โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลือดกรุ๊ปบีหรือเปล่า? ประวัติการค้นพบ "หมู่เลือด" ที่พลิกวงการแพทย์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 27 มิ.ย. 2567 เวลา 07.21 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2567 เวลา 05.05 น.
ภาพการผ่าตัดในปี 1955 การถ่ายเลือดประสบความสำเร็จ ส่วนหนึ่งเพราะความเข้าใจเรื่อง

อย่างที่ทราบกันว่า กรุ๊ปเลือด ในร่างกายของคนเราแบ่งได้ 4 หมู่ คือ เอ (A) บี (B) โอ (O) และ เอบี (AB) การแบ่งดังกล่าวเรียกว่า ระบบกรุ๊ปเลือดเอบีโอ (ABO) ซึ่งเรามักจะได้ยินบ่อย ๆ ว่า เลือด แต่ละกรุ๊ปสามารถบ่งบอกลักษณะนิสัย ความสามารถ ทั้งมีทฤษฎีการทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดเพื่อประโยชน์ทางโภชนาการ หรือแม้แต่โยงเข้ากับเรื่องของดวงหรือโชคชะตา (อย่างหลังน่าจะเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น)

แต่อะไรคือข้อเท็จจริงที่ซ่อนอยู่ใน เลือด แต่ละหมู่? ความจริงแล้วกรุ๊ปเลือดบอกอะไรเรากันแน่? การทำความเข้าใจเรื่องนี้ต้องลงไปดูรายละเอียดและความหมายที่แท้จริงของกรุ๊ปเลือด รวมถึง ประวัติศาสตร์การแพทย์ เรื่องการค้นพบกรุ๊ปเลือดว่าเป็นมาอย่างไร และนำไปสู่อะไร…

นิยามของ กรุ๊ปเลือด หรือ หมู่โลหิต (Blood Groups) คือการแบ่งกลุ่มเลือดของมนุษย์เป็นหมู่ตามชนิดของสารชีวเคมีชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นและปรากฏอยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง เรียกว่า แอนติเจน (Antigen) หรือ สารก่อภูมิต้านทาน ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวใน เลือด แต่ละหมู่

ความเฉพาะตัวของแอนติเจนในกรุ๊ปเลือดมีความเก่าแก่พอ ๆ กับพัฒนาการของเผ่าพันธ์มนุษย์เลยทีเดียว สมมติฐานว่าด้วยการเกิดกรุ๊ปเลือดอาจเรียกได้ว่า “การกลายพันธุ์” ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างที่มนุษย์กระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก เมื่อพวกเขาเผชิญกับความท้าทายจากสภาพแวดล้อม โรคร้าย ภูมิอากาศ จึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันค่อย ๆ พัฒนาไปบนวิถีทางแตกต่างกัน จนเกิดแอนติเจนที่เฉพาะตัวขึ้น ความเฉพาะตัวนี้ถ่ายทอดผ่านทางสายเลือด และทำให้เลือดต่างหมู่ไม่สามารถเข้ากันได้ ทั้งมีโอกาสส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างรุนแรง

ความรู้เรื่องกรุ๊ปเลือดเป็นประโยชน์ทาง การแพทย์ อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้ป่วยเสียเลือดมาก และต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างฉุกเฉินด้วยการถ่ายเลือด แต่กว่ามนุษย์จะเข้าใจข้อเท็จจริงนี้อย่างลึกซึ้ง ก็ต้องรอถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20

บรรพบุรุษของเราตระหนักถึงความสำคัญของเลือดในร่างกายมาตั้งแต่ยุคบรรพกาลแล้ว เรื่องนี้เข้าใจง่ายมาก เมื่อเกิดการสูญเสียเลือด (จำนวนมาก) มักนำไปสู่ความตาย จึงไม่แปลกที่คนสมัยโบราณคิดเรื่องการถ่ายโอนเลือดจากคนสู่คนเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย เป็นเวลากว่าพันปีที่มนุษย์ครุ่นคิดและพยายามลองผิดลองถูกในการถ่ายเลือด แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลย เพราะขาดความเข้าใจเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดนั่นเอง

ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่แพร่หลาย หมอชาวยุโรปยุคเรเนสซองค์เคยเชื่ออย่างจริงจังด้วยซ้ำว่า การถ่ายเลือดเข้าเส้นเลือดใหญ่ของผู้ป่วยสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ แม้กระทั่งความวิกลจริต ก่อนความพยายามทำความเข้าใจองค์ความรู้ดังกล่าวจะจริงจังมากขึ้นในศตวรรษที่ 17 โดยมีลำดับการณ์ ดังนี้

ค.ศ. 1492 มีรายงานบันทึกเกี่ยวกับการถ่ายเลือดเป็นครั้งแรก นั่นคือกรณีของ สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 7 ณ กรุงโรม แพทย์ประจำวาติกันแนะนำให้ถ่ายเลือดจากคนที่ร่างกายแข็งแรง 3 คน มารักษาอาการป่วยของพระองค์ แต่ผลการรักษาล้มเหลว พระสันตปาปาสิ้นพระชนม์ไม่นานหลังจากนั้น

ค.ศ. 1628 วิลเลียม ฮาร์วีย์ (William Harvey) นายแพทย์ชาวอังกฤษค้นพบกลไกไหลเวียนเลือดภายในร่างกายมนุษย์ พบว่าการสูบฉีดเริ่มจากหัวใจที่ส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ผ่านหลอดเลือดแดง ก่อนไหลเวียนกลับมายังหัวใจอีกครั้งผ่านหลอดเลือดดำ

ค.ศ. 1665 ริชาร์ด โลเวอร์ (Richard Lower) ทดลองถ่ายเลือดระหว่างสุนัขสองตัว เขาพบว่าส่วนใหญ่รอดชีวิต นี่คือบันทึกประสบความสำเร็จครั้งแรกเกี่ยวกับการถ่ายเลือดระหว่างสัตว์

ค.ศ. 1667 ริชาร์ด โลเวอร์ และ ฌอง แบบติส เดอนีย์ส (Jean-Baptiste Denys) บันทึกความสำเร็จในการถ่ายเลือดจากสัตว์สู่คน โดยใช้เลือดแกะและลูกวัว ฌองถ่ายเลือดแกะไม่กี่มิลลิลิตรให้เด็กชายอายุ 15 ปี คนหนึ่ง และถ่ายเลือดลูกวัวให้คนวิกลจริต ปรากฏว่าร่างกายผู้ป่วยต่อต้านอย่างรุนแรง จนเขาเสียชีวิตในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา รายงานผู้เสียชีวิตจากวิธีถ่ายเลือดตลอด 10 ปี ทำให้การกระทำดังกล่าวกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และไม่มีบันทึกเกี่ยวกับการถ่ายเลือดอีกเลยตลอด 150 ปีหลังจากนั้น

ค.ศ. 1795 ที่อเมริกา ซิงก์ พีซิคก์ (Syng Physick) ประสบความสำเร็จในการถ่ายเลือดจากคนสู่คนได้สำเร็จ แต่ไม่มีการเผยแพร่ผลการศึกษาหรือรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลการศึกษาของเขา

ค.ศ. 1818 เจมส์ บลันเดลล์ (James Blundell) สูตินรีแพทย์ชาวอังกฤษ ประสบความเร็จในการถ่ายเลือดให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นหญิงป่วยหลังคลอด เนื่องจากเธอเสียเลือดระหว่างคลอดมากเกินไป เธอได้รับเลือดจากสามีของตนเป็นปริมาณ 400 มิลลิลิตร ซึ่งถูกฉีดด้วยเข็มฉีดยาจนพ้นขีดอันตรายในท้ายที่สุด สร้างความเชื่อมั่นในหลักการที่ว่า“มนุษย์ควรได้รับเลือดจากมนุษย์ด้วยกัน” ซึ่งเจมส์ บลันเดน ตั้งสมมติฐานเอาไว้

เจมส์ บลันเดน ทำการถ่ายเลือดแบบเดิมอีก 10 ครั้ง ระหว่างปี 1825-1850 และช่วยผู้ป่วยจากการเสียเลือดขณะคลอดได้ 5 คน ระหว่างนั้นเขายังออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ จนกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่

ระหว่างการถ่ายเลือดผู้ป่วยหญิงหลังคลอด ปัญหา 2 ประการที่พบบ่อยคือ เลือดมักจับตัวเป็นก้อนระหว่างขั้นตอนการถ่ายเลือด เนื่องจากไม่มีการใช้ยาหรือสารละลายต้านการแข็งตัว (ยาดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นภายหลังในปี 1914) อีกประการคือ กว่าครึ่งของผู้ป่วยมีปฏิกิริยาตอบสนองหลังการถ่ายเลือดที่รุนแรง บางรายถึงขั้นเสียชีวิต จะเห็นว่าตัวเลขความสำเร็จ 5 จาก 10 ไม่ใช่ตัวเลขที่น่าพอใจนัก แต่ก็พอพิสูจน์ได้ว่าวิธีรักษาดังกล่าวสามารถช่วยคนได้

อย่างไรก็ตาม แพทย์หลายคนในยุคนั้นเริ่มรักษาผู้ป่วยด้วยวิธีการถ่ายเลือดตามเจมส์ บลันเดลล์ แม้โอกาสสำเร็จ 50 : 50 จะไม่ต่างจากการคลำทางกลางความมืด แต่พวกเขามาถูกทางแล้ว มนุษย์ควรได้รับเลือดจากมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น…

จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่พวกเขาต้องค้นพบคือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ กรุ๊ปเลือด ของมนุษย์

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังเริ่มศตวรรษที่ 20 เมื่อปี 1900 คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรีย ทำการทดลองที่ทำให้เขาค้นพบกรุ๊ปเลือด 3 หมู่ ได้แก่ เอ (A) บี (B) และซี (C) ภายหลังเปลี่ยนหมู่ซี เป็น โอ (O) และ ค.ศ. 1902 นักเรียน 2 คน คือ A. van Decastello และ A. Sturli ที่ทำงานร่วมกับคาร์ล ลันด์สไตเนอร์ ยังค้นพบกรุ๊ปเลือด AB การค้นพบดังกล่าวทำให้คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขา การแพทย์ ในปี 1930

คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ ไขปริศนากรุ๊ปเลือดได้อย่างไร? จากข้อสังเกตเลือดจับตัวเป็นก้อนระหว่างการถ่ายเลือด ขยายผลไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับเซลส์เม็ดเลือดแดงที่ตกตะกอน เขาทำการทดลองเรื่องนี้โดยใช้ตัวอย่างเลือดจากสมาชิกห้องปฏิบัติการและตัวเขาเอง แยกเซลล์เม็ดเลือดออกจากพลาสมา (ส่วนที่เป็นของเหลว) จากนั้นผสมพลาสมาของคนหนึ่งกับเซลล์เม็ดเลือดของอีกคน ขั้นตอนดังกล่าวทำให้เกิดลักษณะเฉพาะจากการจับตะกอนของเลือด ซึ่งเลือดแต่ละหมู่จะแสดงผลแตกต่างกัน

งานวิจัยนี้เผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเลือดของมนุษย์ โดยมีตัวละครหลักคือแอนติเจนและ แอนติบอดี (Antibody) โดยพบว่า แอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดง มีอยู่ 2 ชนิด คือ แอนติเจน เอ (A antigen) และแอนติเจน บี (B antigen) หากร่างกายไม่มีแอนติเจนชนิดใดชนิดหนึ่งข้างต้น จะสร้างแอนติบอดีมาต่อต้านแอนติเจนแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนจึงคุ้นเคยกับกรุ๊ปเลือดของตนเองเท่านั้น

นี่คือเหตุผลที่การถ่ายเลือดต่างหมู่ก่อปฏิกิริยาในเลือดของมนุษย์ ซึ่งอาจมีการต่อต้านอย่างรุนแรงและอันตรายถึงชีวิต ระบบภูมิคุ้มกันของร่ายกายจะตอบสนองโดยโจมตีเซลล์ของเลือดใหม่ จนเกิดการเจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตตามที่พบในบันทึกสมัยเก่า การค้นพบของคาร์ล ลันด์สไตเนอร์ จึงพัฒนาการวงการแพทย์อย่างมาก ทำให้มนุษย์ปลดล็อคความเข้าใจเกี่ยวกับการถ่ายโอนเลือดตามกรุ๊ปเลือด และทำให้การรักษาที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สามารถแจกแจงสารแอนติเจนและแอนติบอดีของกรุ๊ปเลือดแต่ละหมู่ ดังนี้

กรุ๊ปเลือด A คือคนที่มีสารแอนติเจน A บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่มีสารแอนติเจน B จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน B (anti B)

กรุ๊ปเลือด B คือคนที่มีสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่มีสารแอนติเจน A จึงสร้างสารต้านต่อแอนติเจน A (anti A)

กรุ๊ปเลือด AB คือคนที่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดงและไม่สร้างสารต้านทั้งสองชนิด

กรุ๊ปเลือด O คือคนที่ไม่มีทั้งสารแอนติเจน A และสารแอนติเจน B บนผิวเม็ดเลือดแดง จึงสร้างสารต้านต่อทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B (เป็นที่มาของการเปลี่ยนจาก C เป็น O เพราะ “Ohne” ในภาษาเยอรมันแปลว่า “ไม่มี” หรือ Without / Zero)

ในการให้เลือดเราจะต้องได้เลือดจากคนเลือดกรุ๊ปเดียวกันหรือเข้ากันได้ คือ ไม่มีสารต้านต่อแอนติเจนของเลือดที่จะถ่ายโอนนั่นเอง ดังนั้น ในการถ่ายเลือด เลือดกรุ๊ป A รับเลือดกรุ๊ป A กับ O ได้ เลือดกรุ๊ป B รับเลือดกรุ๊ป B กับ O ได้ เลือดกรุ๊ป AB รับเลือดได้ทุกหมู่ ส่วนเลือดกรุ๊ป O ต้องรับเลือดกรุ๊ปเดียวกันเท่านั้น (แต่บริจาคให้คนเลือดกรุ๊ปอื่นได้ทั้งหมด)

กรุ๊ปเลือด หรือ หมู่เลือด จึงเป็นเครื่องหมายทางชีวภาพที่แตกต่างกันของแต่ละคน อันจะเป็นประโยชน์สูงสุดเมื่อต้องได้รับการรักษาพยาบาล ไม่ใช่ตัวแปรหรือสิ่งบ่งชี้เกี่ยวกับอุปนิสัย พฤติกรรม และความสามารถ หรือมีผลสัมพันธ์ทางโภชนาการกับอาหารที่รับประทานเข้าไป อย่างที่นักธรรมชาติบำบัดบางคนกล่าวอ้าง และแน่นอนว่า กรุ๊ปเลือดไม่มีส่วนเชื่อมโยงหรือผูกกับดวงชะตาราศีแต่อย่างใด อย่างน้อยทุกวันนี้ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่เชื่อถือได้จากวงการวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับทฤษฎีข้างต้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

กุลวรา กิตติสาเรศ; ผู้ช่วยศาสตรจารย์ แพทย์หญิง, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล (สืบค้นวันที่ 10 มกราคม 2566) : มารู้จักหมู่เลือดกันเถอะ ตอนที่ 1. (ออนไลน์)

Dariush D FARHUD and Marjan ZARIF YEGANEH, National Library of Medicine (Retrieved Jan 9, 2023) : A Brief History of Human Blood Groups. (Online)

health.gov.mt (Retrieved Jan 9, 2023) : History of Blood. (Online)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 มกราคม 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เลือดกรุ๊ปบีหรือเปล่า? ประวัติการค้นพบ “หมู่เลือด” ที่พลิกวงการแพทย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...