โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาษีอะลูมิเนียมสหรัฐฯ ดันต้นทุนพุ่ง จุดกระแสรีไซเคิล

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 28 ก.ค. 2568 เวลา 06.13 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 00.30 น.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมสูงถึง 50% โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูโรงงานในประเทศ แต่กลับกลายเป็นว่ากระแสการเติบโตใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและทำกำไรได้มากกว่า กำลังเริ่มต้นจากลานเศษเหล็กของประเทศ

นโยบายการค้าที่เน้นปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แม้มักจะขัดแย้งกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่กลับกลายเป็นว่าได้ช่วยเสริมเศรษฐกิจของการรีไซเคิลเศษโลหะนับล้านตันที่สหรัฐฯ ส่งออกไปทุกปี

ตามข้อมูลของสมาคมการค้า International Aluminium Institute พบว่า การรีไซเคิลโลหะนี้ใช้พลังงานเพียง 5% เมื่อเทียบกับการผลิตอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ในปริมาณเท่ากันผ่านกระบวนการหลอม ซึ่งทำให้เป็นทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า

ผลกระทบของภาษีต่อผู้บริโภคอะลูมิเนียม

ตามข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ประสบภาวะขาดแคลนอะลูมิเนียมในระดับสูง โดยต้องนำเข้าเฉลี่ยปีละ 5.5 ล้านตันเพื่อตอบสนองความต้องการ แต่ภาษีใหม่ของทรัมป์ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสูงขึ้น ดันราคาอะลูมิเนียมภายในประเทศ (Midwest premium) ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของราคาภายในประเทศ พุ่งสูงขึ้นจากระดับปี 2024 อย่างมาก

จึงสร้างผลกำไรอย่างมหาศาลให้แก่ผู้ผลิตในประเทศบางราย แต่ก็ดันต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานให้เพิ่มขึ้นด้วย โดยผู้ใช้อะลูมิเนียมปลายน้ำอย่าง PepsiCo และ Campbell Soup ต้องเผชิญกับราคาที่สูงขึ้นสำหรับสินค้า เช่น กระป๋องเครื่องดื่มและเหล็กเคลือบดีบุก

แรงกดดันด้านราคานี้กำลังผลักดันให้ผู้ผลิตปลายน้ำต้องมองหาทางเลือกอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่ “การทำลายความต้องการ” (demand destruction) โดยมองว่าแรงกดดันนี้อาจช่วยเสริมให้กับอะลูมิเนียมรีไซเคิลที่มีต้นทุนต่ำกว่า

ในขณะที่สหรัฐฯ กำหนดภาษี 50% สำหรับอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ เศษโลหะ (scrap metal) กลับไม่อยู่ภายใต้ภาษีเดียวกัน ความเหลื่อมล้ำนี้สร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญให้กับโรงงานรีไซเคิลในประเทศ ทำให้สามารถขายโลหะที่ผลิตใหม่ได้ในราคาสูงเช่นเดียวกับอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ที่ได้รับการคุ้มครองด้วยภาษี

สถานการณ์นี้รุนแรงจนสามารถเปลี่ยนทิศทางของการค้าระหว่างประเทศได้ โดยสหรัฐฯ ซึ่งเคยส่งออกเศษโลหะประมาณ 2 ล้านตันต่อปีในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งออกน้อยลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งการขาดแคลนวัตถุดิบ และการเปลี่ยนเส้นทางเศษโลหะเข้าสู่การผลิตรีไซเคิลภายในประเทศ

CNBC รายงานว่า การรีไซเคิลเศษโลหะทั้งหมดภายในสหรัฐฯ จะมีมูลค่าเทียบเท่ากับการสร้างโรงหลอมอะลูมิเนียมใหม่ถึง 4 แห่ง และสามารถตอบสนองความต้องการนำเข้าได้ประมาณครึ่งหนึ่งของที่สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาอยู่ในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น การห้ามส่งออกหรือเก็บภาษีเศษโลหะ จะช่วยให้วัตถุดิบนี้คงอยู่ในประเทศ และเร่งให้เกิดกระแสการรีไซเคิลมากยิ่งขึ้น

เหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจน

การสร้างโรงงานรีไซเคิลแห่งใหม่ใช้เงินลงทุนเพียงประมาณ 10% ของการสร้างโรงหลอมอะลูมิเนียมแบบดั้งเดิม และใช้เวลาสร้างเพียง 1-2 ปี เทียบกับระยะเวลา 5-6 ปีของโรงหลอมแบบดั้งเดิม

ความต้องการพลังงานที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตอะลูมิเนียมบริสุทธิ์ยังเป็นจุดแข็ง โดยเฉพาะเมื่อภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ กำลังแข่งขันกันด้านพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น เนื่องจากศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตามการวิเคราะห์ของธนาคารแบงก์ออฟอเมริกา พบว่า ผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น BMW และ Hyundai ก็แสดงความสนใจอย่างมากในการจัดหาอะลูมิเนียมคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นตลาดที่อุตสาหกรรมรีไซเคิลของสหรัฐฯ สามารถตอบสนองได้ดี หากมีการขยายตัว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...