โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘Concorde’ ตำนานเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงที่มาก่อนกาล | เดอะวิทย์ด้อม

BT Beartai

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 04.22 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 04.22 น.
‘Concorde’ ตำนานเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงที่มาก่อนกาล | เดอะวิทย์ด้อม

พูดถึงเครื่องบินที่เร็วจนได้ฉายาว่า ‘เร็วเหนือเสียง’ คงจะเป็นเครื่องไหนไปไม่ได้ถ้าไม่ใช่ Concorde เครื่องบินที่เป็นตำนานในยุคปลาย 60 ที่นอกเหนือจากจะมีดีไซน์และความเร็วที่โดดเด่นแล้ว ประวัติของเครื่องบินลำนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน

BT Originals รายการ ‘เดอะวิทย์ด้อม’ ภูมิใจเสนอเนื้อหาที่จะพาคุณเจาะลึกเรื่องราวของเครื่องบิน Concorde ในตำนาน และสำหรับผู้อ่านเราได้สรุปเนื้อหาสำคัญมาไว้ที่นี่แล้ว

จุดกำเนิดและดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจ

Concorde ไม่ใช่แค่เครื่องบินโดยสารทั่วไป แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและการเดินทางที่รวดเร็ว แม้จะโบยบินอยู่บนฟากฟ้าเพียง 34 ปี ตั้งแต่การขึ้นบินครั้งแรกเมื่อปี 1969 จนถึงการหยุดให้บริการในปี 2003 ทว่าตำนานของมันยังคงก้องกังวานและเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่

การถือกำเนิดและอัจฉริยภาพแห่งดีไซน์ Concorde เริ่มต้นขึ้นในปี 1962 จากความร่วมมือระหว่างรัฐบาลฝรั่งเศสและอังกฤษ โดยได้มอบหมายให้บริษัท Aerospatiale ของฝรั่งเศสรับผิดชอบการออกแบบลำตัวและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ British Aircraft Corporation ของอังกฤษดูแลโครงสร้างปีก ระบบลงจอด และการทดสอบ หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ไอพ่นรุ่น Olympus 593 ที่พัฒนาร่วมกันโดย Rolls-Royce จากอังกฤษ และ Snecma จากฝรั่งเศส ซึ่งขับเคลื่อนให้ Concorde ทำความเร็วได้สูงถึง 2,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าเสียงถึงสองเท่า (Mach 2)

ดีไซน์ของ Concorde มีความล้ำสมัยและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยรูปทรงที่เรียวยาวและเพรียวบางสไตล์ดีไซน์ Ogival Delta Wing จมูกที่แหลมคม ปีกที่กว้างสง่า และหน้าต่างขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อลดแรงเสียดทานในขณะบินด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ยังมีระบบ ‘Afterburner’ ที่ช่วยเพิ่มแรงขับมหาศาลโดยการเผาไหม้อากาศที่ร้อนจัดให้ร้อนยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความเร็วที่ผันแปรตั้งแต่เริ่มบินจนเข้าสู่ภาวะเหนือเสียง

ความท้าทายทางวิศวกรรมที่สำคัญคือการจัดการกับ ‘กลศาสตร์ของไหล’ เนื่องจากเครื่องยนต์ไอพ่นไม่สามารถรับอากาศที่ไหลเข้าด้วยความเร็วเหนือเสียงได้โดยตรง เพราะจะก่อให้เกิด ‘คลื่นกระแทก’ (Shock Wave) ที่บั่นทอนประสิทธิภาพการอัดอากาศของเครื่องยนต์ ดังนั้น Olympus 593 จึงถูกนำมาใช้เพื่อให้สามารถลดหน้าตัดรับอากาศในขณะบินด้วยความเร็วสูง เพื่อให้อากาศไหลเข้าสู่เครื่องยนต์ได้อย่างสม่ำเสมอ หรือที่เรียกว่า ‘Laminar Flow’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานของเครื่องยนต์ไอพ่น

นอกจากนี้ การเลือกใช้วัสดุยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ เนื่องจากอุณหภูมิจากการเสียดสีกับอากาศที่ความเร็วสูงอาจพุ่งทะลุ 120 องศาเซลเซียส ซึ่งเกินขีดจำกัดของอะลูมิเนียมอัลลอย (Aluminium Alloy) ที่ใช้ในเครื่องบินทั่วไป การใช้วัสดุเป็นไทเทเนียม (Titanium) ที่ทนทานกว่าก็ไม่ใช่ทางออกที่ดีเพราะน้ำหนักที่มากเกินไป ท้ายที่สุดจึงเลือกใช้วิธีเคลือบอะลูมิเนียมอัลลอยเพื่อป้องกันการกัดกร่อนและยืดอายุการใช้งาน

อีกหนึ่งความอัจฉริยะในการออกแบบ คือปีกแบบปีกเดลตา (Ogival Delta) ที่สามารถสร้างแรงยกได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในความเร็วสูงและต่ำ ทำให้เครื่องบินสามารถร่อนลงจอดได้โดยไม่เกิดสภาวะร่วงหล่น (Stall) และส่วนปลายจมูกของเครื่องบินยังสามารถงุ้มลงได้ในขณะลงจอด เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยให้นักบินมองเห็นรันเวย์ได้อย่างชัดเจน

มรสุมที่ทำให้ Concorde ต้องปิดตัวลง

Concorde ให้บริการในแบบพรีเมียม ควมหรูหราที่เรียกว่าไม่มีสายการบินไหนสามารถเทียบเท่าในเวลานั้น แต่ก็หนีไม่พ้นมรสุมแห่งยุคสมัยและจุดสิ้นสุด แม้จะเปี่ยมด้วยนวัตกรรม แต่ Concorde ก็เผชิญกับปัญหาเรื่องเวลาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

  • วิกฤตการณ์น้ำมัน : การเปิดตัวในช่วงที่มีวิกฤตการณ์น้ำมันในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานของ Concorde ซึ่งกินน้ำมันมากอยู่แล้ว กลายเป็นภาระที่สายการบินส่วนใหญ่รับไม่ไหว หลายรายจึงยกเลิกคำสั่งซื้อไปตั้งแต่ปี 1973 ก่อนที่เครื่องจะเริ่มให้บริการจริงเสียอีก สุดท้ายเหลือเพียง British Airways และ Air France ที่ใช้งานจริงเพียง 14 ลำจากที่ผลิตทั้งหมด 20 ลำ
  • ความหรูหราเกินเอื้อม : การเดินทางด้วย Concorde ถือเป็นประสบการณ์ที่เหนือระดับ ด้วยค่าตั๋วไป-กลับระหว่างลอนดอน/ปารีส-นิวยอร์ก ที่สูงถึงประมาณ 12,000 เหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่า 400,000 บาทในขณะนั้น) ทำให้เป็นบริการสำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
  • ข้อจำกัดด้านเสียงและเส้นทาง : เสียง ‘Sonic Boom’ ที่เกิดขึ้นจากการบินเหนือเสียง ทำให้ Concorde ถูกจำกัดเส้นทางบินเหนือพื้นทวีป ส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการให้บริการ

แต่แม้ว่าจะเจอปัญหามากมายก็ยังคงสามารถบริหารธุรกิจให้อยู่รอดได้ แต่จุดจบของตำนาน Concorde ที่แท้จริงเกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมในปี 2000 เมื่อเที่ยวบิน 4590 ประสบอุบัติเหตุยางระเบิดหลังชนเศษโลหะบนรันเวย์ที่สนามบินปารีส ชิ้นส่วนยางกระเด็นเข้าสู่เครื่องยนต์ ทำให้เกิดเพลิงไหม้และเครื่องบินตกใส่โรงแรมใกล้เคียง คร่าชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือกว่า 100 คน แม้จะมีการปรับปรุงแก้ไข แต่ไม่นานจากนั้นเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001 ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการบินทั่วโลก ก็เป็นปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ Concorde ต้องปิดให้บริการอย่างถาวรในปี 2003

แม้ Concorde จะปิดฉากลง แต่จิตวิญญาณแห่งการเดินทางความเร็วเหนือเสียงยังคงอยู่ และได้กระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ ๆ อีกครั้ง ภายใต้โจทย์สำคัญคือการลดเสียงรบกวน (Sonic Boom) เพื่อให้สามารถให้บริการข้ามทวีปได้อย่างไร้ข้อจำกัด บริษัทอย่าง Boom กำลังพัฒนาเครื่องบินชื่อ Overture และ NASA ก็กำลังศึกษาแนวทางเดียวกัน โดยคาดหวังว่าเราจะได้เห็นเครื่องบินโดยสารความเร็วเหนือเสียงกลับมาโบยบินบนฟากฟ้าอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการสานต่อตำนานที่ Concorde ได้บุกเบิกไว้

https://www.youtube.com/watch?v=CnhbPP_VUsw

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...