โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จวกกกต.ล่าช้า สั่งฟัน‘เกศกมล’ จี้เร่งส่งศาลฎีกา

ไทยโพสต์

อัพเดต 22 ก.ค. 2568 เวลา 00.02 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 17.01 น.

"ทนายอั๋น" เผย กกต.สั่งฟัน “เกศกมล” ตั้งแต่ 30 เม.ย. ปมใช้ตำแหน่ง "ศาสตราจารย์" เท็จสมัคร สว. โทษหนักจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี จี้ส่งศาลฎีกาพิจารณาด่วนภายในศุกร์นี้ "สมชัย" ฉะ กกต.ล่าช้า เพิ่งทำคำวินิจฉัยเสร็จทั้งที่มีมติตั้งแต่ 3 เดือน ซ้ำยังไม่ได้ยื่นศาลฎีกา ส่งผลเสียต่อกระบวนการทางนิติบัญญัติ “ดีเอสไอ" ประสาน "วุฒิสภา" ตรวจสอบใบสมัคร-กรอกโปรไฟล์ “ที่ปรึกษา-ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ช่วยประจำตัว สว.” หลังพบพิรุธคนนอกแต่งตั้ง เส้นเงินรับโอน “เงินเดือน” อาจโยงคณะบุคคลที่แต่งตั้ง

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ 21 กรกฎาคม นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้รับมติคำวินิจฉัยของ กกต. คำร้องในคดีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กรณีวุฒิการศึกษา เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงในการลงสมัครเข้ารับการคัดเลือกเป็น สว. หนังสือลงวันที่ 18 ก.ค. 2568 โดย กกต.มีมติให้ดำเนินคดีกับ น.ส เกศกมล ในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและคดีอาญา กรณีใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” ซึ่งจะมีอัตราโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี และตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี

“ผมขอประกาศตรงนี้มันหมดเวลาของเธอแล้ว คำวินิจฉัยส่งถึงผมเรียบร้อยในฐานะเป็นคนร้อง แต่เดิมทำเป็นจะเอาเรื่องของวุฒิการศึกษาปริญญาเอก แต่ผมมาคัดค้าน ท้ายที่สุดก็ยอมใส่คำว่าศาสตราจารย์ไป ไม่เหลือแล้ว” นายภัทรพงศ์กล่าว

นายภัทรพงศ์ยังฝากไปถึง กกต.ขอให้ส่งเรื่องของน.ส.เกศกมลไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งภายในวันศุกร์นี้ เนื่องจากไม่มีเหตุให้ดึงเรื่อง เนื่องจากส่งคำวินิจฉัยไปให้ตน และได้รับเอกสารเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ดังนั้นตนจึงหวังว่าคดีดังกล่าวจะส่งเรื่องไปให้ศาลพิจารณาต่อในวันศุกร์นี้

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กกรณี กกต.เพิ่งแจ้งผลคำวินิจฉัยให้ดำเนินคดีอาญากับ น.ส.เกศกมลว่า กกต.มีคำวินิจฉัยตั้งแต่ 30 เม.ย. 2568 ให้เพิกถอนการเป็น สว. โดยต้องส่งมติคำวินิจฉัยไปให้ศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัยในขั้นต่อไป เนื่องจากเป็นการให้ใบแดงหลังการประกาศผล ระยะเวลากว่าที่ กกต.จะจัดทำเอกสารคำวินิจฉัยหลังจากการมีมติ ใช้เวลาเกือบ 3 เดือน ซึ่งถือว่าล่าช้ามาก และถึงวันนี้ยังไม่ได้ส่งถึงศาลฎีกา ซึ่งศาลจะต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่งก่อนจะมีคำวินิจฉัยว่าเห็นชอบกับ กกต.หรือไม่ สะท้อนให้เห็นประสิทธิภาพการทำงานของ กกต. ซึ่งส่งผลเสียต่อกระบวนการทางนิติบัญญัติ เนื่องจากตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย สว.ดังกล่าวยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ ในวุฒิสภาได้ตามกฎหมาย

"ความล่าช้ายังส่งผลเสียต่อตัว สว.ที่ถูกวินิจฉัยด้วย วันใดข้างหน้าที่ศาลมีคำวินิจฉัยว่า สว.ดังกล่าวมีความผิด จะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง เช่น เงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง เงินเดือนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วย สว.ทุกคน และค่าใช้จ่ายทุกอย่างนับแต่วันแรกของการเป็น สว.ต่อทางราชการ" นายสมชัยระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องดังกล่าว กกต.มีมติเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของน.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สว. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และให้ดำเนินคดีอาญาตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 77 (4) ฐานใช้คำนำหน้า “ศาสตราจารย์” โดยมิได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทย จึงเป็นการหลอกลวงเพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

โดยคดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากคำร้องของนายภัทรพงศ์ ศุภักษร และนายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ที่เคยได้ยื่นเรื่องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของ น.ส.เกศกมล อย่างไรก็ตามคำวินิจฉัยของ กกต.เผยแพร่เมื่อวันที่ 21 ก.ค.นี้ ซึ่งล่าช้ากว่า 3 เดือน สำหรับขั้นตอนต่อไปคือ กกต.ต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อให้ศาลพิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครและสิทธิเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล พร้อมดำเนินคดีอาญา ซึ่งหากศาลพิพากษาว่าผิดอาจต้องเผชิญโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และต้องคืนผลประโยชน์ที่ได้รับในฐานะ สว. โดยระหว่างนี้ น.ส.เกศกมลจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ สว.ได้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา

วันเดียวกัน มีรายงานความเคลื่อนไหวของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 ที่มี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนกรณีความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน หรือคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ระบุว่า ภายหลังจากที่ดีเอสไอได้สอบปากคำพยานในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินรวมแล้ว 90 ปาก โดยมีทั้งกลุ่มที่เข้าไปรู้เห็นการวางแผน การทำหน้าที่ต่างๆ โดยเป็นการรู้เห็นด้วยตนเอง และพยานหลักฐานเกี่ยวกับการเงินด้วยนั้น สำหรับพยานในล็อตถัดไปที่จะเชิญมาสอบปากคำ ส่วนใหญ่เป็นผู้ช่วยหรือผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษาประจำตัว สว. ซึ่งดีเอสไอจะตรวจสอบถึงการแต่งตั้งว่ามีที่มาอย่างไร เพราะจากรายงานข้อมูล พบว่ามีเงินบางส่วนได้ถูกโอนกลับไปที่คณะบุคคลบางกลุ่ม

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ เปิดเผยว่า ในการกำหนดประเด็นสอบสวนปากคำพยานล็อตที่เป็นผู้ช่วย หรือผู้เชี่ยวชาญ หรือที่ปรึกษาประจำตัว สว.นั้น ดีเอสไอ พบข้อเท็จจริงว่าส่วนใหญ่คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ที่ สว.แต่งตั้งมาด้วยตนเอง แต่มีคณะบุคคลแต่งตั้งมา ดีเอสไอจึงได้มีการทำหนังสือไปยังวุฒิสภา เพื่อจะขอตรวจสอบใบกรอกประวัติจากวุฒิสภาว่าแต่ละคนมีโปรไฟล์กันอย่างไรบ้าง และจะนำไปสู่การวิเคราะห์เส้นทางการเงิน การทำธุรกรรมทางการเงิน

"โดยเฉพาะในส่วนของการโอน-รับโอนภายในบัญชีเมื่อมีการรับเงินเดือนเรียบร้อยแล้ว เมื่อได้รับเอกสารที่เกี่ยวข้องจำเป็นเรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงจะได้หารือร่วมกันภายในคณะพนักงานสอบสวนใน 1-3 วันนี้ ว่าเห็นควรเชิญบุคคลใดมาสอบปากคำพยานในวันที่เวลาใดต่อไป".

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...