โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

คลิปเสียงเขย่าอสังหากระเพื่อมหนัก 3 นายกมองครึ่งปีหลังเข้าโหมดฮาร์ดแลนดิ้ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มิ.ย. 2568 เวลา 09.01 น. • เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 23.37 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : เมตตา ทับทิม

ไม่น่าเชื่อว่า 6 เดือนแรกของปี 2568 จะเต็มไปด้วยอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

ณ ขณะที่ยังไม่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหววันที่ 28 มีนาคม 2568 ก่อนหน้านั้นในช่วงไตรมาส 1/68 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องเผชิญฝันร้ายเรื่องแรกจากตัวเลข “อัตรากำไรเบื้องต้น” หรือ GP-Gross Profit ในภาพรวมตลาดเฉลี่ยต่ำกว่า 30% ตัวเลขจริงอยู่ที่เฉลี่ย 28% ซึ่งเป็นสถิติที่ “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศุภาลัย บอกว่า ไม่เคยเห็นตกต่ำขนาดนั้นตั้งแต่ทำอสังหาฯมา

หลังจากนั้น เรื่องคาดเดาไม่ได้ทยอยตามกันมาเป็นดอกเห็ด ถัดจากแผ่นดินไหว ก็มีวิกฤตภาษีทรัมป์ สงครามอิหร่าน-อิสราเอล ที่สหรัฐอเมริการ่วมวงชัดเจน เขตขัดแย้งตามรอยตะเข็บไทย-กัมพูชา ที่บานปลายไปถึงคลิปเสียงของผู้นำรัฐบาลไทยและกัมพูชา ที่สร้างแรงกระเพื่อมทำให้นักธุรกิจไทยหวั่นไหว และมองว่าวิกฤตโลกล้อมไทย เพิ่มดีกรีด้วยการเมืองภายในที่เปราะบาง

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษแบบคำต่อคำ 3 นายกสมาคมวงการพัฒนาที่ดิน ประกอบด้วย “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทย “สุนทร สถาพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และ “พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์” นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เพื่อช่วยกันมองหาทางเลือก-ทางรอดในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 บนเทรนด์ที่มองสอดคล้องกันว่าบรรยากาศการทำธุรกิจไม่เป็นใจ

รัดเข็มขัดรับมือฮาร์ดแลนดิ้ง

เปิดประเด็นโดย “ประเสริฐ-นายกคอนโดฯ” ที่เก็บเนื้อเก็บตัวไม่ได้ให้สัมภาษณ์นานเป็นเดือน แต่ถึงที่สุดสมาคมคอนโดฯ ก็ต้องออกมาส่งสัญญาณบางอย่างว่า ดีเวลอปเปอร์ต้องเตรียมเผชิญหน้าศึกหนักในครึ่งปีหลัง เป็นศึกหนักระดับฮาร์ดแลนดิ้งกันเลยทีเดียว

ตอนนี้ปัจจัยลบที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจโดยรวม มาหลายปัจจัยมาก เป็น The great perfect storm อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแผ่นดินไหว ทรัมป์อิมแพ็กต์ สงครามอิหร่านและรัสเซีย กับความขัดแย้งตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา กับปัญหาการเมืองในประเทศเปราะบางมาก ทำให้ขาดความมั่นใจของนักลงทุน น่าจะเป็นโจทย์หลักเร่งฟื้นความเชื่อมั่นให้เร็วที่สุด

ถามว่า ภาคอสังหาฯจะไปต่อยังไงในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่าเป็นสถานการณ์ที่ต้อง wait & see วันนี้เป็นตลาดของผู้ซื้อ ยอดขายได้อยู่ในตลาดบนซึ่งมีการต่อรองสูงมาก เป็นสงครามราคา ไพรซ์วอร์แบบ Silent prices war แข่งขันด้านราคากันแบบเงียบ ๆ ขอให้ต่อรองราคามาเถอะ ทุกคน (ดีเวลอปเปอร์) ให้ความสำคัญกับสภาพคล่อง บอตทอมไลน์ไม่สนกันแล้ว

ตลาดหุ้นกระทบวันนี้เพราะการเมืองเป็นปัจจัยกระทบทุกหย่อมหญ้า ทุกคนต้องรัดเข็มขัดดี ๆ เตรียมตัวเข้าโหมดฮาร์ดแลนดิ้ง ทุกคนจะต้องรัดเข็มขัดโดยเฉพาะเรื่องลิควิดิตี้ เครดิตไลน์ต่าง ๆ ทุกคนต้องเจรจากับแบงก์ไว้ให้ดี

หลายคน ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ทุกอุตสาหกรรมออกหุ้นกู้เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว เต็มไปหมด เล่นกับหุ้นกู้ เป็นไฟเลย ยอมสู้ดอกเบี้ย 6-7% เพราะทุกคนต้องการสภาพคล่อง จุดเน้นคือปีนี้เข้าโหมดรัดเข็มขัดเพื่อรับสถานการณ์ฮาร์ดแลนดิ้ง

โจทย์เศรษฐกิจครึ่งปีหลังเป็นโจทย์ยาก ตอนนี้ต้องเข้าโหมดระมัดระวังสูงสุด ทุกคนต้องการกระแสเงินสด แข่งกันขายระบายสต๊อกเพื่อลดน้ำหนักตัวเอง เข้าสู่โหมดรัดเข็มขัดเพื่อรองรับฮาร์ดแลนดิ้ง หรือ pro long ยาวมาก ๆ ต้องอึดให้ยาวให้ได้ โดยต้องมีกระแสเงินสด เทรนด์นี้มอง 1-2 ปีหน้า ต้องอึดให้ได้ไม่ใช่แค่ปีนี้ แต่ก็ต้องแก้สถานการณ์เป็นเดือนชนเดือน มองไกล ๆ กว่านี้ก็มองไม่ออก แล้วจับสัญญาณของการฟื้นตัวให้ดีแล้วกัน ไม่มีใครผลีผลามหรอก จ้องให้ดีว่าฟื้นตัวแน่ ๆ แล้วค่อยกระโจน (ลงทุน) ลงไป

วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้เป็น (กระทบ) ทั้งโลก จุดชนวนโดยทรัมป์ที่ทำให้ระเบียบของโลกเปลี่ยน ทำให้กระเพื่อมไปทั้งโลก

ความจริงที่ต้องยอมรับกันก็คือวิกฤตเศรษฐกิจยังอยู่กับเราอีกยาวนาน ยังไม่ฟื้นตัว สิ่งที่ดีเวลอปเปอร์ทำได้ เราเตรียมตัวช่วยเหลือชีวิตตัวเองให้ได้ ประคับประคองตัวเองให้ได้ รัดเข็มขัดให้ดี บรรยากาศการทำธุรกิจปีนี้เปรียบเสมือนลงเรือลำเดียวกัน เราก้าวขาขึ้นเครื่องไปแล้ว อยู่บนเรือลำเดียวกันชื่อประเทศไทยไปแล้ว ที่เหลือคือนั่งดี ๆ นั่งเก้าอี้และหาที่นั่ง 11A (หมายเลขที่นั่งสายการบินแอร์อินเดียที่มีผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อเร็ว ๆ นี้) และรัดเข็มขัดให้ดี

ฟื้นโมเดล-ประกันภัยสินเชื่อบ้าน

ถัดมา “สุนทร-นายกบ้านจัดสรร” ระบุว่า คลิปเสียงที่เกิดขึ้นกระทบกับวิกฤตความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ต้องแก้ปัญหาตรงนี้

ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ตอนนี้ คนยังไม่ซื้อเพราะไม่มีความเชื่อมั่นจะซื้อที่อยู่อาศัย เขาคิดว่าตลาดจะแย่ลงไปกว่านี้ ราคาคงแย่ลงไปกว่านี้ และลูกค้าก็คงกังวลใจว่าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น เก็บเงินเอาไว้ก่อน ที่อยู่อาศัยก็อยู่แบบกระเบียดกระเสียรไป จึงยังไม่ซื้อทั้ง ๆ ที่มีมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ มากขนาดนี้แล้ว ทั้งลดค่าจดจำนอง ค่าธรรมเนียมโอน และยกเลิกมาตรการ LTV-loan to value (ผ่อนผันให้ขอสินเชื่อได้ 100% ในการซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป) ก็ถือเป็นตัวกระตุ้นที่มากแล้ว

สิ่งที่อยากให้รัฐบาลชุดไหน (ผู้นำรัฐบาล) ก็ตาม ทำต่อ ก็คือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นเรื่องสำคัญ โครงการคุณสู้เราช่วย เป็นเรื่องที่ดี ขอให้ทำต่อไป

ส่วนภาคอสังหาริมทรัพย์มีมาตรการระยะสั้นกับระยะยาว เรื่องระยะสั้น ในเมื่อมาตรการภาครัฐต่าง ๆ เข็นไม่ขึ้น ระยะสั้นอาจต้องระบายสต๊อกเดิม ข้อเสนอคือ 1.Mortgage Insurance กับภาครัฐและลูกค้าเองด้วย เฉพาะกลุ่มที่สอบเกือบได้ หมายความว่าลูกค้ายื่นขอสินเชื่อแต่ได้รับการปฏิเสธสินเชื่อ (กู้ไม่ผ่าน) แต่มีเครดิตสกอริ่งค่อนข้างดี เรียกว่าสอบเกือบได้ อาจจะต้องมีการค้ำประกันให้ลูกค้ากลุ่มนี้ ในสัดส่วน 10-20% ของราคาสินค้า

ยกตัวอย่าง คอนโดฯ ราคา 1 ล้านบาท การค้ำประกันสินเชื่อ 20% จะมีวงเงิน (ทุนกรมธรรม์) ประมาณ 2 แสนบาท แล้วจะมีเบี้ยประกัน ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการ ภาครัฐ ตัวลูกค้า รวม 3 ฝ่ายควรจะร่วมกันรับผิดชอบ ในอดีตเคยมีโมเดลนี้ ถ้าจำไม่ผิดชื่อบริษัทแคนาดาเคยทำไว้ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เรียกว่า “แคนาเดี้ยนอินชัวรันส์” คอสต์ (ค่าเบี้ยประกัน) อยู่ที่ 3-5% สูงทีเดียวแหละ

ยกตัวอย่าง ซื้อห้องชุดเล็ก ๆ ราคา 1 ล้านบาท ก็ให้มีกลไกประกันภัยวงเงิน 1 แสนบาทแรก หรือ 10% แรกของราคาสินค้า โดยมีต้นทุนค่าเบี้ย 3-5% หรือ 3,000-5,000 บาท โดยที่ไม่ได้ประกันสินเชื่อทั้งก้อน เป็นการประกันภัยการค้ำประกันสินเชื่อในส่วนที่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ โมเดลนี้จะช่วยลดอัตรากู้ไม่ผ่านของแบงก์ลงได้ เพราะในตลาดตอนนี้สูงถึง 40% นี่คือมาตรการระยะสั้น เป็นการบริหารสต๊อกด้วย

จี้แบงก์ทำโรงเรียนการเงิน

มาตรการระยะยาว มี 2 วิธี 1.โมเดลโรงเรียนการเงินของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งแบงก์พาณิชย์ควรทำด้วย ประเด็นคือ ธอส.ทำอยู่รายเดียวในตลาด และจำกัดเพดานไว้ที่สินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท ทำให้ของไม่เคลื่อนไปไหน เพราะตลาดหลักที่ซื้อกันตอนนี้ขยับไปอยู่ที่ 4-7 ล้านบาทไปแล้ว

โรงเรียนการเงินของ ธอส.ทำไว้ถือว่าดีมาก อยากให้แบงก์เอกชนต้องทำด้วย โดยที่ ธอส.แคปเพดานสินเชื่อไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่มาร์เก็ตแชร์เกิน 3 ล้านบาทที่แบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้เป็นหลัก ควรจะนำโมเดลโรงเรียนการเงินไปทำด้วย เพื่อให้ผู้กู้มีวินัยการเงิน เช่น พี่เป็นลูกค้าแบงก์กสิกรไทยมานาน แต่เครดิตตอนนี้ไม่ดีเพราะมีหนี้มีสิน แต่งงานนานแล้วอยากจะซื้อบ้าน แบงก์กสิกรไทยอาจต้องปรับโครงสร้างหนี้ ด้วยการให้เริ่มเข้าโรงเรียนการเงิน

โดยโรงเรียนการเงินตามหลักการของ ธอส. เขาจะให้ลูกค้าเปิดบัญชีเงินฝาก 5.5% หรือเริ่มต้นล้านละ 5,500 บาท เช่น ต้องการซื้อบ้านราคา 1 ล้านบาท ต้องฝากเงินเข้าบัญชีเงินฝาก 5,500 บาท เป็นเวลา 1 ปี แล้วแบงก์ประกันว่าจะปล่อยกู้ แต่มีเงื่อนไขต้องไม่มีภาระหนี้หรือปลอดจากเครดิตบูโร เป็นทางแก้ระยะยาว ถ้าต้องการซื้อราคา 3 ล้านบาท ก็ฝากเงินในบัญชี 16,500 บาท เป็นเวลา 1 ปี แล้วแบงก์จะปล่อยกู้ในอนาคต

เอสโครว์ต้องเป็น กม.ภาคบังคับ

มาตรการระยะยาวเรื่องที่ 2 ต้องปรับพฤติกรรมผู้ผลิตและผู้ซื้อในอนาคต ในอดีตการซื้อบ้านหรือคอนโดฯ ต้องมีเงินดาวน์ 20-25% แล้วค่อย ๆ สร้าง พอเกิดยุคฟองสบู่ (ปี 2540) การซื้อบ้านมีปัญหาซื้อบ้านไม่ได้บ้าน รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังก็มีกฎหมายขึ้นมา 1 ฉบับเรียกว่า “เอสโครว์ แอ็กเคานต์-ESCROW Account” (พ.ร.บ.การดูแลจัดการผลประโยชน์ของคู่สัญญา บังคับใช้เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2551 เรียกแบบไม่เป็นทางการว่ากฎหมายคุ้มครองเงินดาวน์)

ทั้งนี้ กฎหมายเอสโครว์แอ็กเคานต์ เมื่อมีการซื้อที่อยู่อาศัย แต่สินค้าอยู่ระหว่างก่อสร้าง ลูกค้าก็จ่ายเงินดาวน์ ต่อมาเมื่อครบกำหนดสัญญา ถ้าก่อสร้างแล้วเสร็จก็มีการส่งมอบบ้าน/คอนโดฯ ผู้ประกอบการจะได้รับเงินดาวน์ไป แต่ถ้ากรณีผู้ประกอบการทิ้งโครงการระหว่างทาง ผู้ซื้อจะได้รับการคุ้มครองที่ยังได้รับเงินดาวน์คืน เพราะเงินดาวน์ก้อนดังกล่าวจะถูกนำไปเก็บไว้ที่คนกลาง ซึ่งอาจเป็นสถาบันการเงิน หรือสำนักงานทนายความ เป็นต้น กฎหมายนี้ออกมาเพื่อแก้ไขปัญหาซื้อบ้านไม่ได้บ้าน แต่ลูกค้ายังได้เงินดาวน์คืน

ในอนาคต ในกรณีการผลิตใหม่ (หมู่บ้านหรือคอนโดฯ ก่อสร้างใหม่) ต้องปรับวิธีการ จากเดิมผู้ประกอบการต้องลงทุนก่อสร้างบ้าน-คอนโดฯ ให้เสร็จก่อนแล้วค่อยเปิดขาย แต่พอเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำให้มีสต๊อกคงค้างจำนวนมาก ปัจจุบันมีสต๊อกคงค้างสะสมในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 2.3 แสนหน่วย ต้องใช้เวลาขายนานถึง 5 ปีจึงจะหมด ทำให้บริษัทต้องชะลอการลงทุนใหม่ เศรษฐกิจไม่หมุนวงรอบ

ข้อเสนอ ถ้าหากมีกลไกผลิตตามจำนวนที่ต้องการ นี่คือคีย์เวิร์ด ถ้าลูกค้ายังไม่ต้องการบริษัทก็ยังไม่ต้องสร้าง นี่คือมองไปในอนาคต

ประเด็นอยู่ที่กฎหมายเอสโครว์แอ็กเคานต์ เป็นกฎหมายภาคสมัครใจ หมายความว่าลูกค้าหรือผู้ซื้อ จะใช้กลไกเอสโครว์ฯ หรือไม่ใช้ก็ได้ เพราะมีค่าเก็บรักษาเงินดาวน์อยู่กับองค์กรคนกลาง 1.75% ข้อเสนอคือมาตรการระยะยาวในอนาคต รัฐบาลควรปรับปรุงเอสโครว์ฯให้เป็นกฎหมายภาคบังคับ เพื่อให้การซื้อที่อยู่อาศัยเข้าสู่กลไกนี้ จะทำให้ลดปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย และลูกค้าซื้อตามดีมานด์ที่แท้จริง

สำรวจละเอียดยิบ-รีเจ็กต์เรต

เรื่องถัดมา ทาง 3 สมาคม (สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย) มีความร่วมมือในการจัดทำแบบสำรวจเกี่ยวกับอัตราปฏิเสธสินเชื่อ โดยสถิติที่น่าสนใจพบว่า ไตรมาส 1/67 เคยมีอัตราปฏิเสธสินเชื่อหรืออัตรากู้ไม่ผ่าน 40% แต่ ณ ไตรมาส 1/68 ยอดกู้ไม่ผ่านปรับตัวสูงขึ้นมาเฉลี่ยที่ 45%

ล่าสุด ในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนมิถุนายน เราจะทำสำรวจอัตรากู้ไม่ผ่านของไตรมาส 2/68 โดยมี “ดร.วิชัย วิรัตกพันธุ์” อดีตรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธอส. เข้ามาช่วยปรับปรุงแนวคำถามในแบบสำรวจ (Questionaire) เพราะของเดิมเป็นโครงการทำสำรวจของสมาคมบ้านจัดสรร ซึ่งเน้นคำถามเกี่ยวกับบ้านแนวราบ โดย ดร.วิชัยจะปรับปรุงให้แนวคำถามครอบคลุมทุกโปรดักต์ที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดฯ

รอบนี้จะทำสำรวจจากสมาชิกทั้ง 3 สมาคม จากนั้นจะมีการจัดระเบียบ วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนว่าจะมีการนำเสนอเปเปอร์หรือผลสำรวจยอดกู้ไม่ผ่านภายในเดือนกรกฎาคม 2568 นี้ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าสถานการณ์ยอดกู้ไม่ผ่านดีขึ้น หรือแย่ลง รวมทั้งจะตรวจสอบด้วยว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของรัฐได้ผลหรือไม่

อาทิ มาตรการ LTV (มีผลบังคับใช้ 1 พฤษภาคม 2569-30 มิถุนายน 2569) เพื่อจะได้นำผลสำรวจฟีดแบ็กกลับไปให้กับรัฐบาลต่อไป ในขณะที่มาตรการลดค่าโอนและจดจำนอง ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท มีผลบังคับใช้ 22 เมษายน-31 ธันวาคม 2568 เท่ากับมีการบังคับใช้มาแล้ว 2 เดือนเศษ เพื่อเราจะได้เป็นข้อมูลประกอบในการหารือกับภาครัฐ

ตอนนี้สิ่งที่เราหารืออยู่คือเรื่อง Mortgage Insurance กับเอสโครว์แอ็กเคานต์ ซึ่งมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการไปแล้ว ตอนนี้จะหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างเป็นทางการ โดยเราต้องศึกษาต้นทุนการทำประกันภัยเพื่อการค้ำประกันสินเชื่อ ว่ามีต้นทุนสูงขนาดไหน ดีเวลอปเปอร์รับได้หรือไม่

แนวคำตอบที่ออกมา เช่น มาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% หรือล้านละ 30,000 บาท เหลือล้านละ 300 บาทนั้น ยังไม่พอเพียง กระตุ้นไม่ขึ้น ทีนี้จะไปถึงขั้นไหนล่ะ ล่าสุด เมื่อเร็ว ๆ นี้มีต้นทุนค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาทในเขตกรุงเทพฯ ขณะที่การจะปรับราคาที่อยู่อาศัยขึ้นในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันนี้ เป็นไปไม่ได้เลย ส่วนต่างที่ปรับขึ้นจากค่าแรงปัจจุบันคำนวณคร่าว ๆ ขึ้นวันละ 28 บาท หรือ 7.5% ขณะที่ค่าก่อสร้างจะมีต้นทุนค่าแรงสัดส่วน 30% หรือมีผลทำให้ค่าแรง 400 บาทที่ปรับใหม่ เพิ่มต้นทุนราคาสินค้าที่อยู่อาศัย 2.25%

ปัญหาคือตอนนี้ธุรกิจที่อยู่อาศัยมีการแข่งขันตัดราคา ซึ่งกระทบหนักในกลุ่มสินค้าตลาดล่าง ราคา 1-2 ล้านบาท ถ้าไม่ไหว จะทำการสำรวจสมาชิกสมาคม ถ้าหากว่าอยู่ไม่ไหวจริง ๆ ทาง 3 สมาคมมีแนวทางเบื้องต้นว่าอาจจะต้องเสนอขอยกเว้นการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% (ภาษีผู้ประกอบการ) เพื่อประคองให้สมาชิกบริษัทอสังหาฯ ที่จับตลาดล่างไปรอด ไม่เช่นนั้นตลาดจะกลายเป็นเหลือแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่

ดึงต่างชาติเช่าระยะยาว 60 ปี

สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง ถ้าจีดีพีเหลือ 1.5-1.8% อาจจะยังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี ตอนนี้อีกประเด็นที่คาดหวังกำลังซื้อจากต่างชาติ ถามว่า อัตราการซื้อคอนโดฯ ถดถอยลง จากเดิมลูกค้าจีนเคยซื้อสูงสุด 8,700-9,000 หน่วย ในปี 2018 ลดต่ำลงมา ช่วงกลางโควิดตกต่ำเหลือยอดซื้อ 4,000 กว่าหน่วย สถิติ ณ ปี 2567 ก็ยังต่ำอยู่ที่ 5,000 หน่วย ถึงแม้มีลูกค้ารัสเซีย พม่า ไต้หวัน เพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนลูกค้าคนจีนที่หายไปได้

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลมีการแก้ปัญหากำลังซื้อต่างชาติ สนับสนุนต่างชาติเข้ามาเช่าระยะยาวสำหรับบ้านและที่ดิน ด้วยการแก้ไขกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ซึ่งเป็นแนวทางมาตรการระยะยาว เพราะปัจจุบันต่างชาติไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัยในบ้านจัดสรรได้ เพราะกฎหมายจัดสรรระบุไว้ว่า โครงการจัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์ซื้อและขาย ดังนั้นจึงไม่สามารถนำมาทำสัญญาเช่าระยะยาวได้

แนวทางจึงต้องมีการแก้ไขกฎหมายทรัพย์อิงสิทธิ ว่าต่อไปนี้ในอนาคตถ้าจะมีการปรับปรุงกฎหมายสิทธิการเช่าจาก 30 ปี เป็น 60 ปี หลังจากครบกำหนดเช่าแล้วทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดินหรือกรมธนารักษ์ แนวทางนี้จะเป็นการหาทางออกให้กับปัญหาการจดทะเบียนผ่านบริษัทตัวแทนหรือนอมินีในการซื้อขายที่ดิน

ทั้งนี้ การขายสิทธิการเช่าระยะยาว 60 ปี พฤติกรรมการซื้อของลูกค้าต่างชาติยอมรับได้ เพราะมองว่าการเช่ายาว 60 ปี มีค่าเทียบเท่าการซื้อกรรมสิทธิ์ โดยมีโมเดลการซื้ออสังหาฯ ของลูกค้าต่างชาติในเขตจังหวัดภูเก็ต และ 3 จังหวัด EEC (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ซึ่งมีการซื้อขายที่อยู่อาศัยผ่านกระบวนการ BOI-Board of Investment (ผ่านสำนักงานส่งเสริมการลงทุน)

แต่ลูกค้าที่ไม่ใช่นักลงทุน (ซึ่งมีกลไก BOI รองรับ) กลุ่มนี้มองว่าน่าจะมีกลไกอะไรออกมารองรับ โดยมี 2 แนวทางหลัก คือ 1.แผนระยะสั้น เสนอให้รัฐบาลพิจารณาออกวีซ่าระยะยาว 10 ปี (LTV-Long Term VISA) คัดเลือกต่างชาติกลุ่มฉลาดและรวย มีตังค์และทำอาชีพที่เราอยากได้ โดยไม่ต้องออกให้กับต่างชาติทุกคนทุกประเภท แต่เน้นคัดเลือก 13 ประเภทที่ไทยต้องการ เช่น วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ให้สามารถมาเช่าระยะยาว 60 ปี โดยมีวีซ่า 10 ปีรองรับ

2.เสนอให้รัฐบาลออก พ.ร.บ.ทรัพย์อิงสิทธิ เพื่อให้สามารถมีการเช่าระยะยาวเพิ่มเป็น 60 ปี หลังจากหมดสัญญาเช่า ก็โอนทรัพย์สินให้กับกรมธนารักษ์เป็นผู้บริหารจัดการต่อ ซึ่งภาคเอกชนมองว่าสิทธิการเช่า 60 ปี เป็นอายุการเช่าที่ตลาดต่างประเทศยอมรับได้ เช่น คนจีน อยู่ในประเทศจีนมีการเช่า 70 ปี เขาอยากออกนอกประเทศเมื่อมาอยู่ไทยเช่า 60 ปี เขายอมรับได้ อยากได้วิลล่าก็มาเช่า 60 ปี ประเทศอินโดนีเซียมีการเช่ายาว 70 ปี แต่ไทยมีข้อได้เปรียบในเชิงเปรียบเทียบ ถือว่าโอเคแล้ว เราจึงเสนอตัวเลขเช่าระยะยาว 60 ปี

ปรับปรุง “ภาษีลาภลอย”

นอกจากนั้น เสนอให้จัดระเบียบการจัดเก็บภาษีการถือครองอสังหาริมทรัพยของชาวต่างชาติ ให้สูงกว่าคนไทย ควบคู่กับปรับปรุงกฎหมายภาษีลาภลอย (Windfall Tax) การซื้อขายที่ดินที่มีกำไรจากการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานของรัฐ ตัวอย่าง รัฐมีการลงทุนสร้างรถไฟฟ้า ตัดถนนใหม่ สร้างทางด่วน มีผลทำให้ราคาอสังหาฯ แนวเส้นทางโครงการเมกะโปรเจ็กต์รัฐราคาปรับสูงขึ้น โดยที่เจ้าของอสังหาฯ ไม่ได้ลงทุนทำอะไรเพิ่มเติมเลย แต่ราคาอสังหาฯ ปรับขึ้นและมีกำไร

วิธีการคือ ส่วนต่างของกำไรที่เกิดจากราคาอสังหาฯ ที่แพงขึ้น ควรจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐ โดยฐานภาษีใช้โมเดลของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เช่น ทำเลสุขุมวิท 101 เดิมราคาที่ดินตารางวาละ 1 แสนบาท ต่อมามีรถไฟฟ้าพาดผ่านราคาที่ดินขึ้นเป็นวาละ 1 ล้านบาท มีกำไร 9 แสนบาท เป็นส่วนต่างที่เข้านิยาม Windfall Tax หรือภาษีลาภลอย เพราะไม่ได้เกิดจากการออกแรงของเจ้าของที่ดิน แต่แพงขึ้นเพราะรัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

การปรับปรุงภาษีลาภลอย เมื่อมีการบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยชะลอการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีแวต โดยภาษีลาภลอยจะถูกจัดเก็บต่อเมื่อมีกำไรจากส่วนต่างราคาอสังหาฯ ที่แพงขึ้น และมีโอกาสที่รัฐจะจัดเก็บได้ทั่วประเทศ เพราะโครงสร้างพื้นฐานมีการกระจายลงทุนไปยังทั่วทุกภูมิภาคไปในทั่วประเทศ อาทิ รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รวมทั้งแนวรถไฟฟ้า 13 เส้นทางในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล บริเวณท่าเรือ ฯลฯ ควรกำหนดให้รัฐบาลโครงการรัฐ 500-1,000 เมตร จะต้องมีการเสียภาษีลาภลอย

ปัจจุบัน ภาษีลาภลอยยังไม่ได้บังคับใช้ มีอัตราจัดเก็บฐานภาษีของคนไทย ขณะที่ฐานภาษีคนต่างชาติให้เสียแพงกว่าคนไทย 2 เท่า

กระอักทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่

สุดท้ายกับ “พรนริศ-นายกอสังหาฯไทย” ฉายภาพให้เห็นว่าอุปสรรคหนักหนาสาหัสคือแบงก์เข้มงวดการพิจารณาสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดฯ โดยไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่ บรรทัดสุดท้ายจะต้องมีเงินเหลือใช้เดือนละ 30,000 บาท จึงจะรับไว้พิจารณาสินเชื่อ ประเด็นคือคนที่จะมีเงินเหลือใช้เดือนละ 30,000 บาท จะต้องมีรายได้ 7-8 หมื่นจนถึงหลักแสนบาท การซื้อคงไม่ได้ซื้อราคาแค่ 3 ล้าน แต่จะเลือกซื้อราคาสูงกว่านั้น นั่นคือกลุ่มตลาดล่างถูกแบงก์ปิดประตูปล่อยสินเชื่อ ส่วนตลาดกลาง-บนถึงแม้แบงก์จะรับคำขอสินเชื่อแต่ก็มีโอกาสที่จะปฏิเสธสินเชื่อได้เช่นกันในยุคนี้

นั่นคือ อสังหา จะทำไปทำไม ขายแล้วไม่รู้จะกู้ผ่าหรือไม่ผ่าน และลูกค้าจะรับโอนได้หรือไม่ได้

ข้อมูลลึก ๆ อสังหาฯรายเล็ก เอาทรัพย์สินตัวเองตึ๊งแบงก์ ยื่นกู้แบบมีทรัพย์สินค้ำประกันเกือบทุกแบงก์ดูแลลูกค้าโดยการเอาเปรียบ เช่น เราอยากได้เงินเพิ่ม 20 ล้านบาท ที่ดินมูลค่า 40 ล้านบาท แต่ตีราคาแค่ 10 ล้าน เอาหรือไม่เอา นี่คือบริษัทรายเล็กนะ ถ้ารายกลาง-ใหญ่ จะเอาสภาพคล่องที่ไหนไปจ่ายหุ้นกู้ ขายก็ช้า โอนไม่ค่อยได้ หุ้นกู้เป็นแหล่งเงินระยะสั้น 6 เดือน 1-2 ปี นี่คือสภาพที่เป็นอยู่ กระทบกันอย่างทั่วถึง

เพราะฉะนั้น ให้ผมมองเทรนด์ครึ่งปีหลัง ผมพูดได้คำเดียวว่า พูดไม่ออก บริษัทรายใหญ่ที่เห็นดาต้าเบสอยู่ แห่ลงไป (ลงทุนเพิ่ม) ปลาใหญ่ลงไปกินตามซอกหิน ปลาเล็ก ๆ ที่เคยสงบสุขตามซอกหินจะถูกกินเข้าไปด้วยสิ อันตราย

มองไม่ออกจริง ๆ ตอนนี้เป็นห่วงสถานการณ์สงครามถ้ามีปรมาณูคนละลูก ไม่จืดเลย ฉะนั้น คำว่าเศรษฐกิจไม่ดีไม่ใช่แค่ช่วงครึ่งปีหลังนี้ แต่ แนวโน้มปีหน้ายังไม่ดีเลย บางคนบอกมีโอกาสฟื้นตัวในปี 2570 น่าจะดี อันนั้นเพราะรู้ว่าปี 2569 ไม่ดี แต่ผมมองว่าจะเหนื่อยยาวกว่านั้นอีก ตลาดบอนด์โลก บอนด์ไทย ผสมกับตลาดหุ้นไทยต่ำ 1,100 จุด ถามว่า มีโอกาสต่ำกว่านี้ไหม บางคนบอกว่า รอลูกระเบิดนิวเคลียร์ น่าเป็นห่วงจริง ๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คลิปเสียงเขย่าอสังหากระเพื่อมหนัก 3 นายกมองครึ่งปีหลังเข้าโหมดฮาร์ดแลนดิ้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...