โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เฟด” ชั่งน้ำหนักผลกระทบ “ภาษีทรัมป์” ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อไตรมาส 3

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 17.28 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 10.28 น.

รายงานการประชุม "เฟด" เดือน มิ.ย. ชี้เจ้าหน้าที่แตกความเห็นต่อทิศทางดอกเบี้ย หลังประเมินผลกระทบภาษีทรัมป์อาจดันเงินเฟ้อพุ่งเกินเป้า 2% ชี้ยังไม่รีบลดดอกเบี้ย จับตาเงินเฟ้อไตรมาส 3

วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 17.12 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อวันที่ 17–18 มิถุนายน ซึ่งมีกำหนดเปิดเผยในวันพุธนี้ คาดว่าจะสะท้อนถึงการถกเถียงอย่างเข้มข้นภายในเฟดเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาษีนำเข้าของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น รวมถึงท่าทีที่ยังไม่รีบตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ย จนกว่าจะเห็นชัดเจนว่าภาษีดังกล่าวจะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นแค่ไหน

ผู้ว่าการเฟด คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ และรองประธานฝ่ายกำกับดูแล มิเชล โบว์แมน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างกล่าวว่าพวกเขาอาจพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยได้เร็วที่สุดในการประชุมเฟดวันที่ 29–30 กรกฎาคม

รายงานการประชุมซึ่งจะเผยแพร่ในเวลา 01.00 น. ตามเวลาไทยของวันที่ 10 ก.ค. คาดว่าจะให้รายละเอียดว่า เจ้าหน้าที่เฟดคนอื่น ๆ มีมุมมองตรงกับวอลเลอร์และโบว์แมนหรือไม่ โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า ผลกระทบของภาษีนั้นอาจเป็นเพียงชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาว่าเจ้าหน้าที่อีก 7 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ยในปี 2568 มีเหตุผลอย่างไร และมีความกังวลใดเกี่ยวกับตลาดแรงงาน

เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 4.25–4.50% มาตั้งแต่ธันวาคมปีก่อน รายงานการประชุมดังกล่าวเป็นการบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต และไม่ได้สะท้อนเหตุการณ์ใหม่ เช่น รายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดในเดือนมิถุนายน หรือคำขู่ล่าสุดของทรัมป์ที่จะเก็บภาษีเพิ่มในวันที่ 1 สิงหาคมกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงภาษี 25% สำหรับสินค้าจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตามรายงานการประชุมจะเปิดเผยรายละเอียดของการหารือในช่วงเวลาสำคัญ เมื่อทรัมป์กดดันให้เฟดลดดอกเบี้ยอย่างหนัก แม้ข้อมูลเศรษฐกิจและผลสำรวจหลายแห่งจะสะท้อนถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและการจ้างงานที่ชะลอตัว ซึ่งถือเป็นภาวะที่ยากต่อการตัดสินใจของเฟดซึ่งมีหน้าที่รักษาเสถียรภาพของเงินเฟ้อให้อยู่ที่ 2% และการจ้างงานในระดับสูง

แม้เจ้าหน้าที่เฟดหลังการประชุมมิถุนายนจะระบุว่า ความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการค้าลดลงจากช่วงฤดูใบไม้ผลิ แต่ในความเป็นจริง ประเด็นการค้าระหว่างประเทศยังคงไม่แน่นอนอยู่มาก

นักวิเคราะห์จาก Citi คาดว่า รายงานการประชุมจะระบุว่าทิศทางของอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในเดือนมิถุนายน กรกฎาคม และสิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวในการให้ถ้อยคำต่อสภาคองเกรส ทั้งนี้พาวเวลได้เปิดทางไปสู่การปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน หากเงินเฟ้อจากภาษีไม่กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และเศรษฐกิจยังจ้างงานได้เพียงพอ

นักวิเคราะห์จาก Citi ระบุว่า “ช่วงเวลาของการรอดูสถานการณ์อาจสิ้นสุดลงภายในฤดูร้อนนี้”

ข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่จะเผยแพร่ในสัปดาห์หน้า จะเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลสำคัญที่ช่วยบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของภาษีนำเข้าต่ำ (เฉลี่ย 2.5%) ไปสู่ยุคของภาษีที่อาจสูงถึง 16% หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับระดับภาษีสุดท้ายที่กำหนด

ทรัมป์ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงหลายครั้งในการโจมตีพาวเวล และเรียกร้องให้เฟดลดดอกเบี้ยลงทันที แต่เจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวัง โดยในจำนวน 19 คน มีเพียง 2 คนที่คาดว่าจะลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ อีก 8 คนเห็นด้วยกับการลด 2 ครั้ง และอีก 9 คนไม่เห็นด้วยหรือต้องการลดเพียง 1 ครั้ง

นักลงทุนในตลาดคาดว่าเฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน แต่นั่นขึ้นอยู่กับทิศทางของเงินเฟ้อ หากธุรกิจผลักต้นทุนภาษีนำเข้าไปยังราคาสินค้าในวงกว้าง

การคาดการณ์ล่าสุดของเฟดสะท้อนว่าผู้กำหนดนโยบายมองผ่านแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้น โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 แล้วกลับมาชะลอตัวในปี 2569 แม้อัตราดอกเบี้ยจะลดลง

แต่ในทางปฏิบัติ เฟดยังต้องตัดสินใจอย่างรอบคอบว่าจะลดดอกเบี้ยเมื่อใด และมากแค่ไหน

เมื่อภาษีรอบใหม่เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 สิงหาคม และอาจมีมาตรการเพิ่มเติมตามมา โจนาธาน พิงเกิล หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ UBS คาดว่า เงินเฟ้อที่วัดโดยดัชนี PCE ซึ่งเป็นดัชนีที่เฟดให้ความสำคัญ จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ภายในสิ้นปี สูงกว่ากรอบเป้าหมายของเฟดที่ 2% และสูงกว่าที่เฟดคาดไว้ ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจอาจชะลอลงเหลือเพียง 1%

โดยหลักการแล้ว ราคาที่เพิ่มขึ้นจากภาษีควรเป็นการปรับตัวครั้งเดียว ซึ่งจะกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงอาจกระทบต่อการจ้างงาน

“นโยบายการเงินที่ตึงตัวไม่สามารถช่วยยับยั้งเงินเฟ้อประเภทนี้ได้” พิงเกิลกล่าว และเสริมว่า “แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เฟดยากที่จะประกาศว่าเงินเฟ้อรอบนี้จะเป็นเพียงชั่วคราว แล้วตัดสินใจลดดอกเบี้ย”

เขาเตือนด้วยว่า ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ เฟดก็ยังอาจไม่สามารถระบุได้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเกิดจากปัจจัยชั่วคราวหรือถาวร

“สิ่งที่พวกเขาจะรู้แน่ ๆ ก็คือ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงนั้นไม่เหมาะกับปัญหาเงินเฟ้อแบบนี้ แถมยังเสี่ยงทำให้ตลาดแรงงานที่อ่อนแออยู่แล้วแย่ลงไปอีก”

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...