เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัวในกรอบ 1,080-1,100 จุด โดยปัจจัยหลักที่ตลาดรอติดตามวันนี้คือการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องถอดถอนนายกฯ โดยตลาดประเมินว่ามีโอกาสที่จะรับคำร้องสูง แต่จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ต้องติดตามโดยจะเริ่มประชุม 9.30 น. ส่วนปัจจัยต่างประเทศยังไม่มีประเด็นใหม่ โดยรวมตลอดยังคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาการค้าซื้อคาดว่าสหรัฐฯมีโอกาสจะบรรลุข้อตกลงกับประเทศคู่ค้าหลักได้ในเร็วๆนี้
ขณะที่ตลาดยังคาดหวังเชิงบวกต่อโอกาสการลดดอกเบี้ยของ FED ในเดือน ก.ย. ด้วยความน่าจะเป็นสูงถึง 95% หลังตลาดประเมินว่าภาษีการค้าสหรัฐฯอาจกระทบต่อเงินเฟ้อจำกัดกว่าที่คาด ส่งผลให้ Bond Yield ยังค่อยๆขยับตัวลงต่อเนื่อง โดยล่าสุดอายุ 2 และ 10 ปีของสหรัฐฯอยู่ที่ 3.73% และ 4.23% ตามลำดับ ส่วนการค้าเจรจาการค้าระหว่างไทย-สหรัฐฯจะเกิดขึ้นวันที่ 3 ก.ค. โดยต้องติดตามว่าจะสามารถกดอัตราภาษีสู่ระดับ 18% หรือต่ำกว่าตามที่ตลาดคาดได้หรือไม่ ภาพรวมยังมีหลายปัจจัยต้องติดตามพัฒนาการ ทำให้การเคลื่อนไหวของดัชนีคาดยังจำกัด โดยรวมเรายังเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แนวโน้มกำไรแข็งแรง และกระทบจำกัดจากความเสี่ยงต่างๆ
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : KCE
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 20 บาท
• เบื้องต้นเราประเมินแนวโน้มกำไร 2Q25 จะฟื้นตัว +55% q-q เป็น 280 ลบ. โดยมีปัจจัยหนุนหลังยอดส่งออกแผงวงจรไฟฟ้าเดือน พ.ค. เติบโตแข็งแกร่ง +41% y-y โดยรวม 5M25 เติบโต +31% y-y
• ระยะสั้นหากไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯได้ด้วยอัตราภาษีที่ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 18% จะเป็น Sentiment หนุน หนุนหุ้นกลุ่มส่งออก
• แนวรับ 17.60//17 บาท แนวต้าน 19//19.50 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ แกว่งกรอบแคบรอศาลฯ พิจารณาคำร้อง ช่วงบ่าย โดยตลาดหุ้นไทย แกว่งกรอบแคบ ตัวแปรหลักของตลาดวันนี้ จะเป็นรอดูผลการพิจารณาของศาลฯ ในเรื่องคำฟ้องของนายกฯ หากมีการรับไว้วินิจฉัย จะทำให้นักลงทุนบางส่วนรอดูผลการตัดสิน (น่าจะทราบภายในเดือนนี้) แต่หากไม่รับคำร้องคาดดัชนีฯจะปรับตัวสูงขึ้นได้
ตลาดหุ้นต่างประเทศ ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯทำ new high ท่ามกลางคำเตือนในเรื่อง valuation (P/E สูง) และเล็งว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยไม่เดือน ก.ค. หรือ ก.ย. ศกนี้ …. ตลาดหุ้นเอเซีย จีนและฮ่องกง เจอเรื่องตัวเลข PMI ออกมายังคงต่ำกว่า 50 จุด (ตัวเลขที่ออกมา คือ 49.7 จุด) ตัวเลขขายบ้านของผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงถึง 23% จากปีก่อน เป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจชะลอตัว และมีความกังวลในเรื่อง Deflation นอกจากนี้ ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ อยู่ในช่วงรอคอยการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ
ความตึงเครียดของการเมืองไทย แรงกดดันจะเริ่มในวันนี้(1) คาดศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินรับ/ไม่รับคำร้องถอดถอนนายกฯ ซึ่งหากรับคำร้องอาจมีคำสั่งหยุดให้ปฏิบัติหน้าที่ โดยรองนายกฯ ภูมิธรรม เวชยชัย จะขึ้นรักษาการแทน ประกอบด้วยศาลอาญานัดสืบพยานฝ่ายโจทก์คดีม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร …. นักลงทุนกังวลต่อผลการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญ คาดวันนี้บรรยากาศการซื้อขายแผ่ว เนื่องจากรอความชัดเจนของการเมืองไทย
นายเควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระดับสูงของทำเนียบขาว ส่งสัญญาณว่าการประกาศข้อตกลงกับหลายประเทศจะเกิดขึ้นหลังวันหยุดชาติสหรัฐฯ (4 กรกฎาคม) เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลกำลังมุ่งเน้นไปที่การผลักดันร่างกฎหมายภาษีและการใช้จ่ายฉบับใหญ่ให้ผ่านสภาคองเกรส สำหรับญี่ปุ่น Trump ขู่ที่จะกำหนดอัตราภาษีระดับใหม่กับญี่ปุ่น (ที่ตกลงไปแล้ว 24% เหลือ 10%) …. เป็นข่าวเชิงลบต่อตลาดอยู่เล็กน้อย เพราะ ส่วนใหญ่คาดว่าจะราบรื่น
สถานการณ์ด้านการค้าและภาษีศุลกากรสหรัฐฯ ติดตามการเจรจาระหว่างไทย-สหรัฐฯ 3 ก.ค. เวลา 21.00 น. ตามเวลาไทย โดยทีมรมว.คลังและคณะเดินทางไปเตรียมพร้อมแล้ว …. จากกระแสข่าว มีโอกาสสูงที่ การเจรจาสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ผลกระทบมีความจำกัดมากขึ้น
ดอลลาร์ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ล่าสุด Dollar Index อยู่ที่ 96.7 จุด จากความกังวลในเรื่อง Tariff ฐานะการคลังของสหรัฐฯ ลดทอนความน่าสนใจของดอลล่าร์ลง (คาดกันว่า อาจลงได้อีก 4-5% เลย นอกจากนี้ การที่ Fed อาจมีการลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. กดดันดอลล่าร์ในช่วงนี้…… สินทรัพย์ได้ประโยชน์ เป็น EM Assets รวมไปถึง ทองคำ และ Crypto Currency
OPEC+ เตรียมหารือเรื่องการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 411,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะมีผลในเดือนสิงหาคม และคาดว่าจะได้รับการอนุมัติในการประชุมผ่านวิดีโอในวันอาทิตย์ที่จะถึง ราคาน้ำมันดิบ Brent เช้านี้ $66.6 เหรียญ …….. ข่าวนี้ จะมีผลต่อราคาหุ้น PTTEP (ในทางลบ) แต่ไม่มาก เพราะมีการประกาศมาล่วงหน้า และราคาน้ำมันปัจจุบันอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม การเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน จะดีต่อหุ้นปิโตรเคมี(ขั้นต้น) ที่จะได้อานิสงค์จากต้นทุน feed ที่จะต่ำไปอีกพักใหญ่ๆ ได้แก่ SCC, PTTGC, IVL
บีโอไอ ยังเดินหน้าอนุมัติส่งเสริมการลงทุน Data Center, ยานยนต์ไฟฟ้า BEV, PHEV, ชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า กระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุน หากการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ประสบผลที่(ไทย)ตั้งเป้าไว้ จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมฯ (WHA, AMATA) และโรงไฟฟ้า (BGRIM, GPSC)
Event วันนี้ : ประชุม ครม.(พิจารณาขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท) ศาลรธน.ประชุมพิจารณารับ/ไม่รับคำร้องถอดถอนนายกฯ, ศาลอาญานัดสืบพยานฝ่ายโจทก์คดีม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร(1-3) และ ธปท.จะแถลงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้การค้า ระยะที่ 2
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมิน SET เคลื่อนไหวในกรอบ 1,080 – 1,100 ระหว่างรอศาล รธน. พิจารณาคำร้องของ สว.ว่าจะสั่งให้นายก ฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตามคำร้องประเด็นจริยธรรม และยังรอผลการเจรจาการค้าไทย – สหรัฐในวันที่ 3 ก.ค. ดังนั้นจึงแนะนำ Selective Buy ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการรีบาลานท์ลดน้ำหนัก DELTA ในการคำนวณดัชนี SET 50 เช่น ADVANC,PTT,GULF,AOT,CPALL ลบ.
SCC* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 170.00 บาท) แนวโน้ม 2Q68 คาดผลประกอบการฟื้นตัวขึ้นต่อจากปรับขึ้นราคาขายด้วยการลดส่วนลดทางการตลาดและได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง ขณะที่อัตรากำไรของธุรกิจปิโตรเคมีดีขึ้นจากต้นทุน naphtha ที่ลดลงตามราคาน้ำมัน รวมถึง SCGP ที่ทยอยฟื้นตัว มีการบันทึกรายได้เงินปันผลตามฤดูกาล และกำไรพิเศษจากการเข้าซื้อกิจการในสิงคโปร์ นอกจากนี้มีประเด็นบวกจาก SCGC ขายหุ้น CAP 10% ส่งผลให้เปลี่ยนสถานะจากบริษัทร่วม เป็นเงินลงทุนระยะยาว ซึ่งทำให้มีกำไรพิเศษจากการประเมินมูลค่ายุติธรรม และกำไรจากการขายหุ้นเข้ามาอีก สอดคล้องกับแผนลดภาระทางการเงินของบริษัท ไม่ต้องรับส่วนแบ่งขาดทุนจาก CAP เข้ามาในงบ/รอรับเงินปันผลแทน และได้เงินสดกลับมาเสริมสภาพคล่อง ทั้งนี้ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ที่ 8 พันล้านบาท +26%YoY และ 1.2 หมื่นล้านบาท +52%YoY
NEO* (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 39.16 บาท) กำไรสุทธิ 1Q68 อยู่ที่ 256 ลบ. (-4.5%YoY , +6.7%QoQ) อ่อนตัว YoY จาก GPM ที่ลดลงแม้รายได้ยังเติบโตได้ ส่วนการดำเนินงานช่วงถัดไป คาดว่าต้นทุนจะมีความกดดันน้อยลงตามราคาPalm Kernal Oil ที่ปรับลดลงในเดือนพ.ค.-มิ.ย.68 เทียบต้นปี ด้าน NEO* เอง วางเป้ารายได้ปีนี้ +High Single Digit% วาง CAPEX 2,300-2,500 ลบ. ส่วนกำลังผลิตปีนี้จะสูงขึ้นอีกจากโรงงานสำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ซึ่งเสร็จไปเมื่อวันที่ 20 มี.ค.68 เตรียมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปีนี้ ปัจจุบัน ตลาดคาดว่าในปี68 และ69 กำไรสุทธิของ NEO* จะอยู่ที่ 915 ลบ.(-9%YoY) และ 1,019 ลบ.(+11%YoY)
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้