ทีมความมั่นคงตัดสินใจหรือยัง? ‘รศ.ดร.ปณิธาน’ ชี้สหรัฐต้องการปักหลักปักฐานในเอเชีย เพื่อสร้างพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ในการปิดล้อมจีน
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง โพสต์ข้อความกล่าวถึงสาเหตุที่สหรัฐ แสดงความต้องการได้ฐานทัพเรือทับละมุ จ. พังงาของไทย โดยมีข้อความว่า
“ทีมความมั่นคงตัดสินใจหรือยัง?
- สหรัฐฯ มีนโยบายปักหมุดในเอเชีย (Pivot Asia) มาตั้งแต่ช่วงปีค.ศ. 2009-2017 ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา คือ “ปักหลักปักฐาน” ในประเทศในเอเชียต่าง ๆ ให้แม่นมั่น เพื่อต่อต้านหรือปิดล้อมจีน ทั้งการเมืองการทหาร เศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ
แม้ว่านโยบายนี้จะเป็น “มหายุทธศาสตร์” (Grand Strategy) ของอเมริกันแต่ดำเนินการจริงก็ทำได้ไม่มากและไม่ค่อยสำเร็จ เพราะขาดแคลนงบประมาณ ไม่ได้รับความร่วมมือจากหลายชาติ อีกทั้งความสัมพันธ์กับจีนก็ไม่ได้เลวร้ายเหมือนทุกวันนี้
- ปัจจุบัน สหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ยกระดับนโยบายดังกล่าวไปเป็น “Free and Open Indo-Pacific” (FOIP) โดยดึงอินเดียเข้ามาร่วมถ่วงดุลจีนด้วย และให้ญี่ปุ่นผลักดันแนวคิดนี้ (ตั้งแต่สมัยนาย Abe เป็นนรม.) รวมทั้งเปลี่ยนชื่อภูมิภาค Asia-Pacific นี้ ไปเป็น Indo-Pacific โดยไม่ได้ถามประเทศอื่น
- หนึ่งในแนวทางที่สำคัญของนโยบาย FOIP ดังกล่าวคือ การกระชับสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและความร่วมมือด้านการทหารกับประเทศที่อยู่ในพื้นที่แข่งขันทางยุทธศาสตร์กับจีน โดยเฉพาะตามเส้นทางสายไหมหรือ Belt and Road Initative ของจีนในทะเล (String of Pearls) ซึ่งก็รวมทั้งอาเซียนและไทยด้วย
- ความจริงสหรัฐฯ และอังกฤษก็มีฐานทัพของตนเองที่เกาะ Diego Garcia ในหมู่เกาะ Chagos Archipelago กลางมหาสมุทรอินเดียอยู่แล้ว และได้ขยายฐานทัพของตนเองให้ใหญ่ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
แต่เมื่ออังกฤษที่ครอบครองพื้นที่มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1814 แพ้คดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปีค.ศ. 2019 และเสียอำนาจในการครอบครองหมู่เกาะนี้ไป จึงต้องทำสัญญาเช่าใช้ 99 ปีแทน ซึ่งก็น่าจะทำให้สหรัฐฯ ต้องวางแผนในการใช้พื้นที่อื่น ๆ มากขึ้นและใกล้กับเส้นทางสำคัญที่จีนใช้ เช่น ช่องแคบมะละกา ท่าเรือในพม่า เป็นต้น
- หากเราต้องการใช้ประโยชน์จากเรื่องที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเราให้มากขึ้น ทั้งเพื่อการต่อรองทางเศรษฐกิจหรืออัตราภาษี หรือสร้างความมั่นคงปลอดภัยและมั่งคั่งให้กับประเทศในระยะยาว โดยไม่ชักศึกเข้าบ้าน ก็จะต้องปรับสมดุลใหม่ทางยุทธศาสตร์ (New Strategic Equilibrium) ให้เหมาะสมขึ้นทั้งกับสหรัฐฯ จีน และอื่น ๆ ตามที่เราประกาศไว้แล้วเมื่อเกือบสิบปีที่ผ่านมา”—
มีรายงานว่า เกาะดีเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) นั้น แต่เดิมทีเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แต่เนื่องด้วยคดีที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศตัดสิน ส่งผลให้อังกฤษลงนามข้อตกลงยอมส่งมอบคืนหมู่เกาะชากอส (Chagos Archipelago) ซึ่งรวมถึงเกาะดีเอโก การ์เซีย ให้แก่มอริเชียส ซึ่งเป็นเจ้าของดั้งเดิม ในช่วงเดือน พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา
ภายใต้ข้อตกลงการโอนคืนอธิปไตยดังกล่าว มอริเชียสจะอนุญาตให้ อังกฤษและสหรัฐอเมริกายังคงเปิดดำเนินการฐานทัพบนเกาะดีเอโก การ์เซียต่อไปได้เป็นระยะเวลา 99 ปี โดยมีค่าเช่า
ทั้งนี้ ฐานทัพเรือและอากาศยานที่เกาะดีเอโก การ์เซียมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ และอังกฤษในการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกและตะวันออกกลาง เป็นฐานทัพหลักสำหรับปฏิบัติการทางอากาศ โดยเฉพาะเครื่องบินทิ้งระเบิดพิสัยไกล เช่น B-1 Lancer, B-2 Spirit และ B-52 Stratofortress ซึ่งสามารถครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ในแอฟริกา เอเชีย และโอเชียเนีย
แม้จะมีข้อตกลงเช่าระยะยาว แต่การเปลี่ยนแปลงอธิปไตยก็อาจนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ เช่น การเจรจาข้อตกลงที่ละเอียดมากขึ้นกับมอริเชียส โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายนาวิน รามกูแลม นายกรัฐมนตรีมอริเชียส ได้แสดงความกังวลต่อข้อตกลงเดิมและยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลจากบางฝ่ายว่าการที่มอริเชียสได้อธิปไตยคืน อาจเปิดช่องให้จีนเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคมากขึ้นได้ในอนาคต
#TheStructure
#TheStructureNews
#ทับละมุ #สหรัฐ
#ปณิธานวัฒนายากร