่างกาย

2. บำรุงสมองและความจำ

ในงานวิจัยระยะเวลา 5 ปี นักวิจัยติดตามพฤติกรรมการกินและการทำงานของสมองในผู้สูงอายุกว่า 950 คน พบว่า ผู้ที่รับประทานผักโขมเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทาน

นอกจากนี้ ผักโขมยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แคมพ์เฟอรอล และ เควอเซทิน ที่ช่วยลดการอักเสบในสมอง และปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหายที่เกิดจากภาวะออกซิเดชัน

3. ปกป้องดวงตา

ผักโขมอุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ และช่วยกรองรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อดวงตา นอกจากนี้ วิตามินเอในผักโขมยังช่วยบำรุงกระจกตาและพัฒนาการมองเห็นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

4. ส่งเสริมระบบย่อยอาหาร

ผักโขมมีใยอาหารและน้ำในปริมาณสูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ป้องกันอาการท้องผูก อีกทั้งยังมีไฟเบอร์ชนิดพรีไบโอติก ซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์ดีในลำไส้ ช่วยปรับสมดุลจุลชีพและส่งเสริมการดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น

5. ช่วยล้างพิษในร่างกาย

สารต้านอนุมูลอิสระในผักโขมช่วยสนับสนุนการทำงานของตับในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และลดความเครียดจากอนุมูลอิสระ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้นและภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

6. บำรุงผิวพรรณและเส้นผม

วิตามินเอและซีในผักโขมช่วยควบคุมการผลิตน้ำมันบนผิวหนังและหนังศีรษะ ช่วยลดสิวและรักษาความชุ่มชื้นของผิว วิตามินซียังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวและผมแข็งแรงเงางาม อีกทั้งธาตุเหล็กในผักโขมยังช่วยป้องกันผมร่วงที่เกิดจากภาวะขาดธาตุเหล็กอีกด้วย

iStockphoto

ข้อควรระวังเมื่อบริโภคผักโขม

แม้ว่าผักโขมจะมีประโยชน์มากมาย แต่การบริโภคควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม:

  • ปริมาณออกซาเลตสูง: ผักโขมมีสารออกซาเลตสูง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต หากบริโภคมากเกินไป
  • อาจรบกวนการออกฤทธิ์ของยา: ผู้ที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin ควรบริโภคผักโขมในปริมาณที่สม่ำเสมอ เพราะผักชนิดนี้มีวิตามินเคสูง ซึ่งอาจลดประสิทธิภาพของยา
  • ไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคไต: ผักโขมมีโพแทสเซียมสูง หากไตทำงานไม่เต็มที่ อาจเกิดผลเสียต่อร่างกาย
  • เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด: ควรบริโภคผักโขมสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ครั้งละประมาณ 100 กรัม และควรรับประทานร่วมกับอาหารหลากหลายชนิด การปรุงด้วยวิธีลวกหรือผัดเร็วจะช่วยรักษาคุณค่าสารอาหารและลดปริมาณออกซาเลต

ผักโขมเป็นผักที่คนไทยคุ้นเคย หาได้ง่ายตามตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต นิยมนำมาลวก ผัดกระเทียม ใส่ในแกงจืด หรือนำมาทำน้ำผักปั่น ด้วยความอร่อยและปรุงง่าย ผักโขมจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการเติมคุณค่าทางโภชนาการให้มื้ออาหารประจำวัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...