“กรภัทร” มอง SET แกว่งตัวกรอบแคบ แนะจับตาผลแพทยสภา-การเมืองไทย
ข่าวหุ้นธุรกิจ
อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 04.10 น. • เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 04.09 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังคงผันผวนในกรอบ โดยมีหลายปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ได้แก่ ผลการพิจารณาของแพทยสภา หากผลออกมาในเชิงบวกหรือไม่มีความผิด คาดว่าจะเป็นแรงหนุนให้ดัชนี SET Index รีบาวด์ขึ้นไปในกรอบ 1,160-1,170 จุด แต่หากผลออกมาในเชิงลบ จะกดดันตลาดและอาจเห็นการย่อตัวลงมาที่ระดับแนวรับ 1,130-1,120 จุด
อีกประเด็นสำคัญคือกระบวนการไต่สวนคดีชั้นที่ 14 ซึ่งยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะมีการเลื่อนการพิจารณาออกไป 10 หรือ 30 วัน หากเกิดการเลื่อนจริง อาจเปิดโอกาสให้ตลาดเก็งกำไรในเชิงบวกได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดยังคงต้องรอบทสรุปที่ชัดเจนว่าจะส่งผลต่อภาพรวมตลาดอย่างไร
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสำคัญในระดับนโยบายเศรษฐกิจในประเทศ โดยเฉพาะการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับแนวโน้มดัชนีในวันนี้ นายกรภัทรระบุว่า ดัชนียังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,148 จุด หากสามารถผ่านระดับดังกล่าวได้ อาจเปิดทางไปสู่แนวต้านถัดไปที่ 1,160 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,135 จุด ซึ่งเป็นจุดที่มีแรงซื้อรองรับในช่วงก่อนหน้า
ทั้งนี้ ในส่วนของกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากจิตวิทยาตลาด โดยเฉพาะกลุ่มไฟแนนซ์ เช่นMTC, SAWAD, MICRO และ AEONTS นายกรภัทรให้ความเห็นว่า แม้ราคาหุ้นจะปรับตัวลงมา แต่ยังไม่พบปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ MTC ที่ยังมีโครงสร้างฐานะการเงินแข็งแกร่งและอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Asset to Equity) ที่อยู่ในระดับดี ทั้งนี้ประเด็นที่ถูกหยิบยกในตลาดอาจมาจาก 2 เรื่องหลัก ได้แก่ แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีการคุมเข้มสินเชื่อรถยนต์ ซึ่งเป็นมาตรการที่เคยใช้มาแล้วในอดีต และกรณีการคืนใบอนุญาตของผู้ประกอบการในธุรกิจพิโกไฟแนนซ์บางราย
โดยภาพรวม การปรับฐานของหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ในครั้งนี้ยังคงเป็นเพียง Sentiment เชิงจิตวิทยาในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่าลูกหนี้กลุ่มเสี่ยงจะส่งผลต่อฐานรายได้ของผู้ประกอบการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่พบสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจะส่งผลกระทบในระดับโครงสร้าง
สำหรับเศรษฐกิจไทย นายกรภัทร มองว่า การปรับลดประมาณการ GDP ลงสู่ระดับ 1.3-1.8% น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และไม่น่าจะลดลงไปมากกว่านี้ เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนใหม่เข้ามา ได้แก่ ความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายการเงินที่เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า โดยเฉพาะจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นไทยน่าจะได้ผ่านช่วง "Bottom" หรือจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังเข้าสู่ระยะสะสมพลังเพื่อรอปัจจัยบวกใหม่เข้ามาหนุน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นความไม่แน่นอนที่ต้องจับตา ซึ่งหากยังไม่คลี่คลาย อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี