โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เจ้าคุณโซลาร์เซลล์’ แจงปมฟ้องธนาคารเรียก 1,354 ล้าน ชี้เป็นเงินของ 2 มูลนิธิฯ สะสมมากว่า 50 ปี ก่อนถูกยักยอก

THE STATES TIMES

อัพเดต 27 มิ.ย. 2568 เวลา 09.16 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 11.00 น. • Hard News Team

(27 มิ.ย.68) จากกรณีที่พระปัญญาวชิรโมลี (เจ้าคุณโซลาร์เซลล์) เจ้าอาวาสวัดป่าศรีแสงธรรม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ในฐานะเลขามูลนิธิหลวงปู่ศรี มหาวีโร ให้ทีมกฎหมายเอาผิดกับธนาคารชื่อดัง ฐานไม่ยอมคืนเงินของมูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร กรณีที่มีเจ้าหน้าที่ธนาคารอนุมัติเบิกจ่ายเงินโดยมิชอบ คือนำไปจ่ายค่าประกันชีวิตกว่า 270 กรมธรรม์ และนำไปซื้อกองทุนธนาคารของเครือข่ายธนาคาร(ที่ถูกฟ้อง) สร้างความเสียหายให้กับ 2 มูลนิธิกว่า 1,354,000,000 บาท

ทั้งนี้ มี 2 โจทก์ที่ยื่นฟ้องธนาคารชื่อดัง คือ
1. มูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร
2. มูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น

โดยมูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร โจทก์ที่ 1 ได้ฟ้องขอเงินต้นคืน เป็นเงิน 752,045,117.24 บาท และฟ้องขอดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมายเป็นจำนวนเงิน 348,730,312.20 บาท (คิดตั้งแต่วันที่เงินจำนวนนั้น ๆ ถูกถอนออกไปจนถึงวันฟ้อง) และฟ้องค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ (ดอกเบี้ยพันธบัตร คือเงินที่เราคาดว่าจะได้รับถ้าไม่มีการถอนเงินออกไปโดยมิชอบ) จำนวน 144,300,000 บาท รวมทั้งสิ้น 1,245,075,429.44 บาท

ส่วนโจทก์ที่ 2 คือ มูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น ฟ้องเรียกเงินต้นคืนจำนวน 68,989,449.32 บาท และฟ้องเรียกเก็บดอกเบี้ยผิดนัดตามกฎหมาย จำนวน 30,483,312.20 บาท (คิดตั้งแต่วันที่เงินจำนวนนั้น ๆ ถูกถอนออกไป คิดจนถึงวันฟ้อง) และฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ (ดอกเบี้ยพันธบัตร คือเงินที่เราคาดว่าจะได้รับถ้าไม่มีการถอนเงินออกไปโดยมิชอบ) จำนวน 9,750,000 บาท รวมทั้งสิ้น 109,222,635.46 บาท

รวมเงินของทั้ง 2 มูลนิธิ ฟ้องเรียกเงินคืนจากธนาคารชื่อดัง เป็นเงิน 1,354,298,064.91 บาท

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากมีข่าวออกไป หลายคนมีข้อสงสัยว่าเหตุใดทางวัดจึงมีเงินมากมายขนาดนั้น โดยไม่ได้ดูถึงรายละเอียดที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว

ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 68 พระปัญญาวชิรโมลี ได้โพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงอีกครั้ง โดยมีข้อความว่า ผู้กำกับไม่ได้มาจับ แต่มาดูแล

ผู้กำกับสภ.โขงเจียม รีบมาดูแต่เช้า เพราะพาดหัวข่าวเมื่อวานคนเข้าใจว่าอาตมามีเงินฝาก แต่ถ้าหากอ่านเกินสามบรรทัดก็จะทราบว่าเป็นเงินของมูลนิธิหลวงปู่ที่ตั้งมากว่า 50 ปี มีผู้มีจิตศรัทธามากมายจนเป็นที่รู้จักว่า “หลวงปู่ศรีผู้มากล้นบารมี”

ท่านมีดำริจัดตั้งมูลนิธิเอาดอกผลไว้ดูแลวัดสาขากว่า 150 วัด และสร้างสาธารณูปการ สาธารณสงเคราะห์ และงานเผยแผ่พระศาสนาตามแนวปฏิปทาหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มีลูกศิษย์ทั้งพระทังโยมอย่างกว้างไกล

อาตมาเป็นลูกศิษย์ที่มาดูแลวัดป่าศรีแสงธรรม ซึ่งเป็นสาขาได้รับความไว้วางใจจากพระราชพัชรญาณมุนี หรือหลวงปู่ทองอินทร์ที่ดูแลวัดสาขาแทนหลวงปู่ศรี มหาวีโร ให้มาดำเนินการในหลาย ๆ อย่างรวมทั้งเป็นเลขานุการของมูลนิธิทุกแห่งของวัดป่ากุง การดำเนินการสืบเสาะหาข้อมูลมาแล้ว 10 เดือน จึงได้มอบหมายให้ทีมกฎหมายดำเนินการ

เงิน 1,354 ล้านจึงไม่ใช่ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นสมบัติของสงฆ์ที่ลูกหลานดูแลให้พ่อแม่ครูอาจารย์ และสะสมมานานแล้ว หากไม่พูดเกินจริงไปเวลาที่หลวงปู่ไปงานนิมนต์ที่ไหนมีแต่คนอยากร่วมทำบุญกับท่านจนเต็มท้ายรถ นั่นเพราะบุญบารมีท่านที่ปฏิบัติจนถึงความหลุดพ้นแล้ว

ท่านสร้างพระเจดีย์ชัยมงคล ที่อ.หนองพอก, สร้างตึกให้โรงพยาบาล, สร้างวัดสาขาให้ธรรมะภาคปฏิบัติกระจายไปทั่วทุกภาค นั่นคือสร้างความร่มเย็นในใจของสาธุชนไปด้วยความเมตตา พวกมาด่าว่าพระนั้นให้สร้างโรงพยาบาลดีกว่า ท่านก็สร้างไปแล้ว และทำต่อเนื่อง ตัวเองมีใครบริจาคสร้างตึกสักหลังมีไหมที่ด่า ๆ พระอยู่นั่น ลองเอาสลิปหรือหลักฐานมาแสดงบ้าง อย่าแสดงเพียงปัญญาแค่หางอึ่งเท่านั้น

อย่าได้พากันปรามาสหรือหิวแสงจะอาศัยจังหวะเล่นงานวัด เล่นงานพระเล่นงานศาสนา หาช่องทางเอาเรทติ้งก็เพลา ๆ ลงบ้าง

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ พระปัญญาวชิรโมลี ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมูลนิธิทั้ง 2 แห่ง ว่า มูลนิธิพระอาจารย์ศรี มหาวีโร และมูลนิธิอนุสรณ์พระกฐินต้น ทั้ง 2 มูลนิธินี้เป็นเครือข่ายเดียวกัน ก่อตั้งโดยอาจารย์ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่น ก่อตั้งมา 50 ปี จึงทำให้มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั่วโลก ทางมูลนิธิได้ตั้งพระ 16 รูป และ ฆราวาสอีก 4 ท่าน เข้ามาเป็นกรรมการ ดูแลเรื่องการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ ของมูลนิธิ

ต่อมาอาจารย์ศรี มหาวีโร มรณภาพลงเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ทางคณะกรรมการจึงประชุมลงความเห็นกันว่า ให้พระอาวุโส 3 รูป เป็นผู้อนุมัติเซ็นอนุมัติเบิกจ่ายเงินในบัญชีได้ (การถอนแต่ละครั้งต้องมีลายเซ็นพระสามรูปนี้พร้อมกัน) โดยทุกครั้งที่จะนำเงินของมูลนิธิออกไปทำอะไร จะมีการเรียกประชุมคณะกรรมการทั้งหมด จะเปิดประชุมได้ก็ต่อเมื่อมีพระเข้าร่วมครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการ แต่ตั้งแต่ปี 2556 มาจนถึงทุกวันนี้ (14 ปี) ไม่มีการเรียกประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ทำให้ตนผิดสังเกต จึงขอตรวจสอบเงินฝากของมูลนิธิ พบว่าเหลือเพียง 48,000 กว่าบาท ทั้งที่ปี 2557 มีเงินอยู่ประมาณ 803,000,000 บาท

ตนจึงทำการสืบสวนกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้ข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน มีการเอาเงินจากมูลนิธิทั้ง 2 มูลนิธิไปทำประกันชีวิตให้พระและญาติโยมหลายร้อยท่าน โดยมีผู้รับผลประโยชน์เป็นชื่อของมูลนิธิ และมีการนำเงินมูลนิธิไปลงทุนกับธนาคาร และมีการนำธนบัตรของมูลนิธิไปขายขาดทุนอีก ทั้งนี้มีการปลอมลายเซ็นผู้มีอำนาจเบิกงาน และปลอมลายเซ็นผู้ซื้อประกัน

หลังได้ข้อมูลละเอียด ตนก็มีการทวงเงินคืนจากธนาคารเรื่อยมา แต่ทางธนาคารก็ปฏิเสธการคืนเงิน ดังนั้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตนกับฝ่ายกฎหมายจึงฟ้องศาลจังหวัดร้อยเอ็ดเรียกเงินคืน โดยศาลได้เห็นว่าคดีมีมูล และรับฟ้องเป็นคดีคุ้มครองผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...