โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“พิชัย” บินกลับไทย รับดีล “ภาษีสหรัฐ” ยังไม่จบ เตรียมยื่นข้อเสนอใหม่

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 03.13 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 11.22 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 ก.ค.68) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาการค้าและภาษีกับสหรัฐอเมริกา หรือ “ทีมไทยแลนด์” โพสต์คลิปวิดีโอ ความยาว 4.19 นาที ชมคลิปคลิกที่นี่

นายพิชัย กล่าวว่า ขณะนี้ตนอยู่ระหว่างการเปลี่ยนเครื่องที่ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากได้ประชุมกับหลาย ๆ ฝ่ายตลอดเวลาที่อยู่ในสหรัฐฯ และเมื่อประชุมสุดท้ายเสร็จ ตนและคณะได้เดินทางไปยังสนามบินทันที จึงไม่สามารถรายงานได้ในทันทีเพราะอยู่บนเครื่องบิน โดยขอสรุปผลการเจรจาภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับสหรัฐฯ ดังนี้

การเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ ทีมไทยแลนด์ได้พบทั้งภาครัฐซึ่งเป็นระดับนโยบาย ภาคเอกชนที่ลงทุนในไทยมาอย่างต่อเนื่อง และภาคเกษตรของสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ความสำคัญมาก การพบกับทั้ง 3 กลุ่มหลักช่วยให้ทีมเจรจาไทยได้ข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งสามารถสะท้อนถึงระดับนโยบายที่จะตัดสินใจ หรือ Policy Maker ซึ่งคาดว่าจะนำปัจจัยเหล่านี้ไปพิจารณาร่วมด้วย

ในการเจรจาระดับนโยบาย นายพิชัยได้เข้าพบนายจามีสัน กรีเออร์ (Mr. Jamieson Greer) ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (U.S. Trade Representative: USTR) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ

“ในการพบกันครั้งนี้ เราได้รับฟีดแบ็กที่สำคัญมากว่า สหรัฐฯ มีความเชื่อมั่นและมั่นใจในประเทศไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งความร่วมมือที่ผ่านมาเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย การพูดคุยยังช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดของผู้บริหารระดับสูงว่าลึก ๆ แล้วพวกเขาต้องการอะไรเพิ่มเติมจากที่แสดงออก เพื่อจะนำไปประกอบการทำงานและเจรจาทางเทคนิคต่อไป” นายพิชัย กล่าว

“จากการเจรจาวันนี้ ผมคิดว่าเป็นไปด้วยดี ทางสหรัฐฯ เองก็กล่าวขอบคุณที่ไทยมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วม เราเองก็ยืนยันว่าจะนำฟีดแบ็กที่ได้กลับไปจัดทำข้อเสนอใหม่เพิ่มเติมเพื่อประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย”

นายพิชัย ย้ำว่า จุดยืนของคณะทำงานไทย คือ การเจรจาต้องนำไปสู่ข้อตกลงที่สามารถปฏิบัติได้จริง มีความยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ หรือ “win-win solution” แม้ว่าจะยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายในขณะนี้ แต่ทีมไทยแลนด์จะเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง

“ทั้งผมและคณะทำงานจะต้องทำงานกันให้หนักมากขึ้น เพื่อปรับเงื่อนไขให้เกิดความชัดเจน และเข้าใจร่วมกันว่าเป็นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว” หัวหน้าคณะทีมไทยแลนด์ ทิ้งท้าย

วันที่ 2 เมษายน 2568 หรือที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกว่า “Liberation Day” ได้มีการประกาศอัตราภาษีฐานใหม่ 10% สำหรับสินค้าทุกประเทศที่นำเข้ามายังสหรัฐฯ พร้อมเผย อัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ กำหนดภาษีตอบโต้ไว้สูงถึง 36% และเริ่มเรียกเก็บตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ให้ระยะเวลาผ่อนผัน 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจา โดยกำหนดเส้นตายไว้ที่ 9 กรกฎาคมนี้

ข้อมูลปี 2567 ระบุว่า ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ มูลค่าราว 55 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยเพียง 17–18 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นดุลการค้าที่ไม่สมดุลในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯ

ล่าสุด สหรัฐฯ ได้ส่ง จดหมายอย่างเป็นทางการถึงกว่า 100 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย เพื่อแจ้งอัตราภาษีเฉพาะรายที่อยู่ในช่วง 10–70% หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงภายในวันที่ 9 กรกฎาคม ภาษีดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้

  • สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าหลักมาไทย มูลค่าเกือบ 18 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าหลักคือ น้ำมันดิบ เซมิคอนดักเตอร์ และก๊าซปิโตรเลียม
  • กลุ่มสินค้าเกษตรและอาหาร ก็มีสัดส่วนไม่น้อย ราว 1.2 พันล้าน ในปี 2566
  • สหรัฐฯ ยังส่งสินค้าอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น ยานยนต์ (รวมถึงชิ้นส่วน), LNG และอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มเติมเข้ามา เพื่อช่วยลดดุลการค้าเชิงลบของไทย

อ้างอิงข้อมูล Impact of Trump's 2025 Tariff Policies on Thailand's Economy

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...