โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กสทช.ลงมติเอกฉันท์ 7 เสียง เลื่อนรับรองผลประมูลคลื่นเป็น 6 ก.ค.

PostToday

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 00.44 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 07.30 น.

ผู้สื่อข่าวรายงาน การประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (บอร์ดกสทช.) วันที่ 2 ก.ค. 2568 ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดกสทช.มีติเอกฉันท์ให้เลื่อนการพิจารณารับรองผลการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz 1500 MHz 2100 MHz และ 2300 MHz เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา จากเดิมที่กำหนดไว้ในวันนี้ ไปเป็นวันที่ 6 ก.ค.2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกรอบเวลาตามระเบียบที่กำหนดให้ต้องรับรองผลภายใน 7 วันหลังจากการประมูลสิ้นสุดลง

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการกสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง กล่าวว่า การรับรองผลการประมูลดังกล่าวถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ซึ่งควรดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและเป็นธรรม แต่กลับพบว่ากระบวนการพิจารณาครั้งนี้มีปัญหาเรื่องเวลาที่ไม่เพียงพอและการได้รับเอกสารล่าช้า

แม้การประมูลจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.2568 และสามารถพิจารณาผลได้ถึงวันที่ 6 ก.ค.2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกรอบเวลาทางปกครอง แต่เพิ่งได้รับเอกสารประกอบการพิจารณาเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2568 เวลา 16.30 น. ทั้งที่เอกสารมีจำนวนมากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายและข้อเท็จจริง การส่งเอกสารล่าช้าจึงถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้อย่างรอบด้าน ส่งผลกระทบต่อกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งควรเป็นไปโดยสุจริตและเป็นธรรม

ทั้งนี้ ตามหลักกฎหมายปกครอง ผู้ออกคำสั่งทางปกครองมีสิทธิโดยชอบที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน มีเวลาพอสมควรในการพิจารณา และต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง การออกคำสั่งที่มีผลกระทบทางกฎหมายโดยปราศจากการพิจารณาอย่างรอบคอบย่อมกระทบต่อความชอบธรรมและอาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดได้

นอกจากนี้ กรณีดังกล่าวยังเกี่ยวพันกับสิทธิตามตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งบัญญัติให้ผู้มีอำนาจในการออกคำสั่งต้องแจ้งผลกระทบต่อสิทธิ (มาตรา 30) เปิดโอกาสให้ตรวจสอบเอกสารราชการ (มาตรา 31 และ 32) และต้องเปิดเผยเหตุผลของคำสั่งที่ออก (มาตรา 37) การดำเนินการที่ขาดความรอบคอบทั้งในแง่ข้อมูล เวลา และกระบวนการ อาจถือเป็นการละเมิดหลัก กระบวนการที่เป็นธรรม หรือ Fair Administrative Process ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน

สำหรับการประมูลความถี่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมานั้น ได้เริ่มต้นเมื่อเวลา 09.30 น. และสิ้นสุดลง ณ เวลา 10.48 น. ในวันเดียวกัน มีราคาประมูลรวมทั้งสิ้น 41,273,960,346 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.ผลการประมูลคลื่นความถี่กลุ่มที่ 1 ย่าน 850 MHz ไม่มีผู้เข้าร่วมการประมูล

2.ผลการประมูลคลื่นความถี่กลุ่มที่ 2 มีรอบในการประมูล 2 รอบ

ย่าน 2100 MHz มีผู้ชนะการประมูล 1 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จํากัด หรือ เอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอสได้รับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่จํานวน 3 ชุด ในช่วงความถี่ 1965-1980 MHz คู่กับ 2155-2170 MHz โดยมีราคาสุดท้าย 14,850,000,010 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ย่าน 2300 MHz มีผู้ชนะการประมูล 1 ราย ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จํากัด หรือ TUC ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่จํานวน 7 ชุด ในช่วงความถี่ 2300-2370 MHz โดยมีราคาสุดท้าย 21,770,000,168 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

3.ผลการประมูลคลื่นความถี่กลุ่มที่ 3 ย่าน 1500 MHz มีรอบในการประมูล 1 รอบ มีผู้ชนะการประมูล 1 ราย ได้แก่ บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จํากัด หรือ TUC ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับการจัดสรรชุดคลื่นความถี่จํานวน 4 ชุด ในช่วงความถี 1452-1472 MHz โดยมีราคาสุดท้าย 4,653,960,168 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัจจุบัน ทรูมีคลื่นความถี่รวม 1,350 MHz หลังจากการประมูลครั้งนี้ ต้องชำระค่าใบอนุญาตรวม 26,423,960,336 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่งผลให้มีคลื่นความถี่ทั้งสิ้น 1380 MHz ขณะที่เอไอเอสต้องชำระค่าใบอนุญาตรวม 14,850,000,010 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แต่ปริมาณคลื่นความถี่เท่าเดิม ที่ 1,460 MHz

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 08.30 น.วันเดียวกัน สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ในฐานะตัวแทนของผู้บริโภคตามพระราชบัญญัติการจัดตั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค พ.ศ.2562 ขอคัดค้านผลการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล เนื่องจาก

1. การตั้งราคาการประมูลใน (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล ย่าน 850 MHz, 1500 MHz, 1800 MHz, 2100 MHz, 2300 MHz และ 26 GHz ที่เปิดรับฟังเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 มีการกำหนดราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ของ 2100 MHz คือ 3,391 ล้านบาท

แต่ในตารางสรุปของสำนักงาน กสทช. มูลค่าคลื่นที่นำไปรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ของย่าน 2100 MHz คือ 3,970.32 ล้านบาท ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 2 แสดงให้เห็นว่า สำนักงาน กสทช. มีการคิดราคาขั้นต่ำของการประมูลลดลงร้อยละ 30 จากราคาประเมินมูลค่าคลื่นความถี่

2. ราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2300 MHz ที่ปรากฏในประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล 850 MHz, 1500 MHz, 2100 MHz และ 2300 MHz ประกาศเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ไม่ถูกนำมารับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งที่ 2

3. การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตครั้งนี้ กีดกันผู้แข่งขันรายใหม่ เนื่องจากกำหนดให้ผู้รับอนุญาตต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของจำนวนประชากรในแต่ละตำบลภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ได้รับอนุญาต ซึ่งไม่เคยระบุในประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมครั้งอื่นเลย

4. การกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตครั้งนี้ ไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า การขยายโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมต้องแยกรายคลื่นความถี่ เพราะหากมีการนำคลื่นที่ประมูลได้มาถัวเฉลี่ยเพื่อให้ขยายโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมตามระยะเวลาในประกาศ ย่อมส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจากข้อกำหนดเรื่องการขยายโครงข่ายมีวัตถุกระสงค์ป้องกันมิให้ผู้ชนะการประมูลกักตุนคลื่นความถี่โดยไม่นำไปให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ แต่หวังผลเพียงกีดกันมิให้คู่แข่งได้ใช้คลื่นความถี่

การยินยอมให้นำความครอบคลุม โครงข่ายของทุกคลื่นความถี่ที่ชนะประมูลมาถัวเฉลี่ยกันจะเปิดโอกาสให้มีการกักตุนคลื่นความถี่ เป็นการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อย่างไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งขัดกับอำนาจหน้าที่ของ กสทช. ตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5. ขาดมาตรการรองรับการคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมที่ได้รับผลกระทบจากการหมดสัญญาของบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...